<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>UP2GU.NET</title>
	<atom:link href="http://www.up2gu.net/blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.up2gu.net/blog</link>
	<description></description>
	<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 02:41:28 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=abc</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ธุรกิจเพื่อสังคม - ไม่ง่าย แต่ยาก</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 19:52:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Blog Life]]></category>

		<category><![CDATA[business model]]></category>

		<category><![CDATA[CSR]]></category>

		<category><![CDATA[social entrepreneur]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า &#8220;ฉลาดแกมดี&#8221; อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ
ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี
ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม
ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น
การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน
มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ
ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย
แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ
การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมมาทำให้การแก้ปัญหานั้นยั่งยืนด้วยเงินรายได้ที่มาจากธุรกิจนั้น แต่ธุรกิจเพื่อสังคมหลายแห่งนั้น ผมไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เน้นเรื่อง CSR [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า &#8220;ฉลาดแกมดี&#8221; อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ</p>
<p>ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี</p>
<p>ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน</p>
<p>มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ</p>
<p>ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย</p>
<p>แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ</p>
<p>การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมมาทำให้การแก้ปัญหานั้นยั่งยืนด้วยเงินรายได้ที่มาจากธุรกิจนั้น แต่ธุรกิจเพื่อสังคมหลายแห่งนั้น ผมไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เน้นเรื่อง CSR มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม</p>
<p>เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเรามองปัญหาเหล่านั้นชัดเจนเมื่อไหร่ รูปแบบทางธุรกิจจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เราต้องการหยิบขึ้นมาเพื่อแก้ไขนั้น อาจเป็นปลายเหตุของปัญหา มากกว่าต้นเหตุ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ผมคิดโปรเจคเกี่ยวกับเรื่องน้ำที่กำลังขาดแคลน ผมไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศให้ชาวนางดทำนาเพราะน้ำจะไม่พอเลี้ยงคนปลายน้ำ ในขณะที่คนปลายน้ำก็ใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลือง สุขสบาย โดยไม่สนใจว่าคนต้นน้ำเดือดร้อนอย่างไร</p>
<p>จึงคิดต่อไปว่า ต้นทุนของน้ำที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกมาก แต่เราต้องจ่ายเงิน 10 บาททุกมื้อกลางวันในการดื่มน้ำขวด ส่วนต่างจากเงินที่จ่ายไปนั้นกลับไปอยู่ที่พ่อค้า สายส่ง และบริษัทผลิตน้ำดื่ม แทนที่จะไปช่วยเหลือคนต้นน้ำที่เขามีสิทธิ์ใช้น้ำคุณภาพดี และต้นทุนถูก ไม่ต้องคอยซื้อน้ำตามรถเร่ขาย</p>
<p>แต่ปัญหาจริงๆ ของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมากนัก เพราะประเทศไทยมีน้ำกินน้ำใช้ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ขาดจิตสำนึกของการประหยัด การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราต้องใช้พลังงาน และเสียน้ำคุณภาพดีให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป</p>
<p>เรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการคิดซับซ้อนกว่าธุรกิจธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดโครงสร้างโดยสมบูรณ์ และจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการทำธุรกิจทั่วไปในการประคับประคองให้อยู่รอดในสังคมการแข่งขันได้</p>
<p>แต่มันก็ไม่ยากเกินไปอีกเช่นกัน ถ้าเราตั้งใจคิด และใช้แรงอิจฉาช่วยผลักดัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>10 เหตุผลที่ยังไม่ควรซื้อ Motorola Milestone</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Apr 2010 20:46:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[android]]></category>

		<category><![CDATA[milestone]]></category>

		<category><![CDATA[mototola]]></category>

		<category><![CDATA[review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า &#8220;ยัง&#8221; แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ
2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้

เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ Android แต่ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการใช้งานขณะนี้
3. Application [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.worktheshow.com/assets/image/noFlash_flvPlayer.gif" alt="" width="416" height="200" /></p>
<p>ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า &#8220;ยัง&#8221; แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ</p>
<p><strong>2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.blogcdn.com/www.engadget.com/media/2009/05/android-logo-edit-20090501-379.jpg" alt="" width="379" height="350" /></p>
<p>เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ Android แต่ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการใช้งานขณะนี้</p>
<p><strong>3. Application น้อยทั้งปริมาณ และคุณภาพ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://seinsider.com/wp-content/uploads/2010/03/android_market.jpg" alt="" width="400" height="400" /></p>
<p>จุดแข็งของ Android คือการเปิดกว้างให้นักพัฒนาใส่ App ต่างๆ ลงไปใน Market ได้ แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า โปรแกรมที่ดีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งาน ความเสถียรของโปรแกรม จนถึงหน้าตา Interface หรือ User Friendly มีน้อยมากใน Market ส่วนใหญ่จะเป็น App ขาดๆ เกินๆ คือ ใช้งานดี เปิดไม่แฮงค์ แต่หน้าตาห่วยสิ้นดี หรือหน้าตาสวย แต่เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น สิ่งนี้เป็นจุดขายของ iPhone มานาน และคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าจะมีสิ่งที่ iPhone มีในวันนี้</p>
<p><strong>4. เร็วเกินไปที่จะมี Slice Keyboard ในตลาดมือถือของไทย</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.tfindley.co.uk/wp-content/uploads/2009/12/motorola_milestone.png" alt="" width="368" height="352" /></p>
<p>ผมค่อนข้างประทับใจใน Slice Keyboard เพราะเวลาเข้าเว็บ หรือต้องการพิมพ์ภาษาอังกฤษเยอะๆ นั้น พิมพ์บนคีย์บอร์ดจะถนัดและเร็วกว่า Vitrual Keyboard มาก แต่เท่าที่สังเกตมือถือหลายรุ่นที่ขายในไทย พวกที่เป็น Slice Keyboard มักไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะคนไทยอยากได้คีย์บอร์ดที่เป็นภาษาไทยมาเลย แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ชอบคีย์บอร์ดไทยที่มีการใช้งานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการพิมพ์ดีด เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาวในการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยบน Milestone</p>
<p style="text-align: center;">
<p><strong>5. ยังไม่มี 3G</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://blog.nadiamode.com/wp-content/uploads/2008/05/3g_thailand1.jpg" alt="" width="420" height="245" /></p>
<p>Milestone เป็นมือถือที่เหมาะแก่การใช้งานบนพื้นที่ที่มี 3G หรือ WIFI แรงๆ เพราะผมพบปัญหาในการใช้งานบน GPRS ที่ช้ามาก บน EDGE เองก็พอไหวแค่การใช้งานเบื้องต้นเท่านั้น และ WIFI เองก็มีปัญหาเรื่องสัญญาณแกว่งไปมาตลอด แต่ถ้าใช้อยู่บน 3G จะกลายเป็นพระเอกไปเลย เพราะ Milestone เหมาะแก่การใช้งานอินเตอร์เน็ตมากกว่า iPhone แต่ iPhone เองเอาตัวรอดได้บนเครือข่ายประเภทอื่นได้มากกว่า ดังนั้น ถ้ามี 3G ใช้งานกันแพร่หลายกว่านี้ ก็ค่อยน่าใช้กว่าที่เป็นอยู่</p>
<p><strong>6. อุปกรณ์เสริมน้อย</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://www.simplydroid.com/wp-content/uploads/2009/10/multimedia-station.PNG" alt="" width="426" height="300" /></p>
<p>แม้ว่าวัสดุของ Milestone จะอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก แต่ความ &#8220;นอย&#8221; เวลาซื้อของแพงๆ ก็ไม่เข้าใครออกใคร ปัจจุบันนี้แม้กระทั่งฟิล์มกันรอยยังหาติดยาก อุปกรณ์เสริมอื่นนอกเหนือจาก Multimedia Station และ Car Mount แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้น ยิ่งถ้าเคสยิ่งแล้วใหญ่ เพราะความที่มี Slice Keyboard ก็ยิ่งเพิ่มความยากให้กับชิ้นงานอีก คงต้องรออีกพักใหญ่ๆ เมื่อตลาดเริ่มบูม หรือให้ทรูนำเข้ามาเองเพื่อเปิดตลาด ถึงจะมีอุปกรณ์เสริมขายเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>7. เครื่องยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://phandroid.com/wp-content/uploads/2009/12/PC171628-550x412.jpg" alt="" width="385" height="288" /></p>
<p>วัสดุอาจจะดี แต่คุณภาพเครื่องยังคงเป็นที่สงสัยอยู่ว่า เป็นเพราะชิ้นส่วนภายในหรือตัว Android เอง ไล่ตั้งแต่ WIFI แกว่ง, จับ Location ไม่ถูกต้อง, กล้องมีปัญหา, คีย์บอร์ดหลวม เพราะปัญหาที่พบด้วยตัวเองและจากผู้ใช้งานอื่นๆ สามารถพบเจอผู้ใช้งานเมืองนอกบ่นในเรื่องเดียวกันได้อย่างง่ายดาย ฟังดูเหมือนจะดีเพราะอย่างน้อยก็ไม่เดียวดายในปัญหาเหล่านั้น แต่ถ้ายิ่งเข้าไปอ่านก็จะยิ่งพบว่า นอกเหนือจากปัญหาจะหลากหลายแล้ว เรื่องแต่ละเรื่องส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับคำตอบในการแก้ไขแบบหายขาด</p>
<p><strong>8. ประสบการณ์ของทีมงานหลังการขายยังไม่แน่นพอ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.espressofriend.com/blog/wp-content/uploads/2008/01/img_0006.JPG" alt="" width="400" height="300" /></p>
<p>ทรูคือผู้จำหน่าย Milestone เป็นทางการ แม้จะมีประสบการณ์จาก iPhone มาก หรือกับ Blackberry มาพอสมควร แต่กับมือถือระบบ Android ที่มีความซับซ้อนอีกแบบนึงนั้นยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ หรือระบบบริการหลังการขายในกรณีเครื่องมีปัญหา ตั้งแต่การแก้ไขเบื้องต้นจากการปรับการตั้งค่าต่างๆ จนถึงการส่งซ่อม เคลมเครื่อง และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างส่งซ่อม ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาปรับปรุงการให้บริการ แต่คงไม่นานเท่ากับครั้งที่ iPhone เข้ามาครั้งแรก</p>
<p><strong>9. คู่แข่งขยับเข้ามาน่ากลัวขึ้น</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.ubergizmo.com/photos/2010/4/iphone-4g-real-picture.jpg" alt="" width="468" height="323" /></p>
<p>iPhone OS v.4.0 เปิดตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับความสามารถที่หลากหลายและยืดหยุ่นขึ้น ขณะเดียวกันข่าวลือเรื่อง New iPhone ก็กระหน่ำหูถี่เหลือเกิน และคาดว่าประมาณ 2-3 เดือนจะมีความชัดเจนขึ้น หรือมือถือค่ายอื่นที่ใช้ Android ก็กำลังจะเปิดตัวใหม่อีกหลายรุ่น ตั้งแต่ HTC Desire, Legend หรือ Samsung ที่หน้าตาละม้ายคล้าย iPhone บนร่าง Android ก็น่าจะช่วยให้มีทางเลือกอื่นที่มากขึ้น หรืออาจดีกว่า Milestone ก็เป็นได้</p>
<p><strong>10. ความคุ้มค่ามีน้อยกว่า</strong></p>
<p>ขณะที่ความคุ้มค่าของ iPhone คือเกม และ Life Style Application, Blackberry คือ การแชตบน BBM และ Push Mail, Window Mobile คือการ Sync กับ Outlook อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กับ Milestone แล้วไม่มีจุดขายใดๆ ที่เป็นตัวชูโรง แม้การเล่นเน็ตผ่าน Milestone จะเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ iPhone ก็ดีไม่แพ้กัน หรือแม้แต่ GPS ที่อาจหยิบมาเป็นจุดเด่นได้ก็ยังต้องเสียเงินเพื่อต่ออายุการใช้งาน ไม่ต่างอะไรกับ GPS ราคาหลักพันที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป หรือวัสดุที่บอกว่าดีนักหนา มือถือค่ายอื่นก็ใช้ Aluminum ในการผลิตเครื่องกันแล้ว</p>
<p>ทั้งหมดนี้คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสมชื่อของการเป็น Milestone หรือ หลักไมล์ที่ยิ่งใหญ่ให้มือถือรุ่นอื่นได้ยึดถือและก้าวตามครับ</p>
<p>รูปภาพประกอบ : Google Image<br />
ข้อมูลอ้างอิง : <a title="กระทู้ Review Motorola Milestone จากการใช้งานจริง ที่ PDAMobiz" href="http://pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=298860&amp;PN=1">http://pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=298860&amp;PN=1</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ประสบการณ์ 1 สัปดาห์ กับ Motorola Milestone</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/1week-with-motorola-milestone</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/1week-with-motorola-milestone#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 15:34:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[android]]></category>

		<category><![CDATA[milestone]]></category>

		<category><![CDATA[motorola]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=206</guid>
		<description><![CDATA[
จะหนักไปไหน
เป็นที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามามากๆ มากกว่า iPhone และ BB หลายขุมนัก
ไม่ต้องกังวลเรื่องจอจะเป็นรอย การไม่ติดฟิล์มรอบตัว ดูเท่กว่ากันเยอะ
สูบแบตมาก ไม่ถึงหนึ่งวันก็หมดแล้ว (อาจจะเห่อเล่นเยอะ จึงหมดไว)
ฟอนต์สวยมาก โดยเฉพาะฟอนต์ไทย
เปิดเพลงเสียงดังดี ดูหนังสนุกสนานเชียว
UI ของ Twitter งามและใช้งานง่ายกว่า iPhone และ BB
Gmail คือเมล์ของอำมาตย์ ทุกอย่างรวดเร็ว ที่เหลือเป็นเมล์ไพร่ ข้ามวันจึงจะอัพเดทเมล์ให้
​GPS คือจุดขายที่ iPhone สู้ไม่ได้เลยจริงๆ แต่ไม่ค่อยถูกโปรโมต
จับไปวางหน้ารถ ดูเท่และเข้ากันดีกว่า
คีย์บอร์ดสไลด์ไม่ได้ดูเกะกะ มันดูเท่และถนัดมือกว่าเมื่อเปิดเว็บ
แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เรืองแสงว่ะ?
คีย์บอร์ดเสมือนใช้งานดีเชียว แต่ถ้าเป็นภาษาไทยต้องแม่นหน่อย
การเดาคำเวลาพิมพ์ภาษาไทย ฉลาดกว่า iPhone เยอะ
Widget ข่าวหรือเรื่องอื่นๆ ช่วยทำให้หน้าจอมีสีสัน ช่วยสรุปเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และลดเวลาการเข้าถึง App ต่างๆ
การค้นหาข้อมูลต่างๆ มันแม่นยำจริงๆ
ต้องใช้งานบน 3G เท่านั้นจึงจะให้ความรู้สึกที่คุ้มค่ามาก, เล่นบน EDGE ก็ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่
การตัดเสียงรบกวนเทพมาก!
รูปถ่ายสวยดี
แฟลชจะแรงไปไหน ถ่ายตัวเองแสบตามาก แต่พอแบตอ่อน แฟลชแสบตาอยู่ แต่รูปมืดตื๋อ
วีดีโอถ่ายชัดดี แต่ white balance เปลี่ยนตามสภาพแสงตลอด ใช้งานขั้นโปรคงไม่ไหว
รูปและวีดิโอ แชร์ขึ้นเว็บ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li>จะหนักไปไหน</li>
<li>เป็นที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามามากๆ มากกว่า iPhone และ BB หลายขุมนัก</li>
<li>ไม่ต้องกังวลเรื่องจอจะเป็นรอย การไม่ติดฟิล์มรอบตัว ดูเท่กว่ากันเยอะ</li>
<li>สูบแบตมาก ไม่ถึงหนึ่งวันก็หมดแล้ว (อาจจะเห่อเล่นเยอะ จึงหมดไว)</li>
<li>ฟอนต์สวยมาก โดยเฉพาะฟอนต์ไทย</li>
<li>เปิดเพลงเสียงดังดี ดูหนังสนุกสนานเชียว</li>
<li>UI ของ Twitter งามและใช้งานง่ายกว่า iPhone และ BB</li>
<li>Gmail คือเมล์ของอำมาตย์ ทุกอย่างรวดเร็ว ที่เหลือเป็นเมล์ไพร่ ข้ามวันจึงจะอัพเดทเมล์ให้</li>
<li>​GPS คือจุดขายที่ iPhone สู้ไม่ได้เลยจริงๆ แต่ไม่ค่อยถูกโปรโมต</li>
<li>จับไปวางหน้ารถ ดูเท่และเข้ากันดีกว่า</li>
<li>คีย์บอร์ดสไลด์ไม่ได้ดูเกะกะ มันดูเท่และถนัดมือกว่าเมื่อเปิดเว็บ</li>
<li>แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เรืองแสงว่ะ?</li>
<li>คีย์บอร์ดเสมือนใช้งานดีเชียว แต่ถ้าเป็นภาษาไทยต้องแม่นหน่อย</li>
<li>การเดาคำเวลาพิมพ์ภาษาไทย ฉลาดกว่า iPhone เยอะ</li>
<li>Widget ข่าวหรือเรื่องอื่นๆ ช่วยทำให้หน้าจอมีสีสัน ช่วยสรุปเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และลดเวลาการเข้าถึง App ต่างๆ</li>
<li>การค้นหาข้อมูลต่างๆ มันแม่นยำจริงๆ</li>
<li>ต้องใช้งานบน 3G เท่านั้นจึงจะให้ความรู้สึกที่คุ้มค่ามาก, เล่นบน EDGE ก็ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่</li>
<li>การตัดเสียงรบกวนเทพมาก!</li>
<li>รูปถ่ายสวยดี</li>
<li>แฟลชจะแรงไปไหน ถ่ายตัวเองแสบตามาก แต่พอแบตอ่อน แฟลชแสบตาอยู่ แต่รูปมืดตื๋อ</li>
<li>วีดีโอถ่ายชัดดี แต่ white balance เปลี่ยนตามสภาพแสงตลอด ใช้งานขั้นโปรคงไม่ไหว</li>
<li>รูปและวีดิโอ แชร์ขึ้นเว็บ ขึ้น Social Network ได้ง่ายมาก</li>
</ul>
<div>สรุปแล้ว พอใจกับมือถือเครื่องนี้กว่า BB เยอะ เหมาะสำหรับคนไม่ค่อยชอบเล่นเกม แต่ติด Social Network และใช้งานอินเตอเน็ตทั่วไปครับ</div>
<div>ของแถมวันนี้ เป็นการทำ Car Mount แบบ DIY</div>
<div></div>
<div style="text-align: center;"><object width="425" height="355"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/fiuFxC6pR8s&amp;rel=0&amp;color1=0xd6d6d6&amp;color2=0xf0f0f0"></param><param name="wmode" value="transparent"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/fiuFxC6pR8s&amp;rel=0&amp;color1=0xd6d6d6&amp;color2=0xf0f0f0" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" width="425" height="355"></object></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/1week-with-motorola-milestone/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Review : Motorola Milestone by Truemove</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-motorola-milestone-truemove</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-motorola-milestone-truemove#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Apr 2010 17:24:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[blackberry]]></category>

		<category><![CDATA[iphone3gs]]></category>

		<category><![CDATA[milestone]]></category>

		<category><![CDATA[motorola]]></category>

		<category><![CDATA[review]]></category>

		<category><![CDATA[truemove]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=203</guid>
		<description><![CDATA[อารมณ์เสียอยู่วันครึ่งครับกับการคอยเกาะติดข่าวสารการชุมนุม เพราะสถานที่รับเครื่องอยู่บริเวณ Red Zone เข้าให้ เลยทำให้ผิดแผนไปเสียหมด บ่ายๆ วันนี้จึงไปเดินฟอร์จูน เข้าไปที่ช็อปกะจะถามความคืบหน้าของการจัดงาน อยู่ๆ ก็มีลูกค้ามาถามพนักงานในเรื่องเดียวกันกับที่อยากรู้พอดี ในที่สุดก็เลยได้เครื่องมาเล่นก่อนวันรับจริงที่ทางทรูโทรนัดให้รับวันที่ 7 พ.ค. ซะเลย
และเนื่องจากการแกะกล่อง Motorola Milestone นี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานทรูมูฟช็อป สาขาฟอร์จูน เพราะพวกเธอตื่นเต้นมากในการเปิดซิง(เครื่อง)ผม นี่คือเครื่องแรกที่ส่งถึงมือลูกค้าจริงๆ หลังจากที่คุ้นเคยกับขั้นตอนของการขายไอโฟน
งั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา(บ่น) ขอสรุปการใช้งาน และข้อควรรู้ในการใช้งาน Motorola Milestone เบื้องต้นเลยแล้วกันครับ
ข้อดี (ภายนอก)

วัสดุและการประกอบดีมาก สมราคาอยู่
กล้องสวยมาก แจ่มมาก Auto Focus เร็วดี สวยกว่า Samsung F480 ทีี่เคยใช้อีก แถมแฟลชแรงซะด้วย
Speaker เสียงทุ้มดังฟังชัด เสียงดีกว่าบีบีเยอะ
หูฟังที่แถมมาให้เสียงทุ้มดี มีฟองน้ำหุ้ม และคาดว่าไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเหมือนไอโฟนแน่นอน
ลำโพงด้านนอกเสียงดัง ใส เสียงแหลมชัด ขาดทุ้มอยู่ แต่อยู่ในขั้นดีกว่าไอโฟน
ใครบอก Touchscreen ไม่แม่น ผมว่ามันแม่นดีออก แต่คนนิ้วใหญ่คงลำบากหน่อย


ข้อเสีย (ภายนอก)


ปุ่ม Navigator เร็วมาก เผลอโดนนิดเดียวก็ไม่ได้ เวลาใช้งานไฟจะติดบ้าง ไม่ติดบ้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อารมณ์เสียอยู่วันครึ่งครับกับการคอยเกาะติดข่าวสารการชุมนุม เพราะสถานที่รับเครื่องอยู่บริเวณ Red Zone เข้าให้ เลยทำให้ผิดแผนไปเสียหมด บ่ายๆ วันนี้จึงไปเดินฟอร์จูน เข้าไปที่ช็อปกะจะถามความคืบหน้าของการจัดงาน อยู่ๆ ก็มีลูกค้ามาถามพนักงานในเรื่องเดียวกันกับที่อยากรู้พอดี ในที่สุดก็เลยได้เครื่องมาเล่นก่อนวันรับจริงที่ทางทรูโทรนัดให้รับวันที่ 7 พ.ค. ซะเลย</p>
<p>และเนื่องจากการแกะกล่อง Motorola Milestone นี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพนักงานทรูมูฟช็อป สาขาฟอร์จูน เพราะพวกเธอตื่นเต้นมากในการเปิดซิง(เครื่อง)ผม นี่คือเครื่องแรกที่ส่งถึงมือลูกค้าจริงๆ หลังจากที่คุ้นเคยกับขั้นตอนของการขายไอโฟน</p>
<p>งั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา(บ่น) ขอสรุปการใช้งาน และข้อควรรู้ในการใช้งาน Motorola Milestone เบื้องต้นเลยแล้วกันครับ</p>
<p>ข้อดี (ภายนอก)</p>
<ul>
<li>วัสดุและการประกอบดีมาก สมราคาอยู่</li>
<li>กล้องสวยมาก แจ่มมาก Auto Focus เร็วดี สวยกว่า Samsung F480 ทีี่เคยใช้อีก แถมแฟลชแรงซะด้วย</li>
<li>Speaker เสียงทุ้มดังฟังชัด เสียงดีกว่าบีบีเยอะ</li>
<li>หูฟังที่แถมมาให้เสียงทุ้มดี มีฟองน้ำหุ้ม และคาดว่าไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเหมือนไอโฟนแน่นอน</li>
<li>ลำโพงด้านนอกเสียงดัง ใส เสียงแหลมชัด ขาดทุ้มอยู่ แต่อยู่ในขั้นดีกว่าไอโฟน</li>
<li>ใครบอก Touchscreen ไม่แม่น ผมว่ามันแม่นดีออก แต่คนนิ้วใหญ่คงลำบากหน่อย</li>
</ul>
<div></div>
<div>ข้อเสีย (ภายนอก)</div>
<div>
<ul>
<li>ปุ่ม Navigator เร็วมาก เผลอโดนนิดเดียวก็ไม่ได้ เวลาใช้งานไฟจะติดบ้าง ไม่ติดบ้าง ไม่ค่อยสะดวกในการกลับเข้าสู่เมนู</li>
<li>เวลาใช้งานหนักๆ หรือชาร์จแบตจะร้อนมากบริเวณฝั่ง Speaker คาดว่าไม่สามารถชาร์จไปคุยไปเหมือนโทรศัพท์ทั่วไปแน่</li>
<li>ปุ่มยางของ Slide Keyboard ดูตื้นไปหน่อย เวลากดเลยดูยวบๆ ให้ความรู้สึกไม่แน่ใจว่ากดโดนจริงหรือเปล่า (อาจจะใช้แบบแข็งๆ ของบีบีจนชิน)</li>
<li>ปุ่ม Power ดูเล็กเกินไป ทั้งๆ ที่เป็นปุ่มที่สำคัญในการเปิดหน้าจอก่อน slide เพื่อ unlock</li>
<li>เวลาจอ Touchscreen หนืดๆ เพราะเหงื่อ มันจะไม่ไหลไปตามที่ต้องการเท่าไหร่ ผิดกับไอโฟนอยู่</li>
<li>น้ำหนักมาก หนักกว่า Magic Mouse อีก น่าจะหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยใช้มือถือมา</li>
<li>WIFI หลุดบ่อย ขนาดผมนั่งต่อ truewifi ในทรูคอฟฟี่ข้างร้านทรูช็อป ยังต่อไม่ได้ซักที เหนื่อยใจเลยกลับมาต่อที่บ้านแทน แต่ขนาดอยู่บ้าน ก็ยังหลุดบ้างบางครั้ง น่าจะอยู่กับคุณภาพสัญญาณ เพราะตัวรับสัญญาณของ Milestone น่าจะเล็ก</li>
</ul>
<div>ข้อควรรู้ (ภายใน)</div>
<div>
<ul>
<li>ตัวเครื่องไม่สามารถส่ง Bluetooth ได้ แต่ถ้าลง App เพิ่ม (Bluetooth File Transfer) ก็สามารถใช้งานได้ ด้วยความเร็วในการรับส่งไฟล์ขั้นเทพ เร็วชนิดที่โหลดไฟล์เพลงโดยไม่ต้องใช้สาย Sync เลย</li>
<li>GPS ที่ให้มา (Motonav) ใช้งานได้ดีไม่ต่างจาก GPS จริงๆ เลย คุ้มจริงๆ ครับ</li>
<li>App ที่แถมจากตัวเครื่องนอกเหนือจาก True App แล้ว มี App อีกหลายตัวที่จำเป็นต่อการใช้งาน เรียกได้ว่า ซื้อแล้วใช้งานได้เลย</li>
<li>Content ที่มากับเครื่องเลย คือ เพลงจากศิลปิน AF, MV จากศิลปิน AF และที่พิเศษคือ อัลบั้ม BOYdNOP ทั้งอัลบั้ม!!! (คุ้มโคดดดดด) ที่สำคัญคือ สามารถโหลด MP3 จาก True Combo MP3 ได้ฟรีอีกด้วย</li>
<li>ต่อเน็ตเร็วมาก แสดงผลเว็บเต็มตา ในความเห็นส่วนตัวแล้วประทับใจมากกว่าไอโฟน</li>
</ul>
</div>
</div>
<div></div>
<div>ถ้าจะให้จับคู่สู้กัน iPhone3GS สู้กับ Milestone ได้สนุก ในยกแรกๆ iPhone3GS จะได้เปรียบเรื่องของดีไซน์ แต่จะมาแพ้น็อคในยกท้ายๆ ครับ เพราะพลังของ CPU ใน Milestone บวกกับความสามารถของ Android 2.1 ที่คิดแบบ &#8220;Open Source&#8221; ใส่ทุกอย่างได้ไม่อั้น ไม่กั้น และยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า</div>
<div></div>
<div>แล้วถ้าใครทะลึ่งมาให้จับคู่กับ BB หล่ะก็ ไอ้เบอรี่มฤตยูของผมแพ้น็อคตั้งแต่ระฆังยกสองเริ่มดังแล้วครับ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </div>
<div></div>
<div></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-motorola-milestone-truemove/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>iPad เปลี่ยนโลก?</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/ipad-change-the-world</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/ipad-change-the-world#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2010 06:36:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[apple]]></category>

		<category><![CDATA[education technology]]></category>

		<category><![CDATA[innovation]]></category>

		<category><![CDATA[ipad]]></category>

		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<category><![CDATA[iPod]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=198</guid>
		<description><![CDATA[ในค่ำคืนหนึ่ง ทันทีที่จบ Keynote ของสตีฟ จ๊อบ ผู้คนในแวดวงไอทีต่างกล่าวขวัญถึงของเล่นชิ้นใหม่ หน้าตาคุ้นเคยอย่าง iPad ว่าจะมีความสามารถในการเขย่าโลกได้เหมือนกับรุ่นพ่ออย่าง &#8220;iPod&#8221; ที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเครื่องเล่นเพลงแทนที่ Walkman หรือรุ่นพี่อย่าง &#8220;iPhone&#8221; ที่เปลี่ยนให้ Apple กลายเป็นบริษัทอุปกรณ์ไร้สายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่เจ้าพ่อมือถืออย่าง Nokia
เสียงวิพากย์วิจารณ์ยังคงดังต่อเนื่องถึงความที่ iPad อยู่กึ่งกลางระหว่าง iPhone กับ Macbook ตามที่ Apple ได้วางไว้ ทำให้ความสามารถของมันเทียบเท่า iPhone หน้าจอใหญ่ 9 นิ้วที่โทรออกไม่ได้ เกะกะเกินกว่าจะถือติดตัวไปไหนต่อไหน พอร์ตต่างๆ ไม่ได้ครบครันอย่างที่คาดหวัง ต้องพึ่งพิงอุปกรณ์ต่อเชื่อมอีกมากมาย และประเด็นสำคัญคือ เล่น Flash Player ไม่ได้
ถ้าใครยังจำห้วงเวลาที่ iPhone ออกมาครั้งแรกได้ จะพอเข้าใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์และการวางแผนการตลาดที่แยบยลของ Apple พวกเขาไม่เคยยอมให้โลกเปลี่ยนความคิด เพราะความคิดของเขาต่างหากที่มีพลังพอจะเปลี่ยนโลกทั้งใบได้
ในตอนนั้นมีกระแสวิพากย์วิจารณ์ถึงคุณสมบัติที่ด้อยกว่าของ iPhone การทำงานที่ง่ายดายอย่างการส่ง MMS หรือแม้แต่การส่งข้อมูลไปมาระหว่างเครื่องด้วย Bluetooth ไม่มีให้ใช้งานบนโทรศัพท์ที่อ้างตัวว่าเป็น Smartphone ราคาสองหมื่นปลายๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในค่ำคืนหนึ่ง ทันทีที่จบ Keynote ของสตีฟ จ๊อบ ผู้คนในแวดวงไอทีต่างกล่าวขวัญถึงของเล่นชิ้นใหม่ หน้าตาคุ้นเคยอย่าง iPad ว่าจะมีความสามารถในการเขย่าโลกได้เหมือนกับรุ่นพ่ออย่าง &#8220;iPod&#8221; ที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเครื่องเล่นเพลงแทนที่ Walkman หรือรุ่นพี่อย่าง &#8220;iPhone&#8221; ที่เปลี่ยนให้ Apple กลายเป็นบริษัทอุปกรณ์ไร้สายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่เจ้าพ่อมือถืออย่าง Nokia</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 394px"><img class="  " title="iPad" src="http://graphics8.nytimes.com/images/2010/01/31/weekinreview/31lohr02/articleLarge.jpg" alt="" width="384" height="224" /><p class="wp-caption-text">รูปจาก New York Times</p></div>
<p>เสียงวิพากย์วิจารณ์ยังคงดังต่อเนื่องถึงความที่ iPad อยู่กึ่งกลางระหว่าง iPhone กับ Macbook ตามที่ Apple ได้วางไว้ ทำให้ความสามารถของมันเทียบเท่า iPhone หน้าจอใหญ่ 9 นิ้วที่โทรออกไม่ได้ เกะกะเกินกว่าจะถือติดตัวไปไหนต่อไหน พอร์ตต่างๆ ไม่ได้ครบครันอย่างที่คาดหวัง ต้องพึ่งพิงอุปกรณ์ต่อเชื่อมอีกมากมาย และประเด็นสำคัญคือ เล่น Flash Player ไม่ได้</p>
<p>ถ้าใครยังจำห้วงเวลาที่ iPhone ออกมาครั้งแรกได้ จะพอเข้าใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์และการวางแผนการตลาดที่แยบยลของ Apple พวกเขาไม่เคยยอมให้โลกเปลี่ยนความคิด เพราะความคิดของเขาต่างหากที่มีพลังพอจะเปลี่ยนโลกทั้งใบได้</p>
<p>ในตอนนั้นมีกระแสวิพากย์วิจารณ์ถึงคุณสมบัติที่ด้อยกว่าของ iPhone การทำงานที่ง่ายดายอย่างการส่ง MMS หรือแม้แต่การส่งข้อมูลไปมาระหว่างเครื่องด้วย Bluetooth ไม่มีให้ใช้งานบนโทรศัพท์ที่อ้างตัวว่าเป็น Smartphone ราคาสองหมื่นปลายๆ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกคนกลับยอมรับในมาตรฐานที่ควรจะเป็นแบบที่ Apple ได้ตั้งใจเลือกให้เป็นแบบนั้น</p>
<p>ตอนนั้น Apple ให้เหตุผลที่น่าฟังคือ MMS เป็นเทคโนโลยีคอขวด ไม่สามารถส่งไฟล์ใหญ่ๆ ได้ ถ้าจะให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ต้องผ่านวิธีการอื่น เช่น Email</p>
<p>ผมคาดเดาว่า ที่ Apple ยังคงดื้อเรื่อง Flash Player อยู่เพราะเขาประเมินแล้วว่า แม้ใครๆ จะใช้ Flash กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่บรรดาเกมที่อยู่บน iPhone ทั้งหมดก็มีภาพที่สวยงามหรืออาจจะดีกว่า Flash และ Flash เองจะดึง CPU ให้ช้าจนไม่สามารถใช้งานได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์มีมูลค่าสูงกว่าการ &#8220;บีบ&#8221; ให้ไปใช้มาตรฐานอื่นที่ดีกว่า เบากว่า และยืดหยุ่นกว่าอย่าง HTML5</p>
<p><object width="425" height="355"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/ntyXvLnxyXk&amp;rel=0&amp;color1=0xd6d6d6&amp;color2=0xf0f0f0"></param><param name="wmode" value="transparent"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/ntyXvLnxyXk&amp;rel=0&amp;color1=0xd6d6d6&amp;color2=0xf0f0f0" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" width="425" height="355"></object></p>
<p>หาก iPod และ iTunes มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนวงการเพลงให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว ผมเชื่อว่า iPad และ iBooks จะเป็นสิ่งที่ทำให้วงการสิ่งพิมพ์เข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัวเช่นกัน ในเมื่อทุกอย่างในวงการสิ่งพิมพ์ยุคใหม่ถูกผลิตด้วยรูปแบบดิจิตอลกันเกือบหมด เพียงแต่มันต้องเอาไปพิมพ์บนกระดาษให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น การที่นำไฟล์พวกนั้นมาดัดแปลงแก้ไขเพื่อให้รองรับบนอุปกรณ์ชิ้นนี้ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากหรือทำให้ต้นทุนการพิมพ์สูงขึ้นแต่อย่างใด</p>
<p>ที่สำคัญ ลูกเล่นอื่นที่หนังสือทั่วไปไม่สามารถทำได้อย่างใส่วีดิโอ เพลงหรือเสียงบรรยาย หรือแม้แต่รูปประกอบแบบไม่อั้น ยิ่งทำให้คุณค่าของหนังสือเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านความน่าสนใจในการนำเสนอ หรือการช่วยอำนวยสะดวกให้กับลูกค้าเชิงกว้างมากขึ้น เช่น ช่วยเหลือผู้พิการให้เข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น หรือกลายเ็ป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยต่างๆ อาจารย์ผู้สอนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสื่อการสอนของตัวเอง ให้ผู้เรียนได้เกินการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและหลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีที่พวกเขาถืออยู่ในมือ</p>
<p>ไม่ว่า iPad จะประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเหมือน iPod และ iPhone หรือไม่ ผมเชื่อว่า iPad จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบ ไม่แพ้พี่ๆ ทั้งสองคนแน่ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/ipad-change-the-world/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>5 อัลบั้มเพลงไทย (ที่ผมซื้อ) ยอดเยี่ยมแห่งปี 2552</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-thai-album-i-bought-in-2009</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-thai-album-i-bought-in-2009#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Dec 2009 08:10:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Thai Style]]></category>

		<category><![CDATA[2009]]></category>

		<category><![CDATA[best album]]></category>

		<category><![CDATA[อัลบั้มเพลงไทยยอดเยี่ยม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=188</guid>
		<description><![CDATA[รอบปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้มีเวลาไปซื้อซีดีเพลงมากอย่างที่หวังไว้เพราะอยู่ห่างไกลแหล่งซื้อซีดีประจำ (ร้านดีเจสยาม) หรือที่พอกล้อมแกล้มได้อย่าง B2S ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าแกะซีดีลองฟังได้ก่อน จึงไม่กล้าเสี่ยงซื้อ กลัวจะเสียใจที่ซื้อซีดีมาฟังแค่รอบเดียว แล้วไปนอนรอความตายอยู่ในกล่องเหมือนเดิม
แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า หลายอัลบั้มอีกเช่นกันที่ดีมาก แต่ผมไม่ได้เลือกซื้อด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น เป็นของศิลปินค่ายใหญ่ ยังงัยยอดขายช่องทางอื่นก็ได้เยอะอยู่แล้ว หรือเป็นเพลงที่มีโอกาสฟังตามสื่อต่างๆ บ่อยเสียจนร้องได้โดยไม่เคยดูเนื้อเพลงจริงๆ
เริ่มนับถอยหลังได้เลยครับ
 
อันดับ 5 - อัลบั้ม Banglumpoo Band Blues : บางลำพู บลูส์

ผมชื่นชมในความกล้าของวงบางลำพู แบนด์มากครับ ที่ออกอัลบั้มบลูส์ท่ามกลางกระแส Kover (Korea + Fever) ที่กำลังก่อกวนวงการเพลงป๊อบเมืองไทย และกระแสเร็กเก้+สกาเกิ๊น ในหมู่วงการเพลงอินดี้เช่นนี้
น่าแปลกนะครับที่เราแทบไม่ค่อยได้ฟังเพลงบลูส์กัน ถ้านอกเหนือจากบทเพลงพระราชนิพนธ์แล้ว เราก็แทบนึกไม่ออกเลยว่าเราได้ฟังบลูส์จากศิลปินไทยจริงๆ กันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่าที่นึกออกก็มีแค่ &#8220;มาม่า บลูส์&#8221; เท่านั้นเองครับ
บางลำพู บลูส์ยังคงความเป็นบลูส์ได้ทั้งท้วงทำนองและเนื้อหา แม้อาจจะฟังไม่ลื่นหูเท่าไหร่ แต่เนื้อหาที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ใกล้ตัว เศร้าๆ ปนรันทน เคล้ากับเสียงกีต้าร์แผดเล็กๆ แล้ว มันทำให้ผมโยกหัวตามจังหวะเพลงได้ไม่ยากเลยทีเดียว
 
อันดับ 4 - อัลบั้ม Telepathy : Yokee playboys

พี่โป้กลับมาแล้ว! เพลงเปิดตัวเพลงแรกอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><a href="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/the2520beginssonyloveis.jpg"></a>รอบปีที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้มีเวลาไปซื้อซีดีเพลงมากอย่างที่หวังไว้เพราะอยู่ห่างไกลแหล่งซื้อซีดีประจำ (ร้านดีเจสยาม) หรือที่พอกล้อมแกล้มได้อย่าง B2S ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าแกะซีดีลองฟังได้ก่อน จึงไม่กล้าเสี่ยงซื้อ กลัวจะเสียใจที่ซื้อซีดีมาฟังแค่รอบเดียว แล้วไปนอนรอความตายอยู่ในกล่องเหมือนเดิม</p>
<p>แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า หลายอัลบั้มอีกเช่นกันที่ดีมาก แต่ผมไม่ได้เลือกซื้อด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น เป็นของศิลปินค่ายใหญ่ ยังงัยยอดขายช่องทางอื่นก็ได้เยอะอยู่แล้ว หรือเป็นเพลงที่มีโอกาสฟังตามสื่อต่างๆ บ่อยเสียจนร้องได้โดยไม่เคยดูเนื้อเพลงจริงๆ</p>
<p>เริ่มนับถอยหลังได้เลยครับ</p>
<p> </p>
<p><strong>อันดับ 5 - อัลบั้ม Banglumpoo Band Blues : บางลำพู บลูส์</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/blue.jpg"><img class="size-full wp-image-191 aligncenter" title="บางลำพู บลูส์" src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/blue.jpg" alt="" width="218" height="192" /></a></strong></p>
<p>ผมชื่นชมในความกล้าของวงบางลำพู แบนด์มากครับ ที่ออกอัลบั้มบลูส์ท่ามกลางกระแส Kover (Korea + Fever) ที่กำลังก่อกวนวงการเพลงป๊อบเมืองไทย และกระแสเร็กเก้+สกาเกิ๊น ในหมู่วงการเพลงอินดี้เช่นนี้</p>
<p>น่าแปลกนะครับที่เราแทบไม่ค่อยได้ฟังเพลงบลูส์กัน ถ้านอกเหนือจากบทเพลงพระราชนิพนธ์แล้ว เราก็แทบนึกไม่ออกเลยว่าเราได้ฟังบลูส์จากศิลปินไทยจริงๆ กันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่าที่นึกออกก็มีแค่ &#8220;มาม่า บลูส์&#8221; เท่านั้นเองครับ</p>
<p>บางลำพู บลูส์ยังคงความเป็นบลูส์ได้ทั้งท้วงทำนองและเนื้อหา แม้อาจจะฟังไม่ลื่นหูเท่าไหร่ แต่เนื้อหาที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ใกล้ตัว เศร้าๆ ปนรันทน เคล้ากับเสียงกีต้าร์แผดเล็กๆ แล้ว มันทำให้ผมโยกหัวตามจังหวะเพลงได้ไม่ยากเลยทีเดียว</p>
<p> </p>
<p><strong>อันดับ 4 - อัลบั้ม Telepathy : Yokee playboys</strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/telepathy.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-196" title="Telepathy by Yokee playboys" src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/telepathy.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>พี่โป้กลับมาแล้ว! เพลงเปิดตัวเพลงแรกอย่าง &#8220;ในวันหนึ่ง&#8221; แค่เพลงเดียวก็ทำให้ผมตัดสินใจซื้ออัลบั้มนี้มาครอบครองแล้ว และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ กับเนื้อหาที่คมคายและดนตรีที่ละเอียดขึ้น หมดยุคของวงฟังค์ๆ เบลอๆ ไปแล้ว กลายเป็นเพลงที่มีซาวน์เป็นของตนเอง บวกกับเสียงร้องของพี่โป้ ที่ทำให้เพลงมันดูติ๊สขึ้นจริงๆ</p>
<p>ถ้าผมจำไม่ผิด Yokee Playboys ห่างหายจากอัลบั้มใหม่มานาน ส่วนพี่โป้เองยังมีผลงานให้ติดตามกันอยู่บ้างเนืองๆ อัลบั้มนี้แม้ไม่อาจทำให้พวกเขากลับมาสู่วงดนตรีทางเลือกอย่างที่เคยเป็นเมื่อก่อน แต่ก็ได้ปักหลักปักฐานให้กับชื่อๆ นี้และการันตีถึงคุณภาพเพลงที่ไม่เสื่อมคลาย</p>
<p>เพราะพวกเขาคือวงดนตรีในตำนานอีกวงครับ</p>
<p> </p>
<p><strong>อันดับ 3 - อัลบั้ม Medium Rare : บี พีระพัฒน์ เถรว่อง </strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/be_medium_cover.jpg"><img class="size-full wp-image-194 aligncenter" title="Medium Rare by บี พีระพัฒน์ เถรว่อง " src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/be_medium_cover.jpg" alt="" width="343" height="342" /></a></strong></p>
<p>อัลบั้มนี้เพิ่งออกมาไม่นานเท่าไหร่ ทั้งที่ฟังเพลงครบอัลบั้มแค่ไม่กี่รอบ แต่ผมถือว่าคุ้มค่าเป็นอันดับที่ 3 ครับ</p>
<p>เมื่อลองเปิดดูเครดิตในอัลบั้มนี้ ศิลปินที่มาร่วมงานกันภายใต้น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของบี เครสเชนโด้ หรือ บี พีระพัฒน์ ไม่น้อยหน้าอัลบั้มใดในรอบปีนี้เลยครับ มีตั้งแต่พี่โอ๊ต Street Funk Roller, โซ่ ETC โปรดิวส์โดยหนึ่ง จักรวาล, พี่ก้อ ณัฐพล ศรีจอมขวัญ แต่งเพลงโดยบอย โกสิยพงษ์, บอย ตรัย และพี่จิก ประภาส!</p>
<p>สิ่งที่โดดเด่นในอัลบั้มนี้คือความหลากหลายทางดนตรีจากคนคุณภาพมากมาย เพื่อแก้ไขจุดด้อยจากอัลบั้มที่แล้วที่ส่วนของดนตรีดูเบาไป ทำให้ทุกเพลงในอัลบั้มฟังเพราะ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอารมณ์หรือห้วงเวลาใดๆ</p>
<p>Medium Rare มันนุ่มนวลและอร่อยอย่างนี้นี่เอง</p>
<p> </p>
<p><strong>อันดับ 2 - อัลบั้ม Gold medal : The Begins</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="size-full wp-image-195  aligncenter" title="the2520beginssonyloveis" src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/the2520beginssonyloveis.jpg" alt="" width="346" height="450" /></strong></p>
<p>ภาพแรกที่ฟังครบทุกเพลงจาก The Begins พวกเขาได้พาผมไปพบกับ Bee Gees ในยุคเฟื่องฟูเข้าให้แล้วครับ</p>
<p>ผมไม่เคยมีโอกาสได้ฟังวงนี้เล่นสดเลยซักครั้ง แต่ถ้าเสียงเพลงมันบรรยายความเป็นภาพได้ เชื่อใจได้ว่าพวกเขาคงสะกดเราให้เคลิ้มไปกับดนตรี Soul และ R&amp;B ที่ครบเครื่องทั้งเพลงช้า เพลงเร็วสไตล์เต้นรำ หรือเพลง Cover สไตล์ของ The Begins ที่นำเพลงประกอบโฆษณาอย่าง &#8220;เรื่องจริง&#8221; มาทำเป็นดิสโก้ ก็ทำได้ไม่เสียของจริงๆ</p>
<p>ความปราณีตในงานที่ทำ ทำให้เพลงที่อยู่ในอัลบั้มน้อยเกินกว่าเงินที่เสียไป ผมอยากจะฟังเพลงของพวกเขามากกว่านี้ จึงต้องหาเพลงที่พวกเขาได้ร่วมโปรดิวส์ให้กับศิลปินอื่นๆ ผมก็ยังคงติดใจเพลง &#8220;ความคิด&#8221; ในแบบดิสโก้ ที่ทำร่วมกับสแตมป์, เพลง First Love ที่ให้กฤษ AF6 มาร้อง และเพลงจนมุม ช้าๆ ซึ้งๆ โซลๆ โดย Tabby AF6</p>
<p>ไม่ธรรมดาสมราคาวงดนตรีเหรียญทองครับ</p>
<p> </p>
<p> <strong>อันดับ 1 - อัลบั้ม Million Ways To Write Part 1 : Stamp</strong></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/million.jpg"><img class="size-full wp-image-193 aligncenter" title="Million Ways To Write Part 1 by Stamp" src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2009/12/million.jpg" alt="" width="400" height="400" /></a></p>
<p> ผมจำช่วงเวลาแรกที่อัลบั้มนี้ออกไม่ได้ครับ แต่กว่าจะได้ซื้อก็ต้องข้ามปี ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ได้ นับจากวันนั้น ถ้าผมซื้ออัลบั้มนี้เป็นเทป นอกจากผมจะซื้อเก็บไว้ในรถ ในบ้าน ในซาวน์เบ้าว์ติดตัวแล้ว ป่านนี้เทปทุกม้วนคงยืดไปหมดแล้วครับ</p>
<p>ไม่เสียแรงที่เป็นเด็กปั้นของบอย โกสิยพงษ์เลยครับ ด้วยช่วงอายุ 20 ปลายๆ แต่มีมุมมองเพลงเชิงบวกตามสไตล์เจ้าพ่อเพลงรัก ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ที่หยิบจับมุมมองของคนช่วงวัยเดียวกันที่กำลังขับเคลื่อนวงการเพลงไทยจากยุคเน้นขายหน้าตานักร้อง เข้าสู่ยุคขายเนื้อหาสาระของเพลง</p>
<p>ทิศทางของเพลงไทยในปีหน้า เพลงเพราะๆ ที่เราจะได้ฟังกัน นอกเหนือจากการพูดขาดจากสองบอย (บอย โกสิยพงษ์, บอย ตรัย) แล้ว สแตมป์นี่แหละครับ ที่จะช่วยอาสาพาเพลงไทยไปสู่จุดรุ่งโรจน์อีกแรง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-thai-album-i-bought-in-2009/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Netbook, Gadget of The Year แห่งสยามประเทศ</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/netbook-gadget-of-the-year</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/netbook-gadget-of-the-year#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2009 09:35:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[gadget]]></category>

		<category><![CDATA[netbook]]></category>

		<category><![CDATA[trend]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=183</guid>
		<description><![CDATA[ปีนี้ Gadget ได้เปลี่ยนภาพจาก &#8220;ของเล่นคนรวย&#8221; ที่แสนจะไกลตัวให้กลายเป็นอุปกรณ์เปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดูเป็น &#8220;ชนชั้นกลางแบบไฮโซ&#8221; มากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่เล่น Gadget ในสยามประเทศปี 2009 จึงขยายฐานจากเดิม ลงมาสู่ชนชั้นกลางมากขึ้น และลามไปถึงชนชั้นล่างบางส่วนที่พยายามเกาะกระแสสังคมให้ทัน
จริงๆ ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมไทยนะครับ ไม่จำเป็นต้องเกิด Gadget Fever อย่างที่ผมบอกก็ได้ แต่ปีนี้ค่อนข้างเด่นชัด โดยเฉพาะปฏิกิริยาเร่งโตอย่างปรากฎการณ์ &#8220;นช.ทวิต&#8221; เป็นตัวชูโรงครับ
เราต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ นช. ท่านนั้นที่ได้สร้างคุณูปการแก่วงการไอทีไทยอีกแล้ว เพราะผมไม่เคยเห็นใครบนโลกใบนี้ทวิตอะไรก็เป็นข่าวลงสื่อแทบทุกช่องทางในสยามประเทศ ความสะใจของการเสพสื่ออย่างนึงคือการเข้าใกล้ติดขอบจอ เมื่อ นช. เค้าทวิต แฟนๆ รากหญ้าของเขาก็พยายามจะหาช่องทางในการติดตามข่าวสารด้วยวิธีการต่างๆ
นั่นทำให้กระแส Netbook Fever เกิดขึ้นในสยามประเทศช่วงตั้งแต่ต้นปีมา ผมไม่ได้เหมารวมถึงภาวะนี้ว่าเกิดจาก นช. อย่างเดียวนะครับ เพราะภาวะความกลัวการเผชิญหน้าของชาวสยามได้ซึมลึกเกินกว่าที่เราจะมาพบปะประจัญหน้าเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเสรีเหมือนก่อน จึงหลีกเลี่ยงไปแสดงความเห็นในเว็บบอร์ด หรือ Social Network อื่นๆ กัน
พลอยให้อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อ Social Network นั้นพลอยขายดีไปด้วย เช่น มือถือที่สามารถต่อเน็ตได้, Netbook หรือ Aircard
ส่วนใครที่ไม่อาจตามโลก 2.0 ได้ก็ไม่ได้หมดหนทางเสียทีเดียว ยังมีโลก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปีนี้ Gadget ได้เปลี่ยนภาพจาก &#8220;ของเล่นคนรวย&#8221; ที่แสนจะไกลตัวให้กลายเป็นอุปกรณ์เปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดูเป็น &#8220;ชนชั้นกลางแบบไฮโซ&#8221; มากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่เล่น Gadget ในสยามประเทศปี 2009 จึงขยายฐานจากเดิม ลงมาสู่ชนชั้นกลางมากขึ้น และลามไปถึงชนชั้นล่างบางส่วนที่พยายามเกาะกระแสสังคมให้ทัน</p>
<p>จริงๆ ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคมไทยนะครับ ไม่จำเป็นต้องเกิด Gadget Fever อย่างที่ผมบอกก็ได้ แต่ปีนี้ค่อนข้างเด่นชัด โดยเฉพาะปฏิกิริยาเร่งโตอย่างปรากฎการณ์ &#8220;นช.ทวิต&#8221; เป็นตัวชูโรงครับ</p>
<p>เราต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ นช. ท่านนั้นที่ได้สร้างคุณูปการแก่วงการไอทีไทยอีกแล้ว เพราะผมไม่เคยเห็นใครบนโลกใบนี้ทวิตอะไรก็เป็นข่าวลงสื่อแทบทุกช่องทางในสยามประเทศ ความสะใจของการเสพสื่ออย่างนึงคือการเข้าใกล้ติดขอบจอ เมื่อ นช. เค้าทวิต แฟนๆ รากหญ้าของเขาก็พยายามจะหาช่องทางในการติดตามข่าวสารด้วยวิธีการต่างๆ</p>
<p>นั่นทำให้กระแส Netbook Fever เกิดขึ้นในสยามประเทศช่วงตั้งแต่ต้นปีมา ผมไม่ได้เหมารวมถึงภาวะนี้ว่าเกิดจาก นช. อย่างเดียวนะครับ เพราะภาวะความกลัวการเผชิญหน้าของชาวสยามได้ซึมลึกเกินกว่าที่เราจะมาพบปะประจัญหน้าเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเสรีเหมือนก่อน จึงหลีกเลี่ยงไปแสดงความเห็นในเว็บบอร์ด หรือ Social Network อื่นๆ กัน</p>
<p>พลอยให้อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อ Social Network นั้นพลอยขายดีไปด้วย เช่น มือถือที่สามารถต่อเน็ตได้, Netbook หรือ Aircard</p>
<p>ส่วนใครที่ไม่อาจตามโลก 2.0 ได้ก็ไม่ได้หมดหนทางเสียทีเดียว ยังมีโลก 1.0 ให้ติดตามกันอยู่ โดยเฉพาะจานดาวเทียมหลากสีหลายยี่ห้อ ที่สร้างความรู้สึก &#8220;เชื่อมโลก&#8221; ใบโตให้อยู่แค่หน้าจอโทรทัศน์ ลบภาพที่คนอื่น (โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง) ดูแคลนว่าสังคมปริมณฑลเป็นพวกไร้โลกทัศน์ลง</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 478px"><img class=" " style="border: black 1px solid;" src="http://www.techchee.com/wp-content/uploads/2008/08/raon-digital-everun-note-netbook-hits-korea-130808.jpg" alt="" width="468" height="312" /><p class="wp-caption-text">ภาพจาก Google Images</p></div>
<p>Gadget ที่เป็นพระเอกประจำปีนี้อย่าง Netbook จึงมีอัตราการขยายตัวสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ อย่าลืมนะครับว่าสยามประเทศมีพื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายครอบคลุมแค่ไม่กี่ตารางกิโลเมตร เอาแค่ในเมืองหลวงก็ยังไม่เต็มพื้นที่ดีเลย หากหวังพึ่ง 3G นี่คงแล้วใหญ่ ประหนึ่งรอถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ไม่คิดจะซื้อหวยกันนั่นแหละครับ</p>
<p>ชื่ออุปกรณ์ก็บอกอยู่แล้วว่า Netbook ไม่ใช่ Notebook การใช้งานหลักจึงมีเพียง CPU ที่รองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตและการใช้งานอื่นๆ เบื้องต้นเท่านั้น ถ้าอินเตอร์เน็ตไม่ดีหรือไม่มี การทำงานอื่นก็แทบไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับ Netbook เลย แม้ว่าข้อดีที่สร้างความน่าสนใจของมันคือน้ำหนักที่เบา แต่หน้าจอที่มีขนาดเล็กสร้างปัญหาการใช้งานให้กับผู้ใช้งานที่ต้องการทำงานต่อเนื่องกันนานๆ ให้ปวดตา และคีย์บอร์ดไทยที่จำเป็นต้องลดขนาดลงเพื่อยัดลงในโครงสร้างขนาดเล็กได้</p>
<p>แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่อยากสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองว่าเป็นคนทันสมัย ติดตามข่าวสารบ้านเมืองแบบไม่ถูกปิดกั้น ลบภาพที่ชนชั้นอื่นดูถูก หรือเลือกที่จะเข้าสู่สังคมเสมือนที่ปราศจากเรื่องการเมืองที่บังคับให้เลือกข้างเช่นนี้  การปลีกวิเวกด้วยอุปกรณ์ที่ย่อมเยาและพกพาสะดวกเช่นนี้ จึงเป็นที่นิยม และได้รับเลือกให้เป็น Gadget of The Year แห่งสยามประเทศครับ </p>
<p> </p>
<p>แต่ปีหน้า Netbook แป๊กแน่นอนนะครับ</p>
<p>ถ้าในมุมมองของเทคโนโลยี Intel บอกมาแล้วว่าสุดท้ายแล้วผู้ใช้งานก็ไม่ได้ชอบ Netbook ซะเท่าไหร่หรอก และเทคโนโลยี Touch Screen กำลังมาแรงด้วย Netbook จะถูกแปลงสภาพเป็น Tablet ราคาย่อมเยามากกว่า</p>
<p>ถ้าเฉพาะในสยามประเทศ เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น Netbook ที่มีราคาหมื่นต้นๆ ก็จะถูกแทนที่ด้วย Notebook ที่ทรงพลังกว่า ด้วยราคาที่คุ้มกว่า ขณะเดียวกันสังคมจะเริ่มนิ่งและเปิดกว้างให้แสดงออกมากขึ้น การพบปะพูดคุยเสวนากันแบบเจอกันตัวเป็นๆ จะกลับมาอีกครั้ง Social Network ก็จะลดความเชี่ยวกรากลงจากที่เคยเป็นเช่นทุกวันนี้</p>
<p>กระแส Netbook จะลดลง ตราบใดที่เรายังไม่มี 3G และนช. คนนั้นไม่ได้กลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p>ผมภาวนาให้ตัวเองคิดผิดเรื่องกระแส Netbook ด้วยเหตุผลข้อแรกข้อเดียวครับ!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/netbook-gadget-of-the-year/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อควรรู้เมื่อจะอัพเกรด iPhone Firmware 3.0</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/worth-knowing-iphone-firmware-3</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/worth-knowing-iphone-firmware-3#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2009 07:39:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[dtac]]></category>

		<category><![CDATA[firmware 3.0]]></category>

		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<category><![CDATA[mms]]></category>

		<category><![CDATA[upgrade]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=179</guid>
		<description><![CDATA[
firmware 3.0 มีขนาดประมาณ 200 กว่าๆ เม็ก ใช้ iTunes 8.2 ในการอัพเกรด และเสียเวลาในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ประมาณ 10-15 นาที
ก่อนเริ่มการอัพเกรดเฟิร์มแวร์นั้น คอมที่ใช้ต้องต่อเน็ตก่อน เพื่อ connect กับ Apple Server ไม่งั้นเริ่มขั้นตอนไม่ได้
ระหว่างการอัพเกรด หน้าจอ iPhone จะเป็นรูปแอปเปิ้ลพร้อมแถบแสดงสถานะการโหลดอยู่ สามารถใส่ซิมลงไปได้ โดยไม่กระทบต่อการโหลด
เพราะถ้าไม่ใส่ซิม iPhone จะเป็นเฟิร์มแวร์ 3.0 แต่เครื่องถูกล็อค ใช้งานไม่ได้ และต้องเสียเวลาทำใหม่
เมื่อทำการอัพเกรดเสร็จแล้ว แนะนำให้เข้าไปใส่ My Number เพื่อเปิดใช้งาน MMS
กรณีที่เป็นลูกค้าทรูมูฟ เครื่องจะขึ้น popup ให้ใส่ My Number หรือเบอร์โทรของซิมที่อยู่ในเครื่องทันที สะดวกมาก
ถ้าเป็นลูกค้าเจ้าอื่น ต้องไปตั้งค่า MMS เอง โดยเข้าไปที่ Setting &#62; General &#62; Network &#62; Cellular Data
ข้อมูลการตั้งค่าของ AIS
APN [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ol>
<li>firmware 3.0 มีขนาดประมาณ 200 กว่าๆ เม็ก ใช้ iTunes 8.2 ในการอัพเกรด และเสียเวลาในการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ประมาณ 10-15 นาที</li>
<li>ก่อนเริ่มการอัพเกรดเฟิร์มแวร์นั้น คอมที่ใช้ต้องต่อเน็ตก่อน เพื่อ connect กับ Apple Server ไม่งั้นเริ่มขั้นตอนไม่ได้</li>
<li>ระหว่างการอัพเกรด หน้าจอ iPhone จะเป็นรูปแอปเปิ้ลพร้อมแถบแสดงสถานะการโหลดอยู่ สามารถใส่ซิมลงไปได้ โดยไม่กระทบต่อการโหลด</li>
<li>เพราะถ้าไม่ใส่ซิม iPhone จะเป็นเฟิร์มแวร์ 3.0 แต่เครื่องถูกล็อค ใช้งานไม่ได้ และต้องเสียเวลาทำใหม่</li>
<li>เมื่อทำการอัพเกรดเสร็จแล้ว แนะนำให้เข้าไปใส่ My Number เพื่อเปิดใช้งาน MMS</li>
<li>กรณีที่เป็นลูกค้าทรูมูฟ เครื่องจะขึ้น popup ให้ใส่ My Number หรือเบอร์โทรของซิมที่อยู่ในเครื่องทันที สะดวกมาก</li>
<li>ถ้าเป็นลูกค้าเจ้าอื่น ต้องไปตั้งค่า MMS เอง โดยเข้าไปที่ Setting &gt; General &gt; Network &gt; Cellular Data</li>
<li>ข้อมูลการตั้งค่าของ AIS<br />
APN = multimedia<br />
Username = ไม่ต้องใส่<br />
Password = ไม่ต้องใส่<br />
MMSC = mms.mobilelife.co.th<br />
Proxy : 203.170.229.34:8080</li>
<li>ข้อมูลการตั้งค่าของ DTAC<br />
APN ของ DTAC = mms<br />
Username = ไม่ต้องใส่<br />
Password = ไม่ต้องใส่<br />
MMSC = <a href="http://mms.dtac.co.th:8002/" target="_blank"><span style="color: #5d5d5d;">http://mms.dtac.co.th:8002/</span></a><br />
Proxy : 203.155.200.133:8080</li>
<li>ตั้งค่าเสร็จแล้วลองปิด-เปิดเครื่องใหม่หนึ่งครั้ง และเข้าไปที่หน้า Message ดู</li>
<li>ถ้าสามารถใช้งานได้ จะขึ้นรูปกล้องอยู่ทางซ้ายมือข้างๆ text box ที่พิมพ์ข้อความเพื่อส่ง</li>
<li>ถ้าไม่ขึ้น แนะนำให้เช็คการตั้งค่า และปิดเปิดเครื่องอีกที (อ้าว - -&#8217;)</li>
<li>ผมทำอย่างนี้อยู่ตั้งสามรอบแหน่ะ กว่ามันจะขึ้นมา เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งท้อครับ ฮ่าๆๆ</li>
<li>ข้อดีอีกอย่าง คือ สามารถใช้งานฟังก์ชั่นที่ให้ iPhone เป็นทางผ่านสำหรับต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน USB หรือ Bluetooth</li>
<li>ฟังก์ชั่นในข้อ 10 ไม่ปรากฎเมื่อใส่ซิม dtac ครับ ป่อยยยย - -&#8217;</li>
<li>ปัญหาที่พบในการใช้ firmware 3.0 คือเครื่องหนืดขึ้น และ MMS บางคนรับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง</li>
<li>ปัญหาเรื่อง MMS บางคนรับได้บ้าง ไม่ได้บ้างนั้น สันนิฐาน (เอาเอง) ว่าอาจจะอยู่ที่ขนาดไฟล์ที่ใหญ่เกินไป</li>
<li>อธิบายอย่างนี้ครับ ปกติมือถือทั่วไป จะส่ง MMS ขนาดเล็ก ไม่น่าจะเกิน 100Kb ถ้าไฟล์รูปจากมือถือทั่วไปใหญ่เกิน มันจะทำการ resize ให้ ภาพที่ได้เลยไม่ชัดมาก ไม่ใหญ่มาก</li>
<li>แต่ iPhone ไม่สามารถ resize รูปที่ถ่ายจาก iPhone ได้ เวลาส่งไปไฟล์จะมีขนาดใหญ่จนเข้ามือถืออีกฝั่งไม่ได้ ต้องไปดูจาก URL แทน</li>
<li>ดังนั้น iPhone ส่งรูปถ่ายออกไปให้มือถือทั่วไปไม่ได้ - กับ iPhone (น่าจะ) ได้ แต่รับจากมือถือทุกเครื่องได้</li>
<li>ฟังก์ชั่นอื่นที่น่าสนใจ เช่น คีย์บอร์ดไทย 3 บรรทัด เอาตัวหนังสือไทยที่เขียนบ่อยมาวางไว้ สุดยอดมาก!</li>
<li>ฟังก์ชั่นในข้อ 21 พวกภาษาวิบัติคงชอบ สนุกแชทแน่ ฮ่าๆ</li>
<li>ฟังก์ชั่น &#8220;ตัด-ปะ&#8221; ใช้งานดีเยี่ยม โดยเฉพาะ Copy Link และ Copy ข้อความในเว็บมาแปะลงที่ SMS หรือการตั้งค่าใดๆ ก็ง่ายมาก</li>
<li>สุดท้าย ฟังก์ชั่น &#8220;เขย่า&#8221; ที่เป็นทั้ง Undo Typing และเปลี่ยนเพลง ก็เจ๋งครับ</li>
<li>แต่เปลี่ยนเพลงนี่ เคยใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินโทงเทง มันเปลี่ยนเพลงให้ผมเฉยเลย</li>
<li>แหม..ทำไปได้ - -&#8217;</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/worth-knowing-iphone-firmware-3/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Review : นิตยสารแจกฟรี Digital Lifestyle</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-dl-it-magazine</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-dl-it-magazine#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Apr 2009 12:44:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[GM Group]]></category>

		<category><![CDATA[IT News]]></category>

		<category><![CDATA[magazine]]></category>

		<category><![CDATA[review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=170</guid>
		<description><![CDATA[วันก่อนซื้อนิตยสาร GM ฉบับครบรอบ 23 ปีมา ซื้อเล่มแรกในรอบหลายเดือนเพราะปกเล่มนี้ไม่ใช่รูปผู้ชายครับ ฮ่าๆ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มันแถมนิตยสารแจกฟรี เนื้อหาเกี่ยวกับ Technology และ Gadget ต่างๆ ชื่อ &#8220;Digital Lifestyle&#8221; หรือย่อว่า &#8220;DL&#8221; น่าจะเป็นฉบับแรกที่ออกมาของนิตยสารหัวนี้ครับ

พลิกอ่านไปมา ผมได้พบกับสัดส่วนเนื้อหาที่แปลกประหลาด และไม่คิดว่าจะปรากฎในเครือนิตยสารที่มีคุณภาพอย่าง GM เริ่มตั้งแต่บทบรรณาธิการ ที่พยายามเอาคำพระ เล่าถึงกราฟ และพูดถึงวิถีของผู้รัก Gadget ว่าสุดท้ายแล้ว ถึงคุณจะมีอุปกรณ์อะไรก็ไม่ได้ช่วยให้มีความสุขอะไรมาก ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ (อ้าว&#8230; แล้วกูจะอ่านทำแมวน้ำอะไรว่ะ?)
ต่อมาก็พบกับสัดส่วนของโฆษณาแบบโต้งๆ โฆษณาแอบแฝงที่เนียนและไม่เนียนอยู่หลายที่ ผมเข้าใจดีว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์สมัยนี้ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับโฆษณา แต่ช่วยกรุณาหาสปอนเซอร์ให้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่คุณพูดถึงหน่อย เช่น เล่าเรื่อง iPhone แต่คุณไม่เห็นไปขอโฆษณาจากทรูมูฟ อย่างนี้ทรูมูฟสบายแฮเพราะมีคนโฆษณาให้ฟรีโดยไม่เสียเงินซักบาท แต่นิตยสารเสียหน้าสีไป 2 หน้าเต็ม ฮ่าๆๆ
เนื้อหาภายในแม้ตีมหลักจะไฮเทค แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เก่า และให้น้ำหนักกับเรื่องบางเรื่องมากไปจนน่ารำคาญ เช่น พูดถึง Wi-Fi จริงๆ ไม่ต้องท้าวความมากว่าความเป็นมาคืออะไร แต่ควรกระชับถึง &#8220;ปัจจุบัน&#8221; และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันก่อนซื้อนิตยสาร <a href="http://www.gmgroup.in.th/" target="_blank">GM</a> ฉบับครบรอบ 23 ปีมา ซื้อเล่มแรกในรอบหลายเดือนเพราะปกเล่มนี้ไม่ใช่รูปผู้ชายครับ ฮ่าๆ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มันแถมนิตยสารแจกฟรี เนื้อหาเกี่ยวกับ Technology และ Gadget ต่างๆ ชื่อ &#8220;<a href="http://www.dlfreemag.com/" target="_blank">Digital Lifestyle</a>&#8221; หรือย่อว่า &#8220;DL&#8221; น่าจะเป็นฉบับแรกที่ออกมาของนิตยสารหัวนี้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.dlfreemag.com/"><img class="aligncenter" src="http://www.dlfreemag.com/_admin/issues/GM_IS0000013.jpg" alt="" width="180" height="230" /></a></p>
<p>พลิกอ่านไปมา ผมได้พบกับสัดส่วนเนื้อหาที่แปลกประหลาด และไม่คิดว่าจะปรากฎในเครือนิตยสารที่มีคุณภาพอย่าง <a href="http://www.gmgroup.in.th/" target="_blank">GM</a> เริ่มตั้งแต่บทบรรณาธิการ ที่พยายามเอาคำพระ เล่าถึงกราฟ และพูดถึงวิถีของผู้รัก Gadget ว่าสุดท้ายแล้ว ถึงคุณจะมีอุปกรณ์อะไรก็ไม่ได้ช่วยให้มีความสุขอะไรมาก ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ (อ้าว&#8230; แล้วกูจะอ่านทำแมวน้ำอะไรว่ะ?)</p>
<p>ต่อมาก็พบกับสัดส่วนของโฆษณาแบบโต้งๆ โฆษณาแอบแฝงที่เนียนและไม่เนียนอยู่หลายที่ ผมเข้าใจดีว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์สมัยนี้ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับโฆษณา แต่ช่วยกรุณาหาสปอนเซอร์ให้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่คุณพูดถึงหน่อย เช่น เล่าเรื่อง iPhone แต่คุณไม่เห็นไปขอโฆษณาจากทรูมูฟ อย่างนี้ทรูมูฟสบายแฮเพราะมีคนโฆษณาให้ฟรีโดยไม่เสียเงินซักบาท แต่นิตยสารเสียหน้าสีไป 2 หน้าเต็ม ฮ่าๆๆ</p>
<p>เนื้อหาภายในแม้ตีมหลักจะไฮเทค แต่บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เก่า และให้น้ำหนักกับเรื่องบางเรื่องมากไปจนน่ารำคาญ เช่น พูดถึง Wi-Fi จริงๆ ไม่ต้องท้าวความมากว่าความเป็นมาคืออะไร แต่ควรกระชับถึง &#8220;ปัจจุบัน&#8221; และ &#8220;อนาคต&#8221; ของเทคโนโลยีนี้มากกว่า</p>
<p>ที่สำคัญ ไม่ต้องเน้น Wi-Fi ซะหมด เช่น ร้านนี้มีไวไฟนะเธอ โรงแรมนี้ก็มีไวไฟนะเธอ สปานี้ก็มีไวไฟนะเธอ อยู่ในทุกที่ที่พูดถึงสถานที่ต่างๆ หรือไม่ก็รวบไปเป็นคอลัมน์ตระเวณเที่ยว + หลอกแดกฟรีไป รีวิวอาหาร บรรยากาศ พูดถึงความเร็วและการเข้าใช้งาน Wi-Fi ของร้านนี้ว่าดีมั้ย เพราะบางร้านบอกเล่นฟรี แต่ต้องไปขอ Access Code อยู่ดี</p>
<p>แต่ผมเชื่อว่าในเล่มต่อๆ ไปคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่านี้ครับ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p> </p>
<p>สุดท้าย อันนี้เป็นข้อเรียกร้องไปยังนิตยสาร หรือหนังสืออื่นๆ ว่าถ้าอยากเห็นเมืองไทยเป็น &#8220;อารยะ&#8221; ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยนำเสนอเนื้อหาการใช้งานแบบถูกต้องลิขสิทธิ์กันหน่อยครับ เลิกซักทีกับการหาทริปวิธีการแก้ Genius บน XP, วิธีการ Jailbreak iPhone แล้วหันมาส่งเสริมการใช้งานที่ควรจะเป็น ใครจะรีวิว Windows ก็จะได้พูดถึงความคุ้มค่าที่จะเสียเงิน สอนการใช้ GIMP ให้เทพเหมือนกับใช้ Photoshop หรือแม้แต่การรีวิว iPhone App. ที่มีเป็นหมื่นตัว ทำเป็นปีก็ไม่หมดหรอกครับ</p>
<p> </p>
<p>อย่างนี้ค่อยเรียกว่า &#8220;สื่อ (ไอที) สร้างสรรค์&#8221; อย่างแท้จริง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/review-dl-it-magazine/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ถ่ายข้อมูลจาก Samsung F480 ไปที่ iPhone ด้วย Address Book</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/transfer-samsung-f480-contact-to-iphone</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/transfer-samsung-f480-contact-to-iphone#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2009 21:17:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Tech Know]]></category>

		<category><![CDATA[f480]]></category>

		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<category><![CDATA[mac os]]></category>

		<category><![CDATA[samsung]]></category>

		<category><![CDATA[Sync]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซื้อ iPhone 3G มาใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากเคยมี iPhone 2G ใช้อยู่พักนึงสมัยที่หิ้วมาขายกันล็อตแรกๆ ของเมืองไทย และช่วงเปิดตัว iPhone 3G ของ Truemove ที่บริษัทให้กลับมาใช้งานก่อนเพื่อความคุ้นเคย 
มือถือตัวเก่าอย่าง Samsung F480 ที่ใช้งานได้ดีอยู่เลยต้องถูกขายเพื่อเอาเงินไปต่อทุนซื้อซิลิโคนและอุปกรณ์เสริมกันไปครับ
 
ทีนี้ จะถ่ายข้อมูลจาก F480 เริ่มแรกเลยคือบรรดาเบอร์โทรศัพท์ทั้งหลาย ผมมีเบอร์อยู่ในเครื่องประมาณ 320 เบอร์ ซึ่งเกินกว่าซิมทั่วไปจะรับได้ (ซิมปกติมีความจุ 250 เบอร์) เพราะ iPhone สามารถเพิ่มเบอร์ทีละมากๆ ได้ด้วยวิธีการ Sync กับก๊อบเบอร์จากซิมลงเครื่องทีละชุดเท่านั้น
คราวแรก ผมใช้วิธีการก๊อบปี้ลงซิมสองรอบ เบอร์โทรมาครบหมดครับ แต่ขาดระเบียบวินัยอย่างแรง ส่วนใหญ่เวลาเราเม็มเบอร์ไว้ จะใส่ชื่อในช่อง First name กัน แต่ผมเม็มบางครั้งเผลอใส่ใน ​First name บ้าง Last name บ้าง บน F480 แสดงปกติครับ แต่พอบน iPhone [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซื้อ iPhone 3G มาใช้อย่างจริงจังเสียที หลังจากเคยมี iPhone 2G ใช้อยู่พักนึงสมัยที่หิ้วมาขายกันล็อตแรกๆ ของเมืองไทย และช่วงเปิดตัว iPhone 3G ของ Truemove ที่บริษัทให้กลับมาใช้งานก่อนเพื่อความคุ้นเคย </p>
<p>มือถือตัวเก่าอย่าง Samsung F480 ที่ใช้งานได้ดีอยู่เลยต้องถูกขายเพื่อเอาเงินไปต่อทุนซื้อซิลิโคนและอุปกรณ์เสริมกันไปครับ</p>
<p> </p>
<p>ทีนี้ จะถ่ายข้อมูลจาก F480 เริ่มแรกเลยคือบรรดาเบอร์โทรศัพท์ทั้งหลาย ผมมีเบอร์อยู่ในเครื่องประมาณ 320 เบอร์ ซึ่งเกินกว่าซิมทั่วไปจะรับได้ (ซิมปกติมีความจุ 250 เบอร์) เพราะ iPhone สามารถเพิ่มเบอร์ทีละมากๆ ได้ด้วยวิธีการ Sync กับก๊อบเบอร์จากซิมลงเครื่องทีละชุดเท่านั้น</p>
<p>คราวแรก ผมใช้วิธีการก๊อบปี้ลงซิมสองรอบ เบอร์โทรมาครบหมดครับ แต่ขาดระเบียบวินัยอย่างแรง ส่วนใหญ่เวลาเราเม็มเบอร์ไว้ จะใส่ชื่อในช่อง First name กัน แต่ผมเม็มบางครั้งเผลอใส่ใน ​First name บ้าง Last name บ้าง บน F480 แสดงปกติครับ แต่พอบน iPhone ชื่อกระจายตามตัวอักษรเลยครับ</p>
<p>เช่น ผมพิมพ์ True Nong ใน F480 จะเรียงจากตัว T แต่ iPhone ไปเรียงจากตัว N แทน เพราะ Nong ไปอยู่ในช่อง Last name</p>
<p> </p>
<p>แบบแรกไม่เวิร์คครับ เพราะซักพักผมไป Sync ไปมากับเครื่องคอม ทำให้เบอร์หายไปหมด อีกอย่าง ผมขี้เกียจถอดซิมเข้าออกมือถือสองเครื่องบ่อยๆ เลยลองใช้วิธีการ Sync กับ Macbook แทน เวลามีปัญหาอะไร กู้เบอร์ทั้งหมดจะได้ง่ายเพียงแค่เสียบสายเชื่อมต่อกับคอม ทุกอย่างก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม</p>
<p>ปัญหาต่อมาคือ F480 ไม่สามารถใช้ iSync บน Mac OSX 10.4.x หรือ Tiger ได้ ต้องเป็น 10.5 หรือ Leopard เท่านั้นครับ ผมเลยใช้วิธีลูกทุ่งคือ ส่งรายชื่อทั้งหมดเป็นไฟล์ .vcf โดยใช้คำสั่ง &#8220;send namecard&#8221; บน F480 ผ่าน ​​Bluetooth เข้า Macbook ครับ แต่รายชื่อนั้นไม่ได้มาก้อนเดียวหลายชื่อ ชื่อนึงก็ไฟล์นึง เลยมาเป็นร้อยไฟล์เลยครับ - -&#8217;</p>
<p>เมื่อได้ไฟล์ .vcf ซึ่งเป็นไฟล์เก็บรายชื่อและเบอร์โทรที่เป็นมาตรฐาน ใช้งานได้กับโปรแกรมจัดการได้หลายตัว บนแมคนี่คือ Address Book ที่มาพร้อมกับ Mac OSX อยู่แล้ว ผมก็ทำการ Import Card ทั้งหมดใส่ในเครื่อง และทำการจัดระเบียบให้เรียบร้อย เช่น จัดกลุ่ม แก้ไขชื่อที่มีปัญหา แก้ไขชื่อเป็นภาษาไทย (เพราะบน iPhone ยังพิมพ์ไทยไม่ได้)</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p>เมื่อเสร็จแล้ว ผมก็เปิด iTunes เลือกที่แถบ Info และให้ iPhone ทำการ Sync ข้อมูล Contact ที่อยู่ใน Address Book ทั้งหมดมาไว้ในเครื่องครับ</p>
<p> เสร็จเรียบร้อย!</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><strong>ข้อดี</strong>ของการใช้วิธีการนี้ คือ ทุกครั้งที่เอา iPhone มาเสียบกับเครื่องนี้ มันจะทำการแก้ไขข้อมูลรายชื่อและเบอร์โทรเก็บไว้ในเครื่องคอมเสมอ เวลามีปัญหาใดๆ ก็สามารถกู้กลับมาได้อย่างง่ายดาย และสะดวกในการแก้ไขข้อมูลต่างๆ อย่างผมเลือกที่จะพิมพ์ข้อมูลผ่าน Macbook หน้าจอใหญ่ๆ ดีกว่านั่งกดทีละตัวและพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้บน iPhone ครับ</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong>คือ ถ้าคอมเครื่องนั้นต้องต่อกับ iPhone เครื่องอื่น อาจถึงคราวชิบหายได้ถ้าไปตั้งให้ Auto Sync เพราะเบอร์ของคุณจะไปปรากฎอยู่ใน iPhone ของชาวบ้าน และทำการลบเบอร์ของเขาทิ้งไปหมด ดังนั้นจึงต้องระวังในทุกครั้งที่ไปเสียบกับเครื่องคอมที่ไม่ใช่ของตัวเองครับ</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p>รอบหน้า จะมาอธิบายวิธีการใช้งาน MobileMe ว่ามันเวิร์กยังงัย <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/transfer-samsung-f480-contact-to-iphone/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
