UP2GU.NET

ห้างไม่ง้อ ไปหอศิลป์

วันนี้ตั้งใจว่าจะไปหอศิลป์กรุงเทพฯ หรือชื่อเต็มๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากที่อ่าน art4d ฉบับที่พูดถึงหอศิลป์กรุงเทพ พร้อมๆ กับที่เมื่อวานรุ่นพี่ที่มหาลัยไปมาแล้วบอกว่าดี เลยว่าจะแวะไปดูเสื้อทีม Asoke Ranger เสร็จแล้วค่อยดูหอศิลป์

 

IMG_4648.jpg

 

เป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขนาดที่เดินดูงานศิลป์สวยๆ ไปพร้อมยืดอกไป เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ผมมีส่วนร่วมในการทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะโปรเจคนี้เกิดขึ้นในสมัยอดีตผู้ว่ากทม. พิจิตร รัตตกุล พอถึงสมัยอดีตผู้ว่าชิมไปบ่นไป เสือกอยากให้เป็นห้างซะงั้น ทำให้ศิลปินออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้โครงการนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นผมจำได้ว่าตอนเลือกตั้ง ผมเลือกคุณพิจิตรอีกครั้งเพราะเรื่องหอศิลป์ล้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก พอเป็นคุณอภิรักษ์ ผมก็เลือกอีกครั้งก็เพราะหอศิลป์เหมือนกัน

IMG_4650.jpg

นานๆ ทีจะได้มีความรู้สึกถึงความคุ้มค่าของเงินภาษีที่จ่ายไป หอศิลป์นี้ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ผมว่ามันไม่แพงเลยถ้าเทียบกับค่าน้ำชาของเมกกะโปรเจคที่ไม่เกิดผลหรือสร้างคุณค่าใดๆ ให้สังคม และอาจจะเป็นความตั้งใจของหอศิลป์นี้ ที่ทางเดินที่เชื่อมกับ skywalk มีผังของโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ภายใต้หัวข้อการนำเสนอแบบเจ็บแสบว่า “ถ้าเมืองไทยไร้คอร์รัปชั่น”

IMG_4720.jpg

หอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ใต้ดิน 3 ชั้น ด่านฟ้าอีกชั้นนึง การออกแบบแม้ข้างนอกจะดูทึบๆ ไปหน่อย แต่ภายในค่อนข้างโล่ง มีพื้นที่ทั้งการจัดนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องสมุดศิลปะ และห้องกระจกเล็กๆ สำหรับการแสดง ทีแรกเหมือนตัวเองอยู่ในสยามพารากอนตรงที่มีบันไดเลื่อนพาดไปมา แต่ที่นี่ดูโล่งและเป็นระเบียบกว่า อ้อ.. สำหรับผู้พิการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้อย่างดีเลยครับ ขอชมเชยๆ

 

IMG_4697.jpg

 

ผมเดินดูงานนิทรรศการรอยยิ้มสยามครบทุกชั้น ทุกชิ้น แต่พวกหนังหรือวิดิโอไม่ได้ดูนานเท่าไหร่ครับ มีผลงานหลายชิ้นที่มีการนำเสนอแบบสื่อผสมที่น่าสนใจ จนแอบคิดไปว่าน่าจะไปยุให้รุ่นน้องจัดแสดงผลงานธีสิสแบบนี้บ้าง หรือผลงานอีกหลายชิ้นเป็นของศิลปินระดับประเทศ และชื่อเจ้าของผลงานก็ระดับประเทศอีกเช่นกัน

มีอาสาสมัครพาชมนิทรรศการด้วย แต่ไม่ได้ใช้บริการครับ ที่แอบเห็นคือเหมือนมีกิจกรรมเล็กๆ เป็นใบงานสำหรับเด็ก ให้ลองหางานศิลปะตามรูปในใบงานและตอบคำถามให้ครบ ก็น่าสนุกดีเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่าดูภาพข้างล่างดีกว่าครับ หรือไม่งั้นลองหาเวลาว่างไปเดินชมงานศิลปะสวยๆ ถ้าใครชอบถ่ายรูปก็ลองไปถ่ายแนวอินทีเรียก็ได้ครับ มีมุมสวยๆ ให้เลือกเยอะเหมือนกัน

ถ้าเป็นไปได้ ประเทศไทยมีที่แบบนี้เยอะๆ เดินทางสะดวกหน่อย คงดีไม่น้อย

 

ปล. แถมประวัติของหอศิลป์กรุงเทพฯ จาก wikipedia ครับ

เปิดตัวสโมสรฟุตบอลใหม่ล่าสุด นามว่า Asoke Ranger

เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่อยากจะให้ชาวคณะทุกท่านได้ห่างไกลยาเสพติด บุหรี่ และสุรา ด้วยการชักชวนมาออกกำลังกายด้วยการเตะฟุตบอลกันบ้างครับ คงเพราะได้จังหวะพอดีกับที่ออฟฟิตชวนไปเตะบอลบ่อยๆ ความรู้สึกเดิมๆ จึงกลับมา ขณะเดียวกันสังคมที่มหาลัยก็พร้อมแล้ว มีรุ่นน้องบ้าบอลมากพอจะรวมตัวไปเตะบอลกันได้ซักที (ปกติคณะผมผู้ชายน้อยครับ)

แรกเริ่มสุดเกิดจากสัปดาห์ก่อนทีมที่ออฟฟิตขาดคน เลยต้องโทรตามเพื่อนๆ น้องๆ มาเตะกัน เริ่มต้นมากันอยู่ 3 คนครับ! พอวันเสาร์ก็เตะกับเพื่อนของเพื่อนที่เกิดอาการอยากเตะขึ้นมา เพราะ 1 ใน 3 ที่ไปเตะกับผมกลับไปคุยให้ที่ทำงานฟัง เลยนัดกันมาเตะอีกที คราวนี้รวบรวมกันได้เป็น 5 คนครับ

พอไปเตะเสร็จ ก็มาอัพเดทให้ฟังในกลุ่มขาเหล้า ไปๆ มาๆ ทุกคนในวงเริ่มอยากมาเตะบ้างครับ เลยคิดกันจริงจังว่า ตั้งชื่อสโมสรมันซะเลย เป็นชื่อเรียกให้จำกันง่ายๆ โดยตั้งจากถิ่นที่อยู่กัน คือ แถวๆ อโศก เลยได้ชื่อทีมออกแนวการ์ตูนเล็กน้อยว่า Asoke Ranger FC

 

ความสนุกของโปรเจคทีมฟุตบอลนี้คือ พอมันได้ชื่อทีมแล้ว มันก็ต้องมีตราประจำสโมสรครับ มีตราแล้วก็ต้องมีเสื้อทีม มีเสื้อทีมก็ต้องมีเว็บไซต์ของทีม และอะไรอื่นๆ ตามมา ฝีเท้าเป็นเรื่องเล็กครับ แต่อุปกรณ์เสริมเรามากมายจริงๆ มีการเขียนข่าวอัพเดทประจำสโมสรส่งต่อกัน มีทีมงานถ่ายรูปพร้อมเตรียมลงเว็บเรียบร้อย และกำลังจะทำเพลงเชียร์ประจำสโมสรอีก ครบเครื่องมากๆ เผลอๆ เราจะไปไกลกว่าทีมเก่งๆ ที่ตั้งกันมานานซะอีกครับ ฮ่าๆๆ

กลายเป็นว่า Asoke Ranger ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงชื่อทีมฟุตบอลครับ แต่เหมือนเป็นที่รวมตัวกันของคนหลายสาขาที่เรียนมาจากที่เดียวกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน จบออกมาต่างแยกย้ายไปทำงานกัน คนที่ไปทำเรื่องลงเสียงให้โฆษณา ก็อาสาทำเพลงเชียร์ ใครเป็นช่างภาพก็ถ่ายรูปการแข่งขัน ส่งให้ผมที่ถนัดเรื่องเว็บเป็นคนเอาลง คนที่ออกแบบเก่งก็ดูแลเรื่องเสื้อ ตราสโมสรกันไป

ขณะเดียวกัน ผมก็แอบหวังว่า มันจะเป็นก้าวเล็กๆ ของโมเดลการจัดการสโมสรฟุตบอลแบบเทพๆ ที่เมืองไทยกำลังจะเป็นอยู่นะครับ

 

 

 

ปล. ติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารของทีมได้ที่ http://asokeranger.f1techno.com

ปล.2 ใครสนใจเข้าร่วมทีม ไปลงชื่อในเว็บนั้นได้ครับ ฮ่าๆๆ

วันก่อนที่นครปฐม

เป้าหมายแรกของทริปนี้คือ นครชัยศรีครับ การเดินทางก็ไม่ยากอย่างที่คิดครับ วิ่งออกพุทธมณฑลแล้วเลี้ยวขวาไปทางนครปฐม จะเจอสามแยกแรกให้เลี้ยวขวาเข้าไปยังนครชัยศรีได้เลย โดยมีถนนที่ขุดเกาะกลางเป็นหลุมสำหรับรอตอม่อในงบประมาณปีถัดไป ไว้รอรับแขกบ้านแขกเมือง

คราวก่อนที่มาผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าต้องมาทางไหน ตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่หน้าร้านอาหารชื่อดังในตลาดอย่าง “ติ๊กโภชนา” แล้ว พอกินอิ่มก็จำไม่ได้อีกเช่นกันว่าออกไปยังงัย เพราะหลับต่อได้อย่างรวดเร็ว

ความตื่นเต้นในการมาเยือนนครชัยศรีคราวนี้ไม่ใช่ความสามารถในการ “นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดก” ของผมเหมือนคราวก่อน แต่เป็นความแปลกตาแปลกใจกับการพบเห็นตลาดเก่าๆ สองข้างทางที่เป็นอาคารไม้ ตั้งอยู่ริมน้ำพร้อมวิถีชีวิตเล็กๆ ของผู้คนมากกว่า มีทั้งของกินอร่อยๆ ราคาย่อมเยา, ของกินที่เคยอร่อย แต่ราคาไม่ย่อมเยาแล้วอย่าง “ติ๊กโภชนา” หรือข้าวของโบราณที่คนยุคผมทันเห็นและตื่นเต้นไปกับมัน ผิดกับเด็กที่นั่งอยู่ที่ร้านที่ทำสีหน้าเฉยๆ

จริงๆ แล้วผมเชื่อว่า คนกรุงเทพต่างเสาะแสวงหาวิถีชีวิตเล็กๆ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพร้อมแต่พอเพียงเสมอครับ ลำพังแค่เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน ที่ปรับลุคให้กลายเป็นเมืองเล็กๆ บรรยากาศดีๆ แค่นี้ก็ดึงดูดให้คนไปเดินเอาเท่ หรือกินบรรยากาศได้โดยไม่ต้องเดินทางออกจากเมืองแต่อย่างใด

พอออกจากนครชัยศรี ถัดไปอีกหน่อยก็เป็นตัวเมืองนครปฐมแล้วครับ ด้วยความชำนาญทางผมก็ลัดเลาะจนไปถึงพระปฐมเจดีย์ นึกถึงวันวานเก่าๆ ชะมัดเลยครับ เพราะผมมีเหตุการณ์ติดตรึงใจกับนครปฐมอย่างต่ำ 3 เหตุการณ์เลยทีเดียว ฮ่าๆๆ

มาถึงนครปฐม ไม่มาไว้พระปฐมเจดีย์ถือว่ามาไม่ถึง แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารหน้าองค์พระ เหมือนไม่ได้มาเลยครับ เสียดายที่วันนี้มีการจัดงาน น่าจะเป็นงานกาชาด มีการออกร้านมากมายรอบองค์พระ ส่วนร้านอาหารก็ไปอยู่นอกกำแพงวัดแทนครับ

อาหารอร่อยๆ นี่มีหลายอย่างครับ แล้วแต่ชอบ แต่ที่จะแนะนำคือไอติมภูธร ผมชอบไอติมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และไม่เกี่ยวด้วยว่าจะเป็นรสแบบไหน จะสมจริงหรือไม่ แต่ผมชอบสังเกตรสชาติว่ามาจากวัตถุดิบที่ดีหรือเปล่า เพราะถ้าดี มันจะทำให้รสชาติแตกต่างจากที่อื่น

เสียดายที่ไม่มีไอติมรสส้มโอ เพราะนครปฐมขึ้นชื่อเรื่องส้มโอ แต่ผมไปซัดไอติมทุเรียนแทน ถือว่าใช้เทียบเคียงกันได้ ฮ่าๆๆ

และเสียดายอีกเช่นเดียวกัน ที่ตระเวนเที่ยวโดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น เรื่องเล่าระหว่างทริปไม่มีแล้ว แต่เรื่องในอดีตมันเย๊อะะะะะ… เอาเป็นว่าดูรูปไปพลางๆ แทนแล้วกัน ถ่ายด้วย F480 คร้าบบ

« Previous PageNext Page »