<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/abc" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>UP2GU.NET</title>
	<link>http://www.up2gu.net/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 Nov 2008 07:03:30 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ประชาธิปไตยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก</title>
		<description>

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นระบอบการปกครองสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มากกว่าสนามบินกลวงๆ ที่เหล่าพันธมิตรไปปิดล้อมเยอะเลยครับ

ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีอายุได้ 60 กว่าปีเองครับ อายุขนาดนี้เทียบเท่ากับคนเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว มีความนิ่งในภาวะอารมณ์และเก๋าเกมพอดู เป็นที่พึ่งพิงให้กับรุ่นน้องที่ตามมาได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว 60 กว่าปีนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมเกรียนๆ คนนึง ที่คิดว่าตัวกูถูกต้องที่สุด อยากจะทำอะไรห่ามๆ ก็ทำเพราะนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ตนเองมี ไม่สนใจพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง หรือคิดถึงอนาคตว่าวันนึงจะเป็นเช่นไร แค่เล่นสนุกไปวันๆ หรือเผ้อฝันไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย

ระบอบไม่ได้เกรียนนะครับ แต่คนที่มองระบอบนั้นมองในมุมของความเกรียน หลงเชื่อว่าประชาธิปไตยล่มเท่ากับชาติล่ม เสียงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย 4 วินาทีนั้นคือพลังโดยชอบธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านหรือคิดต่างได้ ส่วนใครที่ไม่ใช่พวกพ้องตนเองก็ถูกผลักให้อยู่ชายขอบ กดดันจนไม่มีทางเลือกอื่นใด

 

จุดๆ นึงที่สำคัญและถูกละเลยไม่ได้พูดถึงกันมานาน คือ ประชาธิปไตยคือความใจกว้างที่จะรับฟังและปรับใช้เพื่อให้ทุกคนพอใจ คงคล้ายๆ ที่เวลาปรึกษากับเพื่อนว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี โหวตกันเสียงส่วนใหญ่บอกไปกินอย่างนึง แต่ส่วนที่เหลือบอกกินไม่ได้เพราะแพ้อาหาร สุดท้ายเราก็ต้องเลือกอีกร้านเพื่อให้เพื่อนทั้งหมดได้กินพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มติเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม

เสียงโหวตที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากแต่เพียงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าน่าจะใช่ แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช่ทุกครั้งไป

 

คนที่กุมอำนาจรัฐที่ได้จากระบอบมองว่าการกระทำของอีกฝั่งคือการไม่เคารพระบอบและเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกมุมนึง ก็ไม่คิดที่จะรับฟัง ตอบข้อสงสัย หรือรับข้อเสนอบางอย่างเพื่อปรับให้การปกครองประเทศนั้นเป็นที่พอใจของคนทั้งประเทศเลย

และไม่ว่าไอ้หน้าไข่แม้ว หน้าเหลี่ยม หน้าหล่อ หรือหน้าไหนๆ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นได้เท่านี้ ต่อให้มีเสื้อเหลือง เสื้อเขียว เสื้อฟ้า ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/democrazy-thaistyle</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องของเด็กยุคศตวรรษก่อน เดอะมูฟวี่</title>
		<description>จับผลัดจับพลูได้ไปดู 20th Century Boys หรือชื่อไทยที่สื่อหน้าหนังขึ้นมาหน่อยอย่าง "มหาวิบัติ ดวงตาถล่มล้างโลก" โดยได้รับอภินันทนาการจาก kapook.com ดีเลยครับ เพราะตอนดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้แล้วอยากดูอยู่พอดี แถมได้สิทธิลากเพื่อนไปได้อีก เลยถือโอกาสพาเพื่อนไปดูหนังฉลองวันเกิดซะเลย (ดูดีสองเด้ง)

อีกครั้ง ต้องขอบคุณคุณปรเมศร์ ณ kapook อีกครั้ง เหมือนพี่แกจะติดใจกับแก๊ง blogger เลยจัดกิจกรรมถี่เหลือเกินครับ (ดีแล้ว ผมชอบ แผล็บๆๆ) แถมยังได้เสื้อยืดมาใส่อีกคนละตัว ใส่กันเกือบทั้งงานจนนึกว่าจะกลายเป็นลัทธิจริงเหมือนในหนัง ฮา..
[youtube]7VqzTu1u0Ls[/youtube]
 

ความน่าสนใจของหนังเรื่องอยู่ที่การเอาการ์ตูน หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "มังงะ" มาสร้างเป็นหนัง บังเอิญผมมีอดีตฝังใจกับพวกแปลงมังงะเป็นหนังเหลือเกิน เหมือนให้ดูเฉพาะกลุ่มคนอ่านมังงะมากกว่า เพราะถ้าผู้กำกับไม่ติดภาพมังงะมากไป ก็จะพยายามสลัดภาพนั้นทิ้งจนเสียรสชาติมังงะอีกเช่นกัน

แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจในการเรียงลำดับเรื่อง แม้ภาพจะดูกระโดดอยู่บ้างบางช่วง แต่โดยรวมแล้วทำให้คนทั่วไปค่อยๆ มองดูตัวละครเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการ Flashback เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีใครที่นึกถึงเรื่องในอดีตรวดเดียวหมดเหมือนละครไทย แต่จะจำได้เป็นเรื่องๆ เป็นฉากๆ ไปมากกว่า และค่อยๆ เล่าเรื่องไปโดยไม่ตัดโชะเชะเหมือนฮอลลีวู้ดแต่อย่างใด

ตัวโครงของหนังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยประถมล้วนๆ ไม่มีโฟกัสให้เห็นว่าคนเรามันก็ต้องมีเพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงของเคนจิ ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/20thcenturyboys</link>
			</item>
	<item>
		<title>สาวกเฮ น้องเปิ้ลมาไทยแน่!</title>
		<description>ในที่สุดการรอคอยของสาวกพี่จ๊อบก็สิ้นสุดลง เมื่อประเทศไทยปรากฎอยู่ในแผนที่ของ Apple Inc. เสียที หลังจากฟังเสียงสาวกเมืองไทยสวดกันมานาน แต่เทพจ๊อบถือคติว่า "มาช้าดีกว่าไม่มา" เพราะในความเป็นจริง ตลาดแมคในเมืองไทยไม่ใช่อี้ๆ นะครับ เพราะมี Market Share รวมกันถึง 1 ใน 4 ของตลาดอาเซียนเลยทีเดียว และนับวันจะโตขึ้นมากเรื่อยๆ

สัญญาณแรก เริ่มจาก Ipod Nano รุ่นใหม่ที่สนับสนุนการแสดงผลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ (เสียที) แล้ว App Store หรือที่ขายเกมสำหรับลง iPod Touch และ iPhone ก็มีสำหรับประเทศไทยเช่นกัน และมีเสียงหลุดรอดมาว่า Genius ใน iTunes ที่ยังใช้กับภาษาไทยไม่ได้นั้น มีแผนว่าจะทำให้ support ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีคนไทยใช้งานฟังก์ชั่นนี้มากน้อยแค่ไหน

ต่อมา แอปเปิ้ลได้เปิด Online Store หรือการซื้อขายแมค, ไอพ็อด และอุปกรณ์เสริมผ่านเว็บไซต์ apple.com ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/apple-thailand-coming-soon</link>
			</item>
	<item>
		<title>ห้างไม่ง้อ ไปหอศิลป์</title>
		<description>วันนี้ตั้งใจว่าจะไปหอศิลป์กรุงเทพฯ หรือชื่อเต็มๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากที่อ่าน art4d ฉบับที่พูดถึงหอศิลป์กรุงเทพ พร้อมๆ กับที่เมื่อวานรุ่นพี่ที่มหาลัยไปมาแล้วบอกว่าดี เลยว่าจะแวะไปดูเสื้อทีม Asoke Ranger เสร็จแล้วค่อยดูหอศิลป์
 


 

เป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขนาดที่เดินดูงานศิลป์สวยๆ ไปพร้อมยืดอกไป เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ผมมีส่วนร่วมในการทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะโปรเจคนี้เกิดขึ้นในสมัยอดีตผู้ว่ากทม. พิจิตร รัตตกุล พอถึงสมัยอดีตผู้ว่าชิมไปบ่นไป เสือกอยากให้เป็นห้างซะงั้น ทำให้ศิลปินออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้โครงการนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นผมจำได้ว่าตอนเลือกตั้ง ผมเลือกคุณพิจิตรอีกครั้งเพราะเรื่องหอศิลป์ล้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก พอเป็นคุณอภิรักษ์ ผมก็เลือกอีกครั้งก็เพราะหอศิลป์เหมือนกัน


นานๆ ทีจะได้มีความรู้สึกถึงความคุ้มค่าของเงินภาษีที่จ่ายไป หอศิลป์นี้ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ผมว่ามันไม่แพงเลยถ้าเทียบกับค่าน้ำชาของเมกกะโปรเจคที่ไม่เกิดผลหรือสร้างคุณค่าใดๆ ให้สังคม และอาจจะเป็นความตั้งใจของหอศิลป์นี้ ที่ทางเดินที่เชื่อมกับ skywalk มีผังของโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ภายใต้หัวข้อการนำเสนอแบบเจ็บแสบว่า "ถ้าเมืองไทยไร้คอร์รัปชั่น"


หอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ใต้ดิน 3 ชั้น ด่านฟ้าอีกชั้นนึง การออกแบบแม้ข้างนอกจะดูทึบๆ ไปหน่อย แต่ภายในค่อนข้างโล่ง มีพื้นที่ทั้งการจัดนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องสมุดศิลปะ ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/artgallery-bangkok</link>
			</item>
	<item>
		<title>เปิดตัวสโมสรฟุตบอลใหม่ล่าสุด นามว่า Asoke Ranger</title>
		<description>เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่อยากจะให้ชาวคณะทุกท่านได้ห่างไกลยาเสพติด บุหรี่ และสุรา ด้วยการชักชวนมาออกกำลังกายด้วยการเตะฟุตบอลกันบ้างครับ คงเพราะได้จังหวะพอดีกับที่ออฟฟิตชวนไปเตะบอลบ่อยๆ ความรู้สึกเดิมๆ จึงกลับมา ขณะเดียวกันสังคมที่มหาลัยก็พร้อมแล้ว มีรุ่นน้องบ้าบอลมากพอจะรวมตัวไปเตะบอลกันได้ซักที (ปกติคณะผมผู้ชายน้อยครับ)

แรกเริ่มสุดเกิดจากสัปดาห์ก่อนทีมที่ออฟฟิตขาดคน เลยต้องโทรตามเพื่อนๆ น้องๆ มาเตะกัน เริ่มต้นมากันอยู่ 3 คนครับ! พอวันเสาร์ก็เตะกับเพื่อนของเพื่อนที่เกิดอาการอยากเตะขึ้นมา เพราะ 1 ใน 3 ที่ไปเตะกับผมกลับไปคุยให้ที่ทำงานฟัง เลยนัดกันมาเตะอีกที คราวนี้รวบรวมกันได้เป็น 5 คนครับ

พอไปเตะเสร็จ ก็มาอัพเดทให้ฟังในกลุ่มขาเหล้า ไปๆ มาๆ ทุกคนในวงเริ่มอยากมาเตะบ้างครับ เลยคิดกันจริงจังว่า ตั้งชื่อสโมสรมันซะเลย เป็นชื่อเรียกให้จำกันง่ายๆ โดยตั้งจากถิ่นที่อยู่กัน คือ แถวๆ อโศก เลยได้ชื่อทีมออกแนวการ์ตูนเล็กน้อยว่า Asoke Ranger FC

 

ความสนุกของโปรเจคทีมฟุตบอลนี้คือ พอมันได้ชื่อทีมแล้ว มันก็ต้องมีตราประจำสโมสรครับ มีตราแล้วก็ต้องมีเสื้อทีม มีเสื้อทีมก็ต้องมีเว็บไซต์ของทีม และอะไรอื่นๆ ตามมา ฝีเท้าเป็นเรื่องเล็กครับ แต่อุปกรณ์เสริมเรามากมายจริงๆ มีการเขียนข่าวอัพเดทประจำสโมสรส่งต่อกัน ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/asoke_ranger_fc</link>
			</item>
	<item>
		<title>วันก่อนที่นครปฐม</title>
		<description>เป้าหมายแรกของทริปนี้คือ นครชัยศรีครับ การเดินทางก็ไม่ยากอย่างที่คิดครับ วิ่งออกพุทธมณฑลแล้วเลี้ยวขวาไปทางนครปฐม จะเจอสามแยกแรกให้เลี้ยวขวาเข้าไปยังนครชัยศรีได้เลย โดยมีถนนที่ขุดเกาะกลางเป็นหลุมสำหรับรอตอม่อในงบประมาณปีถัดไป ไว้รอรับแขกบ้านแขกเมือง

คราวก่อนที่มาผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าต้องมาทางไหน ตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่หน้าร้านอาหารชื่อดังในตลาดอย่าง "ติ๊กโภชนา" แล้ว พอกินอิ่มก็จำไม่ได้อีกเช่นกันว่าออกไปยังงัย เพราะหลับต่อได้อย่างรวดเร็ว

ความตื่นเต้นในการมาเยือนนครชัยศรีคราวนี้ไม่ใช่ความสามารถในการ "นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดก" ของผมเหมือนคราวก่อน แต่เป็นความแปลกตาแปลกใจกับการพบเห็นตลาดเก่าๆ สองข้างทางที่เป็นอาคารไม้ ตั้งอยู่ริมน้ำพร้อมวิถีชีวิตเล็กๆ ของผู้คนมากกว่า มีทั้งของกินอร่อยๆ ราคาย่อมเยา, ของกินที่เคยอร่อย แต่ราคาไม่ย่อมเยาแล้วอย่าง "ติ๊กโภชนา" หรือข้าวของโบราณที่คนยุคผมทันเห็นและตื่นเต้นไปกับมัน ผิดกับเด็กที่นั่งอยู่ที่ร้านที่ทำสีหน้าเฉยๆ

จริงๆ แล้วผมเชื่อว่า คนกรุงเทพต่างเสาะแสวงหาวิถีชีวิตเล็กๆ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพร้อมแต่พอเพียงเสมอครับ ลำพังแค่เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน ที่ปรับลุคให้กลายเป็นเมืองเล็กๆ บรรยากาศดีๆ แค่นี้ก็ดึงดูดให้คนไปเดินเอาเท่ หรือกินบรรยากาศได้โดยไม่ต้องเดินทางออกจากเมืองแต่อย่างใด



พอออกจากนครชัยศรี ถัดไปอีกหน่อยก็เป็นตัวเมืองนครปฐมแล้วครับ ด้วยความชำนาญทางผมก็ลัดเลาะจนไปถึงพระปฐมเจดีย์ นึกถึงวันวานเก่าๆ ชะมัดเลยครับ เพราะผมมีเหตุการณ์ติดตรึงใจกับนครปฐมอย่างต่ำ 3 เหตุการณ์เลยทีเดียว ฮ่าๆๆ

มาถึงนครปฐม ไม่มาไว้พระปฐมเจดีย์ถือว่ามาไม่ถึง แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารหน้าองค์พระ เหมือนไม่ได้มาเลยครับ เสียดายที่วันนี้มีการจัดงาน น่าจะเป็นงานกาชาด ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/nakornprathom</link>
			</item>
	<item>
		<title>อันตรายของ Social Network</title>
		<description>เมื่อก่อนผมเคยคิดเช่นนั้นจริงๆ ครับ แต่คิดแบบเหมารวมถึงคนทำเว็บในยุคแรกๆ ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่คนรู้จักกันทั้งนั้น ต่างชื่นชมผลงานของกันและกันอยู่ห่างๆ พอมาเจอตัวจริง อ้าว.. พี่คนนั้น พี่คนนี้นี่เอง

พอมาถึงยุค  Social Network แล้ว มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่วงการเยอะมาก เด็กประถมก็เล่นเกมเป็น มี Hi5 กันแล้ว เหมือนโลกออนไลน์จะลดช่วงอายุเวลาของผู้เล่นลงไปเรื่อยๆ ขณะที่หน้าแก่ๆ เก่าๆ ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทำให้คนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมาก มากเสียจนใครบางคนแอบคิดว่า ถ้าเราทำอะไรไป ใครจะมาตามตัวเจอกันได้

ในอดีต เคยมีคดีความมากมายที่เกิดขึ้นจากความคะนองของผู้ใช้งาน ศัพท์เฉพาะทางเรียก "เกรียน" จนทำให้เว็บบอร์ดหลายแห่งใช้การยืนยันตัวผู้ใช้งานอย่างเป็นระบบมาจัดการ เผื่อเกิดเรื่องอะไรจะได้ตามตัวกันถูก หรือใช้เทคโนโลยีเดิมๆ อย่างการตามเช็ค IP กัน นี่ก็ยังนิยมอยู่ครับ

แต่ความน่ากลัวมันเกิดขึ้น สืบเนื่องจากกระทู้หน้าหนึ่งในเว็บพันทิบดอทคอม ห้องตากล้อง เป็นกระทู้แนะนำชื่อ พฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำให้วงการถ่ายภาพด่างพร้อย ที่พูดถึงตากล้องที่โกงลูกค้าหลายราย บังเอิญว่าตากล้องคนนั้นเป็นคนที่ผมรู้จักอย่างดีซะด้วย เวลาอ่านกระทู้ไปจึงได้เห็นข้อมูลที่แต่ละคนสืบค้นและโพสประจานความชั่วร้ายกัน จริงบ้าง เท็จบ้างตามเรื่องไป

ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ กระทู้นั้นนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปอย่าง สถานศึกษา เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ที่ถูกนำมาโพสแล้ว ยังมีเรื่องของสถานที่ฝึกงาน ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/social-network-not-safe</link>
			</item>
	<item>
		<title>Samsung F480 เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone?</title>
		<description>ผมเป็นคนใช้มือถือไม่ค่อยซ้ำยี่ห้อเลยครับ ถ้านับไล่เรียงกันก็มีตั้งแต่ Phillips, Siemens, Nokia, Sony Ericsson และล่าสุดมาลงเอยที่พลังกิมจิอย่าง Samsung ที่ผมด้อมๆ มองๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะแซงหน้า HTC แบบเสี้ยววินาทีแบบนี้

ในราคา 15,000 บาทขึ้นไปนั้น ผู้ท้าชิงที่รอขึ้นเวทีมีตั้งแต่ Smartphone อย่าง HTC หลายรุ่น, Omnia รุ่นพี่ของ F480 หรือชื่อเรียกของมันว่า "Tocco", Nokia E Series และที่สำคัญคือ มวยรุ่นสดๆ อย่าง iPhone ที่ท้าตีชาวบ้านไปทั่ว


จริงอยู่ที่ F480 นั้นออกมาก่อน Omnia และแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่า มันเกิดมาเพื่อมาฆ่า iPhone เท่าไหร่นัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ระบบปฏิบัติการของทั้ง F480 และ Omnia ที่เป็นทั้งระบบบ้านๆ กับ Windows ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-samsung-f480</link>
			</item>
	<item>
		<title>เซ็งเป็ดมาก ใช้หมาแทนก็ได้ว่ะ</title>
		<description>เมื่อ 3-4 ปีก่อน โปรแกรม FTP ในดวงใจของผมคือ CuteFTP เลยครับ หาแครกได้สะดวกเหลือเกิน interface ก็ง่าย แต่พอเข้าสู่ยุค opensource แล้วนั้น ผมหาโปรแกรม FTP ดีๆ แบบ CuteFTP ไม่เจอเลยครับ ใกล้เคียงสุดก็เป็น SmartFTP แต่ใช้ฟรีแค่ 30 วันเท่านั้น หรือแม้แต่โปรแกรมแบบเสียตัง หาอย่างที่ชอบก็ไม่มีเหมือนกัน


พอมาใช้ Mac OS X ผมไปลงเอยกับพี่เป็ด Cyberduck ครับ มีคน review ไว้ว่าใช้งานง่ายและสะดวก ที่สำคัญเป็นเมนูภาษาไทยเสียด้วย แม้ว่ามันจะไม่เหมือนกับ CuteFTP ตรงที่การแสดงผลไม่มีหลายๆ หน้าต่างเพื่อให้ลากไปมา หรือแสดงสถานะว่าไฟล์แต่ละไฟล์ไปถึงไหนอยู่ในหน้าเดียวกัน กลับขึ้นเป็น popup แทน แต่โดยรวมก็ถือว่าดีใช้ได้

และแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นครับ อยู่ๆ พี่เป็ดของผมก็ใช้เวลาในการ upload หรือ ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/fetch-ftp-client-for-mac</link>
			</item>
	<item>
		<title>Wordcamp Bangkok 2008</title>
		<description>เมื่อเช้าค่อนข้างตื่นเต้นที่จะต้องมางาน Wordcamp เพราะหลายปีที่ผ่านมาผมไม่ได้ออกงานเหมือนก่อน (พูดอย่างกะเซเล็บ หึหึ) นับตั้งแต่ยุค Thaidiarist.com ล่มสลายไปช่วงแรก เป็นฤษีเฝ้าถ้ำพร้อมๆ กับใช้นามแฝงเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่นๆ มากกว่า แต่พอเห็นรายชื่อวิทยากรอย่างพี่เก่ง, พี่เม่น, พี่บัง ก็พออุ่นใจได้แล้วว่างานนี้เหมือนรวมรุ่น Blogger ยุค 1.0 ฮ่าๆๆ
 
ลงทะเบียนหน้างาน อภินันทนาการจาก นปก. ทีม มีให้เลือกทั้งแบบน้ำเงินเขียวเข้ม หรือแดงแปร๊ด
 

ทุกคนเติบโตขึ้นตามกาลเวลา ผมก็ว้าวุ่นตามประสาของผม พอกลับมาในแนวทางที่ตัวเองชอบอย่างเรื่องบล๊อค (หรือในยุค 1.0 เรียกกันว่า "ไดอารี่") ก็คงจะดูช้าเกินไป ตามใครไม่ทัน แต่พอได้มางานนี้แล้วยังใจชื้นได้หน่อยว่า อย่างน้อยเราก็มีแฮนดิแคปเรื่องฝีมือการเขียนไม่น้อยน่าใครเหมือนกัน ฮ่าๆๆ แต่ในเรื่องที่เหลืออย่างเช่นตีม ปลั๊กอินต่างๆ การแก้ไขปัญหาการใช้งาน หรือแม้กระทั่งการโปรโมทนั้น ไม่ประสีประสาใดๆ เลยครับ มางานนี้จึงหวังมาตวงเอาอย่างเดียว
 
คนเยอะจริงๆ ครับ บรรยากาศครึกครื้นใช้ได้
 

Wordcamp หรือรวมพลคนใช้งาน Wordpress ในวิทยากรบางท่านให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในงานรวมพลของเหล่าบล๊อคเกอร์มากกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ เพราะ "แก่น" ...</description>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/wordpress/wordcamp-bangkok-2008</link>
			</item>
</channel>
</rss>
