<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/abc" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>UP2GU.NET</title>
	<link>http://www.up2gu.net/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Jun 2010 02:41:28 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ธุรกิจเพื่อสังคม - ไม่ง่าย แต่ยาก</title>
		<description>ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า "ฉลาดแกมดี" อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ

ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี

ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น

การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน

มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ

ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย

แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ

การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy</link>
			</item>
	<item>
		<title>10 เหตุผลที่ยังไม่ควรซื้อ Motorola Milestone</title>
		<description>1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้


ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า "ยัง" แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ

2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้


เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone</link>
			</item>
	<item>
		<title>ประสบการณ์ 1 สัปดาห์ กับ Motorola Milestone</title>
		<description>
	จะหนักไปไหน
	เป็นที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามามากๆ มากกว่า iPhone และ BB หลายขุมนัก
	ไม่ต้องกังวลเรื่องจอจะเป็นรอย การไม่ติดฟิล์มรอบตัว ดูเท่กว่ากันเยอะ
	สูบแบตมาก ไม่ถึงหนึ่งวันก็หมดแล้ว (อาจจะเห่อเล่นเยอะ จึงหมดไว)
	ฟอนต์สวยมาก โดยเฉพาะฟอนต์ไทย
	เปิดเพลงเสียงดังดี ดูหนังสนุกสนานเชียว
	UI ของ Twitter งามและใช้งานง่ายกว่า iPhone และ BB
	Gmail คือเมล์ของอำมาตย์ ทุกอย่างรวดเร็ว ที่เหลือเป็นเมล์ไพร่ ข้ามวันจึงจะอัพเดทเมล์ให้
	​GPS คือจุดขายที่ iPhone สู้ไม่ได้เลยจริงๆ แต่ไม่ค่อยถูกโปรโมต
	จับไปวางหน้ารถ ดูเท่และเข้ากันดีกว่า
	คีย์บอร์ดสไลด์ไม่ได้ดูเกะกะ มันดูเท่และถนัดมือกว่าเมื่อเปิดเว็บ
	แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เรืองแสงว่ะ?
	คีย์บอร์ดเสมือนใช้งานดีเชียว แต่ถ้าเป็นภาษาไทยต้องแม่นหน่อย
	การเดาคำเวลาพิมพ์ภาษาไทย ฉลาดกว่า iPhone เยอะ
	Widget ข่าวหรือเรื่องอื่นๆ ช่วยทำให้หน้าจอมีสีสัน ช่วยสรุปเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และลดเวลาการเข้าถึง App ต่างๆ
	การค้นหาข้อมูลต่างๆ มันแม่นยำจริงๆ
	ต้องใช้งานบน 3G เท่านั้นจึงจะให้ความรู้สึกที่คุ้มค่ามาก, เล่นบน EDGE ก็ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่
	การตัดเสียงรบกวนเทพมาก!
	รูปถ่ายสวยดี
	แฟลชจะแรงไปไหน ถ่ายตัวเองแสบตามาก แต่พอแบตอ่อน แฟลชแสบตาอยู่ แต่รูปมืดตื๋อ
	วีดีโอถ่ายชัดดี แต่ ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/1week-with-motorola-milestone</link>
			</item>
	<item>
		<title>Review : Motorola Milestone by Truemove</title>
		<description>อารมณ์เสียอยู่วันครึ่งครับกับการคอยเกาะติดข่าวสารการชุมนุม เพราะสถานที่รับเครื่องอยู่บริเวณ Red Zone เข้าให้ เลยทำให้ผิดแผนไปเสียหมด บ่ายๆ วันนี้จึงไปเดินฟอร์จูน เข้าไปที่ช็อปกะจะถามความคืบหน้าของการจัดงาน อยู่ๆ ก็มีลูกค้ามาถามพนักงานในเรื่องเดียวกันกับที่อยากรู้พอดี ในที่สุดก็เลยได้เครื่องมาเล่นก่อนวันรับจริงที่ทางทรูโทรนัดให้รับวันที่ 7 พ.ค. ซะเลย

และเนื่องจากการแกะกล่อง Motorola Milestone นี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานทรูมูฟช็อป สาขาฟอร์จูน เพราะพวกเธอตื่นเต้นมากในการเปิดซิง(เครื่อง)ผม นี่คือเครื่องแรกที่ส่งถึงมือลูกค้าจริงๆ หลังจากที่คุ้นเคยกับขั้นตอนของการขายไอโฟน

งั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา(บ่น) ขอสรุปการใช้งาน และข้อควรรู้ในการใช้งาน Motorola Milestone เบื้องต้นเลยแล้วกันครับ

ข้อดี (ภายนอก)

	วัสดุและการประกอบดีมาก สมราคาอยู่
	กล้องสวยมาก แจ่มมาก Auto Focus เร็วดี สวยกว่า Samsung F480 ทีี่เคยใช้อีก แถมแฟลชแรงซะด้วย
	Speaker เสียงทุ้มดังฟังชัด เสียงดีกว่าบีบีเยอะ
	หูฟังที่แถมมาให้เสียงทุ้มดี มีฟองน้ำหุ้ม และคาดว่าไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเหมือนไอโฟนแน่นอน
	ลำโพงด้านนอกเสียงดัง ใส เสียงแหลมชัด ขาดทุ้มอยู่ แต่อยู่ในขั้นดีกว่าไอโฟน
	ใครบอก Touchscreen ไม่แม่น ผมว่ามันแม่นดีออก แต่คนนิ้วใหญ่คงลำบากหน่อย


ข้อเสีย (ภายนอก)


	ปุ่ม ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-motorola-milestone-truemove</link>
			</item>
	<item>
		<title>iPad เปลี่ยนโลก?</title>
		<description>ในค่ำคืนหนึ่ง ทันทีที่จบ Keynote ของสตีฟ จ๊อบ ผู้คนในแวดวงไอทีต่างกล่าวขวัญถึงของเล่นชิ้นใหม่ หน้าตาคุ้นเคยอย่าง iPad ว่าจะมีความสามารถในการเขย่าโลกได้เหมือนกับรุ่นพ่ออย่าง "iPod" ที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเครื่องเล่นเพลงแทนที่ Walkman หรือรุ่นพี่อย่าง "iPhone" ที่เปลี่ยนให้ Apple กลายเป็นบริษัทอุปกรณ์ไร้สายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่เจ้าพ่อมือถืออย่าง Nokia

[caption id="" align="aligncenter" width="384" caption="รูปจาก New York Times"][/caption]

เสียงวิพากย์วิจารณ์ยังคงดังต่อเนื่องถึงความที่ iPad อยู่กึ่งกลางระหว่าง iPhone กับ Macbook ตามที่ Apple ได้วางไว้ ทำให้ความสามารถของมันเทียบเท่า iPhone หน้าจอใหญ่ 9 นิ้วที่โทรออกไม่ได้ เกะกะเกินกว่าจะถือติดตัวไปไหนต่อไหน พอร์ตต่างๆ ไม่ได้ครบครันอย่างที่คาดหวัง ต้องพึ่งพิงอุปกรณ์ต่อเชื่อมอีกมากมาย และประเด็นสำคัญคือ เล่น Flash Player ไม่ได้

ถ้าใครยังจำห้วงเวลาที่ iPhone ออกมาครั้งแรกได้ ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/ipad-change-the-world</link>
			</item>
	<item>
		<title>5 อัลบั้มเพลงไทย (ที่ผมซื้อ) ยอดเยี่ยมแห่งปี 2552</title>
		<description>รอบปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้มีเวลาไปซื้อซีดีเพลงมากอย่างที่หวังไว้เพราะอยู่ห่างไกลแหล่งซื้อซีดีประจำ (ร้านดีเจสยาม) หรือที่พอกล้อมแกล้มได้อย่าง B2S ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าแกะซีดีลองฟังได้ก่อน จึงไม่กล้าเสี่ยงซื้อ กลัวจะเสียใจที่ซื้อซีดีมาฟังแค่รอบเดียว แล้วไปนอนรอความตายอยู่ในกล่องเหมือนเดิม

แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า หลายอัลบั้มอีกเช่นกันที่ดีมาก แต่ผมไม่ได้เลือกซื้อด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น เป็นของศิลปินค่ายใหญ่ ยังงัยยอดขายช่องทางอื่นก็ได้เยอะอยู่แล้ว หรือเป็นเพลงที่มีโอกาสฟังตามสื่อต่างๆ บ่อยเสียจนร้องได้โดยไม่เคยดูเนื้อเพลงจริงๆ

เริ่มนับถอยหลังได้เลยครับ

 

อันดับ 5 - อัลบั้ม Banglumpoo Band Blues : บางลำพู บลูส์


ผมชื่นชมในความกล้าของวงบางลำพู แบนด์มากครับ ที่ออกอัลบั้มบลูส์ท่ามกลางกระแส Kover (Korea + Fever) ที่กำลังก่อกวนวงการเพลงป๊อบเมืองไทย และกระแสเร็กเก้+สกาเกิ๊น ในหมู่วงการเพลงอินดี้เช่นนี้

น่าแปลกนะครับที่เราแทบไม่ค่อยได้ฟังเพลงบลูส์กัน ถ้านอกเหนือจากบทเพลงพระราชนิพนธ์แล้ว เราก็แทบนึกไม่ออกเลยว่าเราได้ฟังบลูส์จากศิลปินไทยจริงๆ กันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่าที่นึกออกก็มีแค่ "มาม่า บลูส์" เท่านั้นเองครับ

บางลำพู บลูส์ยังคงความเป็นบลูส์ได้ทั้งท้วงทำนองและเนื้อหา แม้อาจจะฟังไม่ลื่นหูเท่าไหร่ แต่เนื้อหาที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ใกล้ตัว เศร้าๆ ปนรันทน เคล้ากับเสียงกีต้าร์แผดเล็กๆ แล้ว มันทำให้ผมโยกหัวตามจังหวะเพลงได้ไม่ยากเลยทีเดียว

 

อันดับ 4 - ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-thai-album-i-bought-in-2009</link>
			</item>
	<item>
		<title>Netbook, Gadget of The Year แห่งสยามประเทศ</title>
		<description>ปีนี้ Gadget ได้เปลี่ยนภาพจาก "ของเล่นคนรวย" ที่แสนจะไกลตัวให้กลายเป็นอุปกรณ์เปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดูเป็น "ชนชั้นกลางแบบไฮโซ" มากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่เล่น Gadget ในสยามประเทศปี 2009 จึงขยายฐานจากเดิม ลงมาสู่ชนชั้นกลางมากขึ้น และลามไปถึงชนชั้นล่างบางส่วนที่พยายามเกาะกระแสสังคมให้ทัน

จริงๆ ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมไทยนะครับ ไม่จำเป็นต้องเกิด Gadget Fever อย่างที่ผมบอกก็ได้ แต่ปีนี้ค่อนข้างเด่นชัด โดยเฉพาะปฏิกิริยาเร่งโตอย่างปรากฎการณ์ "นช.ทวิต" เป็นตัวชูโรงครับ

เราต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ นช. ท่านนั้นที่ได้สร้างคุณูปการแก่วงการไอทีไทยอีกแล้ว เพราะผมไม่เคยเห็นใครบนโลกใบนี้ทวิตอะไรก็เป็นข่าวลงสื่อแทบทุกช่องทางในสยามประเทศ ความสะใจของการเสพสื่ออย่างนึงคือการเข้าใกล้ติดขอบจอ เมื่อ นช. เค้าทวิต แฟนๆ รากหญ้าของเขาก็พยายามจะหาช่องทางในการติดตามข่าวสารด้วยวิธีการต่างๆ

นั่นทำให้กระแส Netbook Fever เกิดขึ้นในสยามประเทศช่วงตั้งแต่ต้นปีมา ผมไม่ได้เหมารวมถึงภาวะนี้ว่าเกิดจาก นช. อย่างเดียวนะครับ เพราะภาวะความกลัวการเผชิญหน้าของชาวสยามได้ซึมลึกเกินกว่าที่เราจะมาพบปะประจัญหน้าเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเสรีเหมือนก่อน จึงหลีกเลี่ยงไปแสดงความเห็นในเว็บบอร์ด หรือ Social Network อื่นๆ กัน

พลอยให้อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อ Social Network นั้นพลอยขายดีไปด้วย เช่น มือถือที่สามารถต่อเน็ตได้, Netbook ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/netbook-gadget-of-the-year</link>
			</item>
	<item>
		<title>ข้อควรรู้เมื่อจะอัพเกรด iPhone Firmware 3.0</title>
		<description>
	firmware 3.0 มีขนาดประมาณ 200 กว่าๆ เม็ก ใช้ iTunes 8.2 ในการอัพเกรด และเสียเวลาในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ประมาณ 10-15 นาที
	ก่อนเริ่มการอัพเกรดเฟิร์มแวร์นั้น คอมที่ใช้ต้องต่อเน็ตก่อน เพื่อ connect กับ Apple Server ไม่งั้นเริ่มขั้นตอนไม่ได้
	ระหว่างการอัพเกรด หน้าจอ iPhone จะเป็นรูปแอปเปิ้ลพร้อมแถบแสดงสถานะการโหลดอยู่ สามารถใส่ซิมลงไปได้ โดยไม่กระทบต่อการโหลด
	เพราะถ้าไม่ใส่ซิม iPhone จะเป็นเฟิร์มแวร์ 3.0 แต่เครื่องถูกล็อค ใช้งานไม่ได้ และต้องเสียเวลาทำใหม่
	เมื่อทำการอัพเกรดเสร็จแล้ว แนะนำให้เข้าไปใส่ My Number เพื่อเปิดใช้งาน MMS
	กรณีที่เป็นลูกค้าทรูมูฟ เครื่องจะขึ้น popup ให้ใส่ My Number หรือเบอร์โทรของซิมที่อยู่ในเครื่องทันที สะดวกมาก
	ถ้าเป็นลูกค้าเจ้าอื่น ต้องไปตั้งค่า MMS เอง โดยเข้าไปที่ Setting &#62; General &#62; ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/worth-knowing-iphone-firmware-3</link>
			</item>
	<item>
		<title>Review : นิตยสารแจกฟรี Digital Lifestyle</title>
		<description>วันก่อนซื้อนิตยสาร GM ฉบับครบรอบ 23 ปีมา ซื้อเล่มแรกในรอบหลายเดือนเพราะปกเล่มนี้ไม่ใช่รูปผู้ชายครับ ฮ่าๆ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มันแถมนิตยสารแจกฟรี เนื้อหาเกี่ยวกับ Technology และ Gadget ต่างๆ ชื่อ "Digital Lifestyle" หรือย่อว่า "DL" น่าจะเป็นฉบับแรกที่ออกมาของนิตยสารหัวนี้ครับ


พลิกอ่านไปมา ผมได้พบกับสัดส่วนเนื้อหาที่แปลกประหลาด และไม่คิดว่าจะปรากฎในเครือนิตยสารที่มีคุณภาพอย่าง GM เริ่มตั้งแต่บทบรรณาธิการ ที่พยายามเอาคำพระ เล่าถึงกราฟ และพูดถึงวิถีของผู้รัก Gadget ว่าสุดท้ายแล้ว ถึงคุณจะมีอุปกรณ์อะไรก็ไม่ได้ช่วยให้มีความสุขอะไรมาก ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ (อ้าว... แล้วกูจะอ่านทำแมวน้ำอะไรว่ะ?)

ต่อมาก็พบกับสัดส่วนของโฆษณาแบบโต้งๆ โฆษณาแอบแฝงที่เนียนและไม่เนียนอยู่หลายที่ ผมเข้าใจดีว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์สมัยนี้ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับโฆษณา แต่ช่วยกรุณาหาสปอนเซอร์ให้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่คุณพูดถึงหน่อย เช่น เล่าเรื่อง iPhone แต่คุณไม่เห็นไปขอโฆษณาจากทรูมูฟ อย่างนี้ทรูมูฟสบายแฮเพราะมีคนโฆษณาให้ฟรีโดยไม่เสียเงินซักบาท แต่นิตยสารเสียหน้าสีไป 2 หน้าเต็ม ฮ่าๆๆ

เนื้อหาภายในแม้ตีมหลักจะไฮเทค แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เก่า และให้น้ำหนักกับเรื่องบางเรื่องมากไปจนน่ารำคาญ เช่น พูดถึง Wi-Fi ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-dl-it-magazine</link>
			</item>
	<item>
		<title>ถ่ายข้อมูลจาก Samsung F480 ไปที่ iPhone ด้วย Address Book</title>
		<description>ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซื้อ iPhone 3G มาใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากเคยมี iPhone 2G ใช้อยู่พักนึงสมัยที่หิ้วมาขายกันล็อตแรกๆ ของเมืองไทย และช่วงเปิดตัว iPhone 3G ของ Truemove ที่บริษัทให้กลับมาใช้งานก่อนเพื่อความคุ้นเคย 

มือถือตัวเก่าอย่าง Samsung F480 ที่ใช้งานได้ดีอยู่เลยต้องถูกขายเพื่อเอาเงินไปต่อทุนซื้อซิลิโคนและอุปกรณ์เสริมกันไปครับ

 

ทีนี้ จะถ่ายข้อมูลจาก F480 เริ่มแรกเลยคือบรรดาเบอร์โทรศัพท์ทั้งหลาย ผมมีเบอร์อยู่ในเครื่องประมาณ 320 เบอร์ ซึ่งเกินกว่าซิมทั่วไปจะรับได้ (ซิมปกติมีความจุ 250 เบอร์) เพราะ iPhone สามารถเพิ่มเบอร์ทีละมากๆ ได้ด้วยวิธีการ Sync กับก๊อบเบอร์จากซิมลงเครื่องทีละชุดเท่านั้น

คราวแรก ผมใช้วิธีการก๊อบปี้ลงซิมสองรอบ เบอร์โทรมาครบหมดครับ แต่ขาดระเบียบวินัยอย่างแรง ส่วนใหญ่เวลาเราเม็มเบอร์ไว้ จะใส่ชื่อในช่อง First name กัน แต่ผมเม็มบางครั้งเผลอใส่ใน ​First name บ้าง Last name บ้าง ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/transfer-samsung-f480-contact-to-iphone</link>
			</item>
</channel>
</rss>
