UP2GU.NET

ธุรกิจเพื่อสังคม – ไม่ง่าย แต่ยาก

ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า “ฉลาดแกมดี” อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ

ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี

ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น

การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน

มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ

ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย

แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ

การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมมาทำให้การแก้ปัญหานั้นยั่งยืนด้วยเงินรายได้ที่มาจากธุรกิจนั้น แต่ธุรกิจเพื่อสังคมหลายแห่งนั้น ผมไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เน้นเรื่อง CSR มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม

เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเรามองปัญหาเหล่านั้นชัดเจนเมื่อไหร่ รูปแบบทางธุรกิจจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้

ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เราต้องการหยิบขึ้นมาเพื่อแก้ไขนั้น อาจเป็นปลายเหตุของปัญหา มากกว่าต้นเหตุ

ยกตัวอย่างเช่น ผมคิดโปรเจคเกี่ยวกับเรื่องน้ำที่กำลังขาดแคลน ผมไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศให้ชาวนางดทำนาเพราะน้ำจะไม่พอเลี้ยงคนปลายน้ำ ในขณะที่คนปลายน้ำก็ใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลือง สุขสบาย โดยไม่สนใจว่าคนต้นน้ำเดือดร้อนอย่างไร

จึงคิดต่อไปว่า ต้นทุนของน้ำที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกมาก แต่เราต้องจ่ายเงิน 10 บาททุกมื้อกลางวันในการดื่มน้ำขวด ส่วนต่างจากเงินที่จ่ายไปนั้นกลับไปอยู่ที่พ่อค้า สายส่ง และบริษัทผลิตน้ำดื่ม แทนที่จะไปช่วยเหลือคนต้นน้ำที่เขามีสิทธิ์ใช้น้ำคุณภาพดี และต้นทุนถูก ไม่ต้องคอยซื้อน้ำตามรถเร่ขาย

แต่ปัญหาจริงๆ ของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมากนัก เพราะประเทศไทยมีน้ำกินน้ำใช้ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ขาดจิตสำนึกของการประหยัด การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราต้องใช้พลังงาน และเสียน้ำคุณภาพดีให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป

เรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการคิดซับซ้อนกว่าธุรกิจธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดโครงสร้างโดยสมบูรณ์ และจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการทำธุรกิจทั่วไปในการประคับประคองให้อยู่รอดในสังคมการแข่งขันได้

แต่มันก็ไม่ยากเกินไปอีกเช่นกัน ถ้าเราตั้งใจคิด และใช้แรงอิจฉาช่วยผลักดัน

No comments