ถ่ายข้อมูลจาก Samsung F480 ไปที่ iPhone ด้วย Address Book

ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซื้อ iPhone 3G มาใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากเคยมี iPhone 2G ใช้อยู่พักนึงสมัยที่หิ้วมาขายกันล็อตแรกๆ ของเมืองไทย และช่วงเปิดตัว iPhone 3G ของ Truemove ที่บริษัทให้กลับมาใช้งานก่อนเพื่อความคุ้นเคย 

มือถือตัวเก่าอย่าง Samsung F480 ที่ใช้งานได้ดีอยู่เลยต้องถูกขายเพื่อเอาเงินไปต่อทุนซื้อซิลิโคนและอุปกรณ์เสริมกันไปครับ

 

ทีนี้ จะถ่ายข้อมูลจาก F480 เริ่มแรกเลยคือบรรดาเบอร์โทรศัพท์ทั้งหลาย ผมมีเบอร์อยู่ในเครื่องประมาณ 320 เบอร์ ซึ่งเกินกว่าซิมทั่วไปจะรับได้ (ซิมปกติมีความจุ 250 เบอร์) เพราะ iPhone สามารถเพิ่มเบอร์ทีละมากๆ ได้ด้วยวิธีการ Sync กับก๊อบเบอร์จากซิมลงเครื่องทีละชุดเท่านั้น

คราวแรก ผมใช้วิธีการก๊อบปี้ลงซิมสองรอบ เบอร์โทรมาครบหมดครับ แต่ขาดระเบียบวินัยอย่างแรง ส่วนใหญ่เวลาเราเม็มเบอร์ไว้ จะใส่ชื่อในช่อง First name กัน แต่ผมเม็มบางครั้งเผลอใส่ใน ​First name บ้าง Last name บ้าง บน F480 แสดงปกติครับ แต่พอบน iPhone ชื่อกระจายตามตัวอักษรเลยครับ

เช่น ผมพิมพ์ True Nong ใน F480 จะเรียงจากตัว T แต่ iPhone ไปเรียงจากตัว N แทน เพราะ Nong ไปอยู่ในช่อง Last name

 

แบบแรกไม่เวิร์คครับ เพราะซักพักผมไป Sync ไปมากับเครื่องคอม ทำให้เบอร์หายไปหมด อีกอย่าง ผมขี้เกียจถอดซิมเข้าออกมือถือสองเครื่องบ่อยๆ เลยลองใช้วิธีการ Sync กับ Macbook แทน เวลามีปัญหาอะไร กู้เบอร์ทั้งหมดจะได้ง่ายเพียงแค่เสียบสายเชื่อมต่อกับคอม ทุกอย่างก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม

ปัญหาต่อมาคือ F480 ไม่สามารถใช้ iSync บน Mac OSX 10.4.x หรือ Tiger ได้ ต้องเป็น 10.5 หรือ Leopard เท่านั้นครับ ผมเลยใช้วิธีลูกทุ่งคือ ส่งรายชื่อทั้งหมดเป็นไฟล์ .vcf โดยใช้คำสั่ง “send namecard” บน F480 ผ่าน ​​Bluetooth เข้า Macbook ครับ แต่รายชื่อนั้นไม่ได้มาก้อนเดียวหลายชื่อ ชื่อนึงก็ไฟล์นึง เลยมาเป็นร้อยไฟล์เลยครับ – -’

เมื่อได้ไฟล์ .vcf ซึ่งเป็นไฟล์เก็บรายชื่อและเบอร์โทรที่เป็นมาตรฐาน ใช้งานได้กับโปรแกรมจัดการได้หลายตัว บนแมคนี่คือ Address Book ที่มาพร้อมกับ Mac OSX อยู่แล้ว ผมก็ทำการ Import Card ทั้งหมดใส่ในเครื่อง และทำการจัดระเบียบให้เรียบร้อย เช่น จัดกลุ่ม แก้ไขชื่อที่มีปัญหา แก้ไขชื่อเป็นภาษาไทย (เพราะบน iPhone ยังพิมพ์ไทยไม่ได้)

 

 

เมื่อเสร็จแล้ว ผมก็เปิด iTunes เลือกที่แถบ Info และให้ iPhone ทำการ Sync ข้อมูล Contact ที่อยู่ใน Address Book ทั้งหมดมาไว้ในเครื่องครับ

 เสร็จเรียบร้อย!

 

 

 

ข้อดีของการใช้วิธีการนี้ คือ ทุกครั้งที่เอา iPhone มาเสียบกับเครื่องนี้ มันจะทำการแก้ไขข้อมูลรายชื่อและเบอร์โทรเก็บไว้ในเครื่องคอมเสมอ เวลามีปัญหาใดๆ ก็สามารถกู้กลับมาได้อย่างง่ายดาย และสะดวกในการแก้ไขข้อมูลต่างๆ อย่างผมเลือกที่จะพิมพ์ข้อมูลผ่าน Macbook หน้าจอใหญ่ๆ ดีกว่านั่งกดทีละตัวและพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้บน iPhone ครับ

ข้อเสียคือ ถ้าคอมเครื่องนั้นต้องต่อกับ iPhone เครื่องอื่น อาจถึงคราวชิบหายได้ถ้าไปตั้งให้ Auto Sync เพราะเบอร์ของคุณจะไปปรากฎอยู่ใน iPhone ของชาวบ้าน และทำการลบเบอร์ของเขาทิ้งไปหมด ดังนั้นจึงต้องระวังในทุกครั้งที่ไปเสียบกับเครื่องคอมที่ไม่ใช่ของตัวเองครับ

 

 

รอบหน้า จะมาอธิบายวิธีการใช้งาน MobileMe ว่ามันเวิร์กยังงัย :D

Unzip ไฟล์ RAR บน Ubuntu

หลังจากใช้งาน Ubuntu มาได้สองเดือนแล้วค้นพบว่า ที่จริงแล้ว OS นี้ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปค่อนข้างครบ เพราะปกติแล้วกลับถึงบ้านมีเวลาเล่นเน็ตก็แค่อ่านอะไรตามเว็บ หรือโหลดไฟล์จาก Torrent มามากกว่า

ก่อนหน้านี้ ผมโหลดโปรแกรมเล่นไฟล์ .rmv เพิ่มมาอีกตัว ก็ถือว่าครอบคลุมไฟล์วีดิโอเกือบทั้งหมดแล้ว โปรแกรม Rhythmbox Music Player มีความสามารถในการเล่นเพลงจาก iPod ได้ แต่จัดการไฟล์เพลงใน iPod ไม่ได้ และที่ดีของมันอีกอย่างคือการ Preview เพลงได้ ฟังได้เกือบ 2 นาทีครับ แค่เอาเม้าส์ไปวางบนไฟล์เพลงนั้นก็จะถูกเล่นเพลงให้เราได้ฟังกัน เหมาะสำหรับคนที่เก็บไฟล์เพลงเยอะๆ มาก

โปรแกรมต่างๆ ถ้ามีเวลาจะมา Review ให้ฟัง แต่ตอนนี้ขอบอกวิธีการ Unzip หรือ Extract ไฟล์ .rar ก่อนครับ เข้าไปที่ Application > Terminal แล้วพิมพ์ตามนี้ครับ

sudo aptitude install unrar

มันจะทำการโหลดโปรแกรมเปิดไฟล์ .rar ผ่านเน็ต พอเสร็จปุ๊บก็ unzip ได้ทันทีครับ

ปล. ข้อมูลเรื่อง unzip rar จาก http://wiki.it.kmitl.ac.th/Extract_rar

ขอประกาศตัวว่าเป็น CC กับเขาแล้วครับ!

เรื่อง Creative Commons License มีมานานพอสมควรในวงการนี้ และในประเทศไทยเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนด้วยความอนุเคราะห์จากหลายภาคส่วน ขี้เกียจอธิบายครับ เอาเป็นว่าไปอ่านเองได้จาก blognone ในหัวข้อเรื่อง Creative Commons ประเทศไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับเว็บแห่งนี้คือ ปกติแล้วทุกๆ เรื่องที่ผมได้เขียนลงในบล็อคแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการแวะไปอ่านข้อมูลจากเว็บต่างๆ มาประกอบกัน บางครั้งถ้าจำแหล่งอ้างอิงได้ก็จะอ้างถึง หรือถ้าจำไม่ได้ชัดเจนนักก็จะระบุไปว่ามาจากเว๊บไหน

ถ้าเป็น CC กับเค้าแล้ว คงต้องอ้างอิงให้ชัดเจนมากขึ้นครับ

เรื่องของลิขสิทธิ์นั้น ผมยินดีให้ทุกท่านนำไปต่อยอดได้ ตราบใดที่ไม่นำไปใช้เพื่อการค้า เช่น จากเรื่อง เหตุผลที่ (ยัง) ไม่ใช้ Ubuntu ที่เคยเขียนไว้ มีบรรดาผู้ใช้งาน Ubuntu นำไปเป็นเรื่องโต้เถียงกัน ก็สนุกดีครับ

ในอนาคตนั้น ผมจะพยายามให้เว็บไซต์ที่ดูแลทั้งหมดเข้าสู่การเป็น CC ทั้งหมดครับ แรกเริ่มเลย เว็บไซต์ของกลุ่มกิจกรรม ITEM ที่เน้นเรื่องของการจัดการความรู้ และการส่งเสริมความเป็นพลเมือง จะให้เป็น CC ทันที ตามด้วย หัวกะทิ.net – เว็บของกลุ่มอดีตเด็กค่ายผู้นำนักศึกษา ที่ให้คนที่เคยผ่านค่ายมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน ก็จะตามไปติดๆ

ITEM Studio ทีเป็นเว็บรวบรวมผลงานนั้น คงต้องขอดูรายละเอียดด้านเทคนิคก่อน, และ Ohmypic.com จะพยายามให้กลายเป็นเว็บที่รวบรวมรูปสวยๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ (แบบไม่มีการค้า) หรือทำเป็นการค้าได้เฉพาะการกุศลเท่านั้น ต้องขอไปศึกษาก่อนครับ

 

ตอนนี้หวังแค่ว่า จะต้องหาโอกาสมาแบ่งปันบ่อยๆ ครับ

Eco Car จะมาเร้ออออ?

Eco Car เป็นโปรเจคความหวังของมวลมนุษยชาติเลยกระมัง ใครๆ ถึงแห่กันมาลงทุนในประเทศไทยที่สนับสนุนโปรเจคนี้สุดๆ ข้อดีของ Eco Car คือจะเป็นรถที่มีขนาดเล็ก เหมาะแก่การใช้งานระยะใกล้หรือในเมือง ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 และกินน้ำมันแค่ 20 กิโล/ลิตร

ที่แน่ๆ บริษัทที่ยื่นผ่าน BOI ของเรามาแล้ว มีตั้งแต่โตโยต้า, ฮอนด้า, มิตซู, ฟอร์ด, นิสสัน, โฟล์ค ที่ดูจะเป็นรูปเป็นร่าง และวางขายก่อนใครเพื่อนเลยก็น่าจะเป็นมาสด้า 2 เจ้าของเดียวกับฟอร์ด และ Nissan March

ข่าวจากเว็บพันทิบบอกว่า ช่วงปลายปีนี้จะได้เห็น Mazda 2 แน่นอน แต่ราคาน่าจะปวดม้ามเล็กน้อยตามสไตล์ คือ อ่อนหรือมากกว่า Yaris นิดหน่อย ที่เหนือกว่าน่าจะเป็นห้องโดยสารที่ใหม่กว่า และรูปร่างภายนอกอย่างกับเอา Mazda 3 ย่อขนาดมา

และจากแหล่งข่าวเดียวกัน Nissan March ที่เอา Tiida มาย่อส่วนก็น่าจะปรากฎกายให้เห็นช่วงต้นปี 2010 คาดเดาเอาว่าประมาณมีนาคม

จะมาปลายปีกันมั้ยน้า..?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีรถยนต์กลุ่มใหม่ปรากฎตัวแล้ว จะสร้างยอดขายได้ถล่มถลายในยุคกระเป๋าตังแทบฉีกอย่างนี้หรือเปล่า รถกลุ่มนี้เป็นที่นิยมในเมืองนอก แต่อาจจะแป๊กในเมืองไทย เพราะคนไทยนิยมใช้รถเพื่อบ่งบอกฐานะ และ “เผื่อ” นั่นนี่ไว้เกินไป

ต้องเครื่องแรง “เผื่อ” แซงสิบล้อทุกวันบ้าง ต้องห้องโดยสารกว้าง “เผื่อ” ขนคนทั้งตำบล ต้องวัสดุภายในดีเยี่ยม “เผื่อ” มีตุ๊กตาหน้ารถ บลา บลา บลา…

ทำให้เราเห็นคนขับรถกระบะคันใหญ่ๆ เข้าเมืองกันเกลื่อนไปหมดนั่นเอง

 

ที่สำคัญคือ เงื่อนไขด้านราคา ประเทศไทยได้ชื่อว่าซื้อรถ “ไม่คุ้มราคาที่เสียไป” อันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศส่งออกรถยนต์ไปขายบ้านอื่นกันโครมๆ ด้วยราคา 5 แสนปลาย ผมเชื่อว่าเราจะสามารถได้รถ B-Segement อย่าง Nissan March ตัวกลางได้ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น

เพราะกลุ่มลูกค้าจริงๆ ของ B-Segement คือกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ใช้ชีวิตโสดและอยู่ในเมืองเยอะ กลุ่มครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มีเงินมากพอที่จะขยับขยายได้ แต่ก็ดีกว่านั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อนสาม และกลุ่มคนที่ยังใช้รถเก่าอายุเกิน 10 ปีขึ้นไป ที่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถที่ใหม่กว่า แต่ดอกเบี้ยรถมือสองช่างปวดม้ามอีกเช่นกัน

นี่ยังไม่รวมราคาน้ำมัน ณ วันที่เปิดตัวรถรุ่นนี้ จะถีบไปถึงเท่าไหร่…

 

ใครรอได้ ก็รอกันไปนะครับ ยิ่งวงการรถยนต์บ้านเรามีการล็อบบี้กันมากมาย เผลอๆ อาจจะไม่ทันใช้งานกันแล้วก็ได้

ผมคนนึงหล่ะที่จะเคลียร์หนี้รอ ฮ่าๆๆ

เหตุผลที่ (ยัง) ไม่ใช้ Ubuntu

  1. อยากใช้มาก เพราะมันไม่มีไวรัสเหมือน Windows (จิงป่ะ?)
  2. โปรแกรมหาโหลดได้ฟรี แต่ไม่รู้จะโหลดที่ไหน เวอร์ชั่นอะไร?
  3. แล้วที่เคยเห็นว่ามันดูสวยๆ นี่ จะโหลดแบบพร้อมใช้เลย ต้องไปโหลดที่ไหน?
  4. แผ่นผี Ubuntu มีขายที่ฟอร์จูนรึเปล่า?
  5. เอามาลงแล้วพวกไฟล์ที่เคยเปิดกับ Windows จะเปิดได้มั้ย?
  6. กินทรัพยากรเครื่องมากมั้ย ห่างจาก Windows จนเป็น % ที่น่าพอใจ และคุ้มค่าเสี่ยงหรือเปล่า
  7. โปรแกรม Freeware สำหรับทำงานกราฟิคขอบายเลยนะ งงมากๆ ใช้เวลานานกว่าด้วย
  8. ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมต้องแปลเมนูภาษาไทยให้เข้าใจยากด้วยว่ะ
  9. น่าแปลก มีโรงเรียนสอนการใช้โปรแกรมเถื่อน แต่ไม่มีสอนการใช้โปรแกรมฟรี!
  10. ฟอนต์อีก จะเหมือน จะเพี้ยน จะตัดคำถูก จะสะกดคำผิดมั้ย?
  11. รู้ว่าใช้งานเบื้องต้นพอไหว แต่แม่ผมจะเอาไปพิมพ์งานส่งราชการไหวหรือเปล่า?
  12. ใช้งานง่ายจริงหรือ ในเมื่ออะไรๆ ต้องพิมพ์คำสั่ง command ตลอด
  13. แล้ว Driver หล่ะ ถ้าเครื่องเก่าหงำเหงือกจะมีมั้ย
  14. จะต่อพ่วงกับอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เอาแค่ iPod อย่างเดียวก็พอ ไม่ขออะไรมาก
  15. แถม Community ทุกที่มีแต่พวก Geek, เนิร์ด, เทพ ทั้งนั้น
  16. หมายถึงว่า คุณมั่นใจได้ว่าทุกปัญหาพวกเขาสามารถแก้ไขได้ แต่คุณจะเข้าใจที่เขาสื่อกันหรือเปล่า ฮ่าๆๆ
  17. ครั้นจะถามช่างแถวฟอร์จูน พันทิบ หรือถามเพื่อนใกล้ตัวคงลำบาก
  18. ภาพลักษณ์ของ Ubuntu เลยกลายเป็น OS สำหรับ Programmer ไม่ใช่ User เท่าไหร่
  19. ล่าสุดผมขอแผ่น Ubuntu จากพี่ที่ทำงาน เค้าบอกไม่มี
  20. เลยถอดใจ ขอแผ่น XP เถื่อน กลับไปลงเครื่องที่บ้านแทน ฮ่าๆๆๆ

(แก้ไขเพิ่มเติม 14 ก.พ. 52)

ผมกลับมาคิดๆ ดูแล้ว 20 หัวข้อดังกล่าวหากมองในมุมนึง ค่อนข้างเป็นการมองที่อคติไปหน่อย และขณะเดียวกันผมก็มองว่า มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดของผู้ที่อยากจะเปลี่ยนแต่ยังไม่กล้าอย่างเช่นผม

ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเปิดใจรับสิ่งใหม่ของผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจะสื่ออย่างไรให้กับผู้ใช้งานว่ามันดีกว่าเพราะว่ามัน “ฟรี” เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีผู้ใช้งานมากมายยินดีเสียเงินค่า windows เถื่อน แม้ว่ามันจะผิดกฎหมาย แต่ก็สบายใจกว่า

ในฐานะที่ผมต้องทำงานเกี่ยวข้องกับ User Friendly นอกเหนือจากการใช้งานที่ง่าย เสถียร และมีคนคอยช่วยเหลือตลอดเวลา การสร้างภาพลักษณ์ใหม่เพื่อลบประสบการณ์ร้ายๆ จากความเชื่อแบบเก่า จึงเป็นงานแรกที่ต้องทำให้กับผู้ใช้งานก่อน เพราะไม่งั้น สิ่งที่โปรแกรมเมอร์ หรือดีไซเนอร์สร้างมาทั้งหมดจะไม่มีความหมายใดๆ

 

ติเพื่อก่อนะครับ :)

 

ปล. ผมได้ลง windows ใหม่แล้ว และวันนี้จะออกไปซื้อหนังสือ Ubuntu มาลองอ่านและหาวิธีลงดู
ปล2. ถ้าได้ใช้งานจริง ผมจะเป็นคนตอบ 20 คำถามนั้นอีกครั้งในโอกาสถัดไป