<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="0.92">
<channel>
	<title>UP2GU.NET</title>
	<link>http://www.up2gu.net/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Dec 2011 19:09:54 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	<!-- generator="WordPress/abc" -->

	<item>
		<title>สรุปเป้าหมายชีวิตปี 2554</title>
		<description><![CDATA[เมื่อก่อน ผมเขียนเป้าหมายชีวิตในปีใหม่ และทุกวันสิ้นปี ก็จะกลับมาย้อนดูว่าเราได้ทำอะไรตามนั้นมากน้อยแค่ไหน ต่อมาก็มาเขียนในเว็บแห่งนี้ และปัจจุบันผมเขียนบนเฟสบุ๊คแล้วแท็กเฉพาะเพื่อนที่สนิทให้เขาได้อ่านด้วย ทำต่อเนื่องมา 5ปีได้แล้วครับ ในหัวข้อตัวเลข และบทบรรยายด้านล่าง ผมคัดลอกมาจากเป้าหมายเมื่อต้นปี 2554 และได้สรุปผลที่ได้อยู่ทางด้านล่างครับ ปี 2554 ที่ผ่านมา ชีวิตผกผันไปหลายอย่างมาก จนจำไม่ได้ว่าเราเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง และทุกๆสิ้นปี จะใช้เวลานี้มาทบทวนทุกสิ่งอีกครั้งว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันครับว่าได้ทำอะไรครบตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่  1. เป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้วย ITEM Studio ปลายปี 53 ผมเกือบออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มตัว แต่ด้วยเรื่องบางเรื่องทำให้ผมยังคงอยู่ทำงานประจำต่อ ปี 54 นี้ ผมตั้งใจอย่างแข็งขันว่าจะทำให้ ITEM Studio เลี้ยงดูตัวเอง และน้องๆที่ทำงานด้วยกันให้เรียบร้อย และที่สำคัญ ผมไม่เคยลืมว่าจะต้องตอบแทนสังคม ด้วยวิธีการที่สนุกๆ สร้างสรรค์ และยั่งยืนครับ ผลที่ได้ &#62;&#62;&#62; พยายามจัดการอยู่หลายครั้ง หลายที เปิดคอนโดเป็นออฟฟิศด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ทุกคนอยากเป็นนายของตัวเอง มีวิธีการของตัวเอง ก็ย่อมไม่อาจบังคับใครให้มาอยู่ในระบบแบบที่ตั้งใจได้ซักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อย สิ่งที่ได้กลับมาคือวิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และเชื่อว่า [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/recheck-my-target-2011</link>
			</item>
	<item>
		<title>รางวัลที่สุดของทวิตเตอร์ในประเทศไทย ประจำปี 2011</title>
		<description><![CDATA[เนื่องจากเหตุการณ์ในรอบปีบนทวิตเตอร์ของพี่น้องชาวไทยปีนี้เข้มข้นมาก จึงอยากจัดรางวัลที่สุดของทวิตเตอร์ในประเทศไทยประจำปีขึ้น โดยคัดเลือกรางวัลและผู้เข้าชิงด้วยตัวเอง อาจไม่กว้างขวางหรือเป็นทางการมากนัก แต่ก็เพื่อความสนุกเมื่อได้ย้อนถึงเหตุการณ์เหล่านั้นครับ ของรางวัลที่จะทำขึ้นคือ คีย์บอร์ดทองคำพร้อมสายสะพายเกียรติยศ จะพยายามจัดส่งไปให้ผู้ได้รับรางวัลให้ได้มากที่สุด ถือเป็นของขวัญปีใหม่ด้วยอารมณ์หยิกแกมหยอกนะครับ โดยจะประกาศผลวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อยากจะบอกและย้ำเตือนว่า คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราสื่อสารออกไปนั้น เป็น &#8220;นาย&#8221; ของตัวเราอีกที จงรับผิดชอบกับการกระทำและผลลัพธ์อื่นๆที่จะตามมาด้วยครับ ด้วยรักและหวังดีนะจ๊ะ จุ๊บุจุ๊บุ สาขานักแสดงแทนยอดเยี่ยม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ เรยา @ReyaVongsawet (WINNER) น้องน้ำ นางสาววารี ปราบพนัง @nongnam สาขาตลกยอดเยี่ยม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ #pearlbuff มุกตอบโต้จากนาย A และ B (WINNER) สาขาวลีเด็ดแห่งปี ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ &#8220;แซะ&#8221; จาก วทน. (@wongthanong) (อ้างอิง : เหตุการณ์ที่ 1 http://bit.ly/tRWV7k , เหตุการณ์ที่ 2 http://bit.ly/vMDUYX, [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-of-theyear-2011twitter-thailand</link>
			</item>
	<item>
		<title>Are you blogger influencer?</title>
		<description><![CDATA[จำไม่ได้แล้วครับว่าคำว่า &#8220;Blogger&#8221; ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลสำคัญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผมอาจยังอยู่ในยุคของคนที่เรียกตัวเองว่า &#8220;Diarist&#8221; เสียด้วยซ้ำ คงเพราะตัวผมเองเน้นเรื่องของการเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองบ้าง เขียนเรื่องสั้นบ้าง มากกว่าการเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเป็นกูรูในด้านใดๆ เหมือนบล็อกเกอร์ พักหลังผมได้ไปงานของ Blogger โดยเฉพาะ ทั้งงานที่ TCDC ในตอนที่เปิดนิทรรศการใหม่ หรือของเกเรทีม ที่เชิญผมไปดูหนังสารคดีที่ชื่อน่าสงสัยว่า &#8220;ฉายลับ&#8221; เกี่ยวกับเบื้องหลังและบรรยากาศในงาน Big Mountain Music Festival โดยผู้จัดทั้งสองที่ต่างต้อนรับอย่างดีประหนึ่งผมเป็นสื่อมวลชนอีกแขนงนึงกันเลย แต่เรื่องที่น่าตลกคือ ทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผมเป็น blogger สายไหน จะเป็นสาย Life Style, สายบันเทิง, สายภาพยนตร์, สายเทคโนโลยี, สาย Gadget หรืออื่นใดที่สามารถเป็นได้ และที่สำคัญ ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น blogger ชื่อดังอะไรนัก เมื่อก่อนเคยคิดอยากจะดังนะครับ ฮ่าๆๆ ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลย เคยมีบางช่วงบางตอนก็ดังขึ้นมาด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่พอเกิดเรื่องเยอะๆ ผมกลับรู้สึกว่า การที่เราเป็นตัวเราเอง มีวิธีการนำเสนอในแบบของเรา เป็นคนเลือกที่จะเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองความคิดและประสบการณ์ของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่มีค่า และทำให้เรามีจุดยืนเป็นของตัวเองอย่างน่าสนใจ [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/are-you-blogger-influencer</link>
			</item>
	<item>
		<title>19/4/11</title>
		<description><![CDATA[ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด ยิ่งถ้าได้อาบน้ำให้เนื้อตัวเย็นสบายก่อนเข้านอนด้วยแล้ว มันช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ลมพัดผ่านหน้าบ้านเอื่อยๆ เสียงโมบายที่ห้อยอยู่หน้าประตูบ้านดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ คอยขัดความเงียบสงบยามค่ำคืนที่ทำให้มีสมาธิ นั่งปั่นงานที่ค้างไว้หลายสัปดาห์จนเสร็จภายใน 4 ชั่วโมง ช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับทำให้ได้ทั้งงานและความสงบ ครุ่นคิดถึงความหลังในอดีต เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และอนาคตในอีกไม่ช้า ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง ที่ผมยังไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ตั้งใจทำให้มันดี โอกาสจำนวนมากที่ปล่อยให้หลุดมือไปในขณะที่ใครอยากคนกำลังโหยหายสิ่งๆ นั้น ความคิดเพียงวูบเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตใครคนนึงได้ เพียงแต่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสกับห้วงเวลาที่ทำให้เราคิดและเข้าใจภาวะนั้นเมื่อไหร่ บันทึกนี้ เพื่อเตือนสติครับ]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/ohok/19411</link>
			</item>
	<item>
		<title>แผนอัตตาวิวัฒน์ ประจำปี 2554</title>
		<description><![CDATA[สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกท่านครับ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้ผมต้องจากบ้านไปสองสัปดาห์เพื่อไปสร้างห้องน้ำให้กับเด็กชาวเขาที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และได้ไปพูดคุยกับทางโรงเรียนฝึกอาชีพของคนตาบอดใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแม่โจ้มาครับ มันเป็นปีใหม่ที่มีเีรื่องให้คิดตั้งแต่ต้นปีเลยครับ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มีความคิดที่จะทำอะไรอยู่หลายอย่าง เป็นโปรเจคสนุกๆ กัน แต่พอเอาเข้าจริง ความที่มันไม่มีแก่นที่ชัดเจน ทำให้ขั้นตอนและวิธีการทำให้ความฝันกลายเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ช้าเกินไป พอช่วงปีใหม่ได้ไปทำงานสาธารณะประโยชน์ที่เชียงใหม่ในช่วงสั้นๆ แล้ว จึงคิดว่า ถ้าเราเอาโปรเจคที่อยากทำมาสร้างประโยชน์บางอย่างได้ก็คงจะดี ผมถือว่าช่วงต้นปีเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ในทุกๆ ปีเมื่อถึงช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนปฏิทิน ผมจะใช้เวลาอ่านและทบทวนว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ตั้งใจทำสิ่งใด แล้วตอนนี้มาถึงไหนแล้ว ได้ลงมือทำ ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ หรือยังไม่ได้ทำเลยซักอย่าง และวางแผนว่าในปีถัดไปจะตั้งใจทำอะไรบ้าง โปรเจคสนุกๆ ส่วนตัวของผมนี้ ขออนุญาตล้อเลียนชื่อ &#8220;ประชาวิวัฒน์&#8221; ของรัฐบาล ให้เป็น &#8220;อัตตาวิวัฒน์&#8221; ตามชื่อเว็บว่า &#8220;เรื่องของกู&#8221; ดังนี้ครับ 1. Podcast ที่พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ผมอยากทำ Podcast ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อยากจะชวนเพื่อมาคุยเรื่องฟุตบอลแบบสนุกๆ กัน ความสนุกของคนดูบอลมันอาจไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันของทีมตัวเองเสมอไป แต่มันคือการพูดถากถาง ล้อเลียน หรือหยอกกัดแซวกันอย่างสนุกสนาน จนแล้วจนรอดโปรเจคนี้ก็ยังไม่ได้คืบหน้าเสียที เนื่องด้วยผมคงไม่มีเวลาตามข่าวสารฟุตบอลบ่อยๆ และข่าวฟุตบอลค่อนข้างมีเยอะแล้ว เลยจะขยายโปรเจคนี้ให้พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/ohok/up2gu-forward</link>
			</item>
	<item>
		<title>8 ปี up2gu.net</title>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นของ up2gu.net  เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการต่ออายุโดเมน up2gu.com ที่ไม่เรียบร้อย จึงหลุดมือไปอยู่กับคนอื่นแทน ทำให้ผมต้องเลือกที่จะใช้ชื่อ up2gu.net และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ตามชื่อ .net ด้วยการเป็นพื้นที่รวมตัวกันของนักเขียนไดอารี่อิสระที่มีความต้องการบางอย่างคล้ายกัน คือการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบของตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ที่ปรุงแต่งจากผู้ให้บริการบางรายในสมัยนั้น ย้อนไป 8 ปีที่แล้ว ผมยังไม่มีเครื่องมือดีๆ อย่าง WordPress มาช่วยทำให้การเขียนไดอารี่ของนักเขียนแต่ละคนสะดวกเท่าไหร่นัก หรือพื้นที่การแสดงผลงานก็ไม่ได้มีหลากหลายอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมยังจำได้ว่าในงานแฟตปีที่ 2 ผมเป็นคนรวบรวมงานเขียนจากหน้าไดอารี่ของแต่ละคน มารวมเล่มขายเป็นหนังสือทำมือ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการโปรโมตเว็บอยู่เลยครับ หลายครั้งที่ผมไปเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่น พยายามอยู่ในที่ๆ มีคนเห็น เพื่อเรียกแขกเข้าร้านผมบ้าง แต่เชื่อไหมครับ มันไม่มีที่ไหนที่สุขใจเท่าบ้านของผมหลังนี้อีกแล้ว ผมสามารถเขียนทุกเรื่องราวโดยไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาอ่านแล้วโวยวายหรือตีความไปต่างๆ นานา ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้างานจะเข้ามาดู status เหมือนอย่าง Facebook เช่นทุกวันนี้ สิ่งๆ นั้นเองที่ทำให้งานเขียนของผมค่อยๆ มีการพัฒนา จากที่เขียนสะเปะสะปะะ ไร้ทิศทาง กลายเป็นนักเล่าเรื่องที่่ค่อยๆ ร้อยเรียงเรื่องราวได้ วันนี้ มีคนเรียกผมว่าเป็น &#8220;Blogger&#8221; ตามสมัยนิยม ดูดีคล้ายสื่ออีกแขนงหนึ่ง แต่ความเป็นจริงผมก็ยังมองตัวเองว่าเป็นนักเขียนธรรมดา ที่พยายามทดลองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้งานไม่ออกมาซ้ำซากจำเจ เรื่องไหนที่ผมสนใจก็จะเขียนในแง่มุมที่ต่างออกไป [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/8yearsagokid</link>
			</item>
	<item>
		<title>Review Airport Link</title>
		<description><![CDATA[ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เสือกเป็นเด็กฉลาด แต่บ้านค่อนข้างรายได้ต่ำ ทำให้ผมต้องอาศัยขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ และรถไฟ ในการเข้าไปเรียนหนังสือในกรุง ผมชอบความเชื่องช้าของรถเมล์ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดในยามเช้ามากกว่าการยืนโยกเยกบนรถไฟ แม้ว่ารถไฟจะไม่ต้องจอดหยุดนิ่งบนท้องถนนนาน แต่ผมก็อยากจะงีบหลับต่ออีกซักนิดมากกว่าไปถึงโรงเรียนไวๆ แล้วไม่มีอะไรทำ รถไฟที่ผมนั่งเป็นชั้น 3 ปัจจุบันนี้รัฐเค้าใจดีให้นั่งฟรีกันแล้ว เมื่อก่อนจากสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง มายังบ้านทับช้าง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้บ้านผมที่สุด เสียค่าโดยสารแค่ 5 บาท และถ้านั่งจากบ้านทับช้าง ไปหัวตะเข้ ก็เสียแค่ 3 บาทเท่านั้น ทำให้แม่ผมไปทำงานโดยใช้เงินแค่วันละ 20 บาท เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว เรียกได้ว่า รถไฟไทยมีบุญคุณกับครอบครัวผมมากที่เดียว ถึงแม้ว่าพักหลังๆ จะวิ่งชักช้าไม่ตรงตามเวลา เกิดอุบัติเหตุตกรางบ่อยแล้วไม่แจ้งให้ผู้โดยสารที่ยืนคอยรถไฟอยู่ทราบเลยก็ตาม ปล่อยให้รอกันเป็นชั่วโมงตามมีตามเกิด แต่มันก็ยังมีความน่ารักและคลาสสิคเสมอไม่เสื่อมคลาย ได้เห็นวิวทิวทัศน์อย่างที่เราไม่เคยเห็น ได้ผ่านชุมชนหลายชุมชนที่อยู่กันอย่างเบียดเสียดริมทางรถไฟ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่เอาปลาใส่กะละมังมาขายที่มักกะสัน ก็สนุกดีครับ วันนึง ผมเห็นผู้รับเหมาพยายามเอาทรายถมที่ลุ่มน้ำที่อยู่ริมทางรถไฟ พยายามสร้างตอม่อขึ้นมา ผมจำไม่ได้ชัดเจนนักว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น มันแทบไม่มีวี่แววความสำเร็จเลยครับ นึกสภาพรถสิบล้อเป็นสิบคันจมโคลนตม ต้องถางหญ้าที่สูงสองเมตรกว่าตลอดทางรถไฟ ผมว่าคงมีใครหลายคนโดนงูฉกบ้างหล่ะครับ แต่วันนี้ ภาพลักษณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว โครงการเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ได้เสร็จสิ้นเสียที แม้จะมีอุปสรรคให้ล่าช้าไปปีสองปีก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ โซนตะวันออก [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/review-airport-link</link>
			</item>
	<item>
		<title>ขอบคุณกูเกิ้ลที่เห็นประเทศไทยอยู่ในแผนที่โลก</title>
		<description><![CDATA[ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในเมืองไทยยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ทำให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งชะลอแผนการลงทุนหรือการตั้งสำนักงานใหญ่ และให้ความสำคัญกับประเทศเวียดนาม เพื่อนบ้านเรามากกว่า เราจึงได้เห็นข่าวเรื่อง iPhone4 หรือแม้กระทั่ง Wellcom A800 Tablet ขนาด 7 นิ้วซึ่งเป็นแบรนด์ไทย ไปโผล่และเปิดตัวที่เวียดนามก่อน แต่สิ่งนึงที่ผมติดตามความเคล่ือนไหวผ่านข่าวมาซักระยะ คือความพยายามของกูเกิ้ลที่จะมาปักหลักทำการตลาดที่ประเทศไทยแบบไม่เกรงใจไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าทางการตลาดในไทยมาก่อน (ที่เป็นเจ้าตลาดได้ต้องขอบคุณพันทิพย์, ฟอร์จูน และเซียร์รังสิตมากกว่านะ) กูเกิ้ลเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องให้กับพี่น้องชาวไทยเสมอ ล่าสุดก็คือ เปิดตัว Google Chrome อย่างเป็นทางการที่ True Digital Park เหตุผลที่กูเกิ้ลใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเรื่อง Search ปริ่ม 100% และยิ่งผมได้ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรเจค Search Engine ในประเทศไทยแล้วพบว่า จากเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้าพูดเรื่องค้นหาคำไทย ต้องนึกถึง ThaiQuest หรือ SiamGuru ก่อน วันนี้ใครๆ ก็ต้องพูดแต่ประโยคว่า &#8220;Search Engine คุณทำงานได้ฉลาดอย่างกูเกิ้ลหรือเปล่า?&#8221; ในมุมของนักพัฒนาโปรแกรม ฟังดูเหมือนว่าเรากำลังถูกต่างชาติครอบงำและผูกขาดการค้นหาคำไทย [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/thank-for-pin-thailand-in-google-roadmap</link>
			</item>
	<item>
		<title>ธุรกิจเพื่อสังคม &#8211; ไม่ง่าย แต่ยาก</title>
		<description><![CDATA[ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า &#8220;ฉลาดแกมดี&#8221; อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy</link>
			</item>
	<item>
		<title>10 เหตุผลที่ยังไม่ควรซื้อ Motorola Milestone</title>
		<description><![CDATA[1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า &#8220;ยัง&#8221; แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ 2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้ เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ [...]]]></description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone</link>
			</item>
</channel>
</rss>

