<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>UP2GU.NET</title>
	<atom:link href="http://www.up2gu.net/blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.up2gu.net/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 30 Dec 2011 19:09:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=abc</generator>
		<item>
		<title>สรุปเป้าหมายชีวิตปี 2554</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/recheck-my-target-2011</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/recheck-my-target-2011#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Dec 2011 19:09:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=265</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อก่อน ผมเขียนเป้าหมายชีวิตในปีใหม่ และทุกวันสิ้นปี ก็จะกลับมาย้อนดูว่าเราได้ทำอะไรตามนั้นมากน้อยแค่ไหน ต่อมาก็มาเขียนในเว็บแห่งนี้ และปัจจุบันผมเขียนบนเฟสบุ๊คแล้วแท็กเฉพาะเพื่อนที่สนิทให้เขาได้อ่านด้วย ทำต่อเนื่องมา 5ปีได้แล้วครับ ในหัวข้อตัวเลข และบทบรรยายด้านล่าง ผมคัดลอกมาจากเป้าหมายเมื่อต้นปี 2554 และได้สรุปผลที่ได้อยู่ทางด้านล่างครับ ปี 2554 ที่ผ่านมา ชีวิตผกผันไปหลายอย่างมาก จนจำไม่ได้ว่าเราเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง และทุกๆสิ้นปี จะใช้เวลานี้มาทบทวนทุกสิ่งอีกครั้งว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันครับว่าได้ทำอะไรครบตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่  1. เป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้วย ITEM Studio ปลายปี 53 ผมเกือบออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มตัว แต่ด้วยเรื่องบางเรื่องทำให้ผมยังคงอยู่ทำงานประจำต่อ ปี 54 นี้ ผมตั้งใจอย่างแข็งขันว่าจะทำให้ ITEM Studio เลี้ยงดูตัวเอง และน้องๆที่ทำงานด้วยกันให้เรียบร้อย และที่สำคัญ ผมไม่เคยลืมว่าจะต้องตอบแทนสังคม ด้วยวิธีการที่สนุกๆ สร้างสรรค์ และยั่งยืนครับ ผลที่ได้ &#62;&#62;&#62; พยายามจัดการอยู่หลายครั้ง หลายที เปิดคอนโดเป็นออฟฟิศด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ทุกคนอยากเป็นนายของตัวเอง มีวิธีการของตัวเอง ก็ย่อมไม่อาจบังคับใครให้มาอยู่ในระบบแบบที่ตั้งใจได้ซักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อย สิ่งที่ได้กลับมาคือวิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และเชื่อว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อก่อน ผมเขียนเป้าหมายชีวิตในปีใหม่ และทุกวันสิ้นปี ก็จะกลับมาย้อนดูว่าเราได้ทำอะไรตามนั้นมากน้อยแค่ไหน ต่อมาก็มาเขียนในเว็บแห่งนี้ และปัจจุบันผมเขียนบนเฟสบุ๊คแล้วแท็กเฉพาะเพื่อนที่สนิทให้เขาได้อ่านด้วย ทำต่อเนื่องมา 5ปีได้แล้วครับ</p>
<p>ในหัวข้อตัวเลข และบทบรรยายด้านล่าง ผมคัดลอกมาจากเป้าหมายเมื่อต้นปี 2554 และได้สรุปผลที่ได้อยู่ทางด้านล่างครับ</p>
<p>ปี 2554 ที่ผ่านมา ชีวิตผกผันไปหลายอย่างมาก จนจำไม่ได้ว่าเราเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง และทุกๆสิ้นปี จะใช้เวลานี้มาทบทวนทุกสิ่งอีกครั้งว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันครับว่าได้ทำอะไรครบตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่</p>
<p><strong> 1. เป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้วย ITEM Studio</strong></p>
<p>ปลายปี 53 ผมเกือบออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มตัว แต่ด้วยเรื่องบางเรื่องทำให้ผมยังคงอยู่ทำงานประจำต่อ ปี 54 นี้ ผมตั้งใจอย่างแข็งขันว่าจะทำให้ ITEM Studio เลี้ยงดูตัวเอง และน้องๆที่ทำงานด้วยกันให้เรียบร้อย และที่สำคัญ ผมไม่เคยลืมว่าจะต้องตอบแทนสังคม ด้วยวิธีการที่สนุกๆ สร้างสรรค์ และยั่งยืนครับ</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>พยายามจัดการอยู่หลายครั้ง หลายที เปิดคอนโดเป็นออฟฟิศด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ทุกคนอยากเป็นนายของตัวเอง มีวิธีการของตัวเอง ก็ย่อมไม่อาจบังคับใครให้มาอยู่ในระบบแบบที่ตั้งใจได้ซักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อย สิ่งที่ได้กลับมาคือวิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และเชื่อว่า ถ้าจะทำอีกครั้งนึง ก็ยิ่งใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น</p>
<p>แต่ที่สำคัญ ผมได้ปรับวิธีคิดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมใหม่ ด้วยการคิดว่าหากเราพร้อมที่จะประกอบการอะไรซักอย่างเพื่อช่วยให้สังคมดีขึ้น ก็ควรทำทันที โดยไม่ต้องคิดอ้อมว่าต้องทำธุรกิจก่อนแล้วค่อยตอบแทน อย่างเช่น การลงมือทำแพจากขวดน้ำพลาสติกเพื่อช่วยน้ำท่วม นี่คือการลงมือทำจริงๆ โดยยังไม่คิดเอาธุรกิจมานำทางก่อน</p>
<p><strong>2. ทำโปรเจคสื่อแนวทดลองด้วย UP2GU</strong></p>
<p>ตลอดปี 53 ผมทดลองสื่อสารกับผู้คนด้วยวิธีการต่างๆ ผ่านทาง twitter หรือบนเฟสบุ๊คเอง ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาดี ในปี 54 ผมจึงอยากทำโปรเจคสนุกๆ โดยชักชวนน้องๆ มาช่วยกันร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน คิดๆ ไว้เบื้องต้น จะมีรายการวิทยุ Podcast คุยเรื่องฟุตบอล, UP2GU TV ช่องรายการที่ผู้ชมคาดเดาไม่ได้ว่าจะได้ดูรายการอะไร หรือทำนิตยสารออนไลน์ รวมรวบเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องออกไปสัมภาษณ์เอง!</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ได้ลองทำ Podcast ไป 1 ตอน ทำรายการสอน Ukulele อย่าง UP2GULELE ที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม ถึงขนาดที่ได้เป็น &#8220;เซเล็ป&#8221; ออกรายการในเคเบิ้ลทีวีด้วยเลย เล่นทวิตเตอร์จนมีคนตามเกือบ 3500 ได้ฉายาว่า &#8220;เซเล็ปปลาดุก&#8221; เฉย แต่นิตยสารออนไลน์ ว่าจะทำอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้ทำซักที</p>
<p><strong>3. ท่องเที่ยวแบบมีสาระให้มากขึ้น</strong></p>
<p>รู้สึกได้ว่าตัวเองแก่เกินที่จะเที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ แล้วครับ แต่ผมกลับสนุกเวลาที่ได้ท่องเที่ยวแบบมีภารกิจที่ต้องทำด้วย ปีที่แล้ว ได้ขึ้นแม่แจ่มคนเดียวเพื่อไปสำรวจโรงเรียนทำค่าย มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับครูดอย และชาวบ้าน ได้ไปขอนแก่นเพื่อหาทำเลทำร้านกาแฟเพื่อนักศึกษาในฝันกัน หรือไปศรีสะเกษแบบรวดเร็วเพื่อทำรายการแก้ปัญหาน้ำท่วม ถ้าเป็นไปได้ ผมจะหาโอกาสท่องเที่ยวแบบนี้อีก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศครับ</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ได้ไปทำค่ายที่แม่แจ่มเมื่อต้นปี เป็นเรื่องเปลี่ยนชีวิตมากๆอีกครั้งนึง ได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี แล้วคิดโปรเจคมากมายที่อยากทำให้เมืองเงียบๆนี้สนุกอีกครั้ง ได้เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น แม้จะเป็นการไปถ่ายงาน แต่ก็พยายามซึมซับบรรยากาศบางอย่าง ได้หนีน้ำท่วมมาอยู่เชียงใหม่ จนได้งานและกำลังจะปักหลักใช้ชีวิตที่นี่ งานนี้ถือว่าคุ้มเลยครับ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p><strong>4. รักตัวเองให้มากขึ้น</strong></p>
<p>น้ำหนักล่าสุดที่ชั่งคือ 87 กิโลกรัม ผมเสียดายที่หมดโอกาสใส่เสื้อยืดสวยๆ หรือเดินทางท่องเที่ยวในที่ที่ต้องใช้พลังกายเยอะ ปีนี้ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น หาเวลาออกกำลังกายให้มากขึ้น นอนดึกให้น้อยครั้งลง ลดละอาหารที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ข้อนี้ไม่มีอะไรที่ดีกว่าเดิมเลย -&#8221;-</p>
<p><strong>5. ประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น</strong></p>
<p>ผมจะต้องกึ่งๆ ออกมาอยู่คนเดียว ต้องดูแลค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และด้วยโปรเจคต่างๆ มากมายที่ต้องใช้เงินลงทุนกับอุปกรณ์ คงต้องจัดการบัญชีชีวิตให้ดีขึ้นกว่านี้ เช่นเรื่องค่าเดินทาง คงจะเปลี่ยนมาใช้ขนส่งมวลชน หรือจักรยานแทน</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>หนี้สินยังมากมายเช่นเดิม หมดเงินไปกับอุปกรณ์อย่าง iPad, iPod และมือถือเครื่องใหม่ และก็ยังไม่ได้มีจักรยานเป็นของตัวเองอย่างที่ตั้งใจไว้ซักที</p>
<p><strong>6. ตั้งใจเรียน CIDI ให้จบ และหาวิธีคืนทุนให้ได้ไวที่สุด</strong></p>
<p> แม่ถามผมอยู่หลายครั้งว่า ถ้าเรียนออกแบบจบแล้ว จะสามารถสร้างประโยชน์หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ผมคงต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อทำให้ภาพฝันที่ขายไว้กลายเป็นจริง</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>เรียนไม่จบ ไม่ได้แสดงผลงานในนิทรรศการ และไม่ได้เรียนต่อด้วย เนื่องจากต้องมาทำงานที่เชียงใหม่ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเรียนที่นี่มากมายนัก นำมาใช้ประโยชน์อื่นๆได้เยอะ ทั้งเรื่องของงานดีไซน์ กระบวนความคิด และคอนเน็คชั่นต่างๆ</p>
<p><strong>7. จดให้มากขึ้น ถ่ายรูปให้มากขึ้น</strong></p>
<p>มีสมุดโทรมๆ เล่มนึงที่พักหลังผมหยิบขึ้นมาจดเรื่องราวต่างๆ ทุกครั้งที่ได้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวที่เคยเขียนไว้ ผมจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเศร้า หดหู่ หรือเต็มไปด้วยข้อความที่จับใจความไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ อาจจะไม่ใช่เวลานั้น แต่ซักวันนึงก็จะได้ใช้ อย่างเช่นเพลงหลายเพลงที่แต่งขึ้นในปีที่ผ่านมา</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>แทบไม่ค่อยได้บันทึกลงสมุดเลย ลายมือเข้าขั้นแย่ลงเรื่อยๆ แต่ขยันส่งโปสการ์ดหาผู้คน และถ่ายรูปมุมมองสวยๆ ผ่าน Instagram ให้มากขึ้น ส่วนมากนึกอะไรก็จะทวิตออกไป แทนการจดเสียมากกว่า ข้อเสียคือ มันต้องใช้ไฟฟ้าในการย้อนกลับไปอ่าน และย้อนกลับไปไม่ได้มากซะด้วย</p>
<p><strong>8. เขียนเพลง ทำเพลงให้ครบ 7 เพลง </strong></p>
<p>ปีที่แล้วผมมีอยู่สองเพลง รวมในสต๊อกแล้วเป็น 3 เพลง ปี 54 ขอฟิตๆ ทำให้ครบ 7 เพลงเป็นอัลบั้ม!</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>แต่งเพลงใหม่แบบขำๆ โดยใช้ ukulele อยู่เพลงนึง แต่ก็ยังไม่ครบเป้าหมาย 7 เพลงตามที่ตั้งใจไว้</p>
<p><strong>9. หนังสั้น หรือ MV 1 เรื่อง</strong></p>
<p>เขียนมาหลายปีแล้วว่าจะต้องทำให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จซักที ปีนี้ผมอยากทำให้เห็นภาพจริง เพื่อรองรับโปรเจคสนุกๆต่อไป ไม่แน่ อาจจะได้เห็นงานสเกลที่ใหญ่ ระดับละครเวทีของภาควิชากันเลยทีเดียว!</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ได้เป็นที่ปรึกษาของโปรเจคหนังสั้นที่ภาควิชาในช่วงท้ายๆ ของการถ่ายทำ พยายามชวนน้องๆ มาทำโปรเจคนี้ด้วยกันหลายหน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จซักที น้องก็รอบทหนังบ้าง รอเวลาที่ลงตัวบ้าง ไอ้เราก็ไม่เคยจะเขียนให้เขาเลยซักที -&#8221;-</p>
<p><strong>10. บวช!</strong></p>
<p>ผมสัญญากับเก๋ไก๋ &#8211; ธีรานุช พันเจริญ ขณะที่กำลังรดน้ำศพเธอว่าจะบวชให้กับเธอ และผมตั้งใจว่าจะใช้โอกาสนี้ อุทิศส่วนกุศลแด่มาย &#8211; ชยาภา เพื่อนสนิทอีกคนที่จากไป และทดแทนคุณพ่อแม่ในคราวเดียว อยากจะบวชซักพรรษานึง แต่ไม่รู้ว่าที่ทำงานจะว่ายังงัย (หรือเขาอาจจะไม่ว่าเพราะไม่ได้ทำต่อแล้ว <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ได้บวชครับ แต่บวชหน้าไฟงานศพของอาม่าแทน แค่ 3-4ชั่วโมง เพราะติดเรื่องเปลี่ยนงาน เลยไม่ได้บวชจริงจังซักที</p>
<p><strong>11. หาแฟน!</strong></p>
<p>เรื่องนี้ผมไม่ค่อยอยากจะหวัง หรือให้มันเป็นเป้าหมายในชีวิตนะครับ เพียงแต่เงื่อนไขบางอย่างที่ผมเคยตั้งไว้เอง ทำให้ผมเหลือเวลาที่จะพูดเรื่องนี้อีกแค่ 2 ปีเท่านั้น รอบปีที่ผ่านมา ได้รู้จักกับเธอที่นิสัยดีหลายคน บางคนผมก็กล้าที่จะพูดเปิดเผย บางคนผมก็กลัวเกินกว่าที่จะใกล้กว่านั้น ผมหวังว่าในปีที่จะมาถึง หากยังไม่มีวี่แววของเธอคนนั้น อย่างน้อยให้ได้ผมเฉียดเข้าใกล้ความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งจะได้ไหม ให้ผมได้รู้สึกว่า ผมยังคงมีลมหายใจเพื่อวันพรุ่งนี้ต่อไป</p>
<p><strong>ผลที่ได้ &gt;&gt;&gt;</strong></p>
<p>ตามสเตตัสที่เปลี่ยนไปนั่นแหละครับ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ปีที่ผ่านมา ได้ทำอะไรตามที่ตั้งใจไว้บ้างหรือยังครับ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/recheck-my-target-2011/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รางวัลที่สุดของทวิตเตอร์ในประเทศไทย ประจำปี 2011</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-of-theyear-2011twitter-thailand</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-of-theyear-2011twitter-thailand#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2011 22:42:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thai Style]]></category>
		<category><![CDATA[bestoftheyear2011]]></category>
		<category><![CDATA[thai]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=254</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากเหตุการณ์ในรอบปีบนทวิตเตอร์ของพี่น้องชาวไทยปีนี้เข้มข้นมาก จึงอยากจัดรางวัลที่สุดของทวิตเตอร์ในประเทศไทยประจำปีขึ้น โดยคัดเลือกรางวัลและผู้เข้าชิงด้วยตัวเอง อาจไม่กว้างขวางหรือเป็นทางการมากนัก แต่ก็เพื่อความสนุกเมื่อได้ย้อนถึงเหตุการณ์เหล่านั้นครับ ของรางวัลที่จะทำขึ้นคือ คีย์บอร์ดทองคำพร้อมสายสะพายเกียรติยศ จะพยายามจัดส่งไปให้ผู้ได้รับรางวัลให้ได้มากที่สุด ถือเป็นของขวัญปีใหม่ด้วยอารมณ์หยิกแกมหยอกนะครับ โดยจะประกาศผลวันที่ 25 ธ.ค. นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อยากจะบอกและย้ำเตือนว่า คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราสื่อสารออกไปนั้น เป็น &#8220;นาย&#8221; ของตัวเราอีกที จงรับผิดชอบกับการกระทำและผลลัพธ์อื่นๆที่จะตามมาด้วยครับ ด้วยรักและหวังดีนะจ๊ะ จุ๊บุจุ๊บุ สาขานักแสดงแทนยอดเยี่ยม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ เรยา @ReyaVongsawet (WINNER) น้องน้ำ นางสาววารี ปราบพนัง @nongnam สาขาตลกยอดเยี่ยม ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ #pearlbuff มุกตอบโต้จากนาย A และ B (WINNER) สาขาวลีเด็ดแห่งปี ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่ &#8220;แซะ&#8221; จาก วทน. (@wongthanong) (อ้างอิง : เหตุการณ์ที่ 1 http://bit.ly/tRWV7k , เหตุการณ์ที่ 2 http://bit.ly/vMDUYX, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากเหตุการณ์ในรอบปีบนทวิตเตอร์ของพี่น้องชาวไทยปีนี้เข้มข้นมาก จึงอยากจัดรางวัลที่สุดของทวิตเตอร์ในประเทศไทยประจำปีขึ้น โดยคัดเลือกรางวัลและผู้เข้าชิงด้วยตัวเอง อาจไม่กว้างขวางหรือเป็นทางการมากนัก แต่ก็เพื่อความสนุกเมื่อได้ย้อนถึงเหตุการณ์เหล่านั้นครับ</p>
<p>ของรางวัลที่จะทำขึ้นคือ คีย์บอร์ดทองคำพร้อมสายสะพายเกียรติยศ จะพยายามจัดส่งไปให้ผู้ได้รับรางวัลให้ได้มากที่สุด ถือเป็นของขวัญปีใหม่ด้วยอารมณ์หยิกแกมหยอกนะครับ โดยจะประกาศผลวันที่ 25 ธ.ค. นี้</p>
<p>ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อยากจะบอกและย้ำเตือนว่า คำพูดหรือตัวหนังสือที่เราสื่อสารออกไปนั้น เป็น &#8220;นาย&#8221; ของตัวเราอีกที จงรับผิดชอบกับการกระทำและผลลัพธ์อื่นๆที่จะตามมาด้วยครับ</p>
<p>ด้วยรักและหวังดีนะจ๊ะ จุ๊บุจุ๊บุ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-255" title="synergy-gold-cup-trophy-award" src="http://www.up2gu.net/blog/wp-content/uploads/2011/12/synergy-gold-cup-trophy-award.jpg" alt="" width="300" height="300" /></p>
<p><strong><a href="#">สาขานักแสดงแทนยอดเยี่ยม</a> </strong>ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>เรยา @<strong>ReyaVongsawet <strong>(WINNER)</strong></strong></em></li>
<li><em>น้องน้ำ นางสาววารี ปราบพนัง <strong>@nongnam</strong></em></li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาตลกยอดเยี่ยม</a> </strong>ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li> <a title="#pearlbuff" rel="nofollow" href="http://twitter.com/#!/search?q=%23pearlbuff"><em>#<strong>pearlbuff</strong></em></a></li>
<li><em>มุกตอบโต้จากนาย A และ B<strong> (WINNER)</strong></em></li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาวลีเด็ดแห่งปี</a></strong> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>&#8220;แซะ&#8221; จาก วทน. (@wongthanong)</em><br />
(อ้างอิง : เหตุการณ์ที่ 1 <a title="http://twitter.com/#!/wongthanong/status/141019819137961984" rel="nofollow" href="http://t.co/sqICFGu2" target="_blank">http://bit.ly/tRWV7k</a> , เหตุการณ์ที่ 2 <a title="https://twitter.com/#!/iwhale/status/141022314774003713" rel="nofollow" href="http://t.co/jkt2C0Sq" target="_blank">http://bit.ly/vMDUYX</a>, เหตุการณ์ที่ 3 <a title="https://twitter.com/#!/wongthanong/status/141159287702568960" rel="nofollow" href="http://t.co/qJx5XnFH" target="_blank">http://bit.ly/vdiOO6</a>)</li>
<li><em>&#8220;พูดแรงๆซักครั้งน้ำตาจะไหล&#8221; จากหนูดีมีไอคิว (@nudi_vanessa) <strong>(WINNER)</strong></em><br />
(อ้างอิง : <a href="http://www.oknation.net/blog/canthai/2011/10/18/entry-2" target="_blank">วาทะแห่งปี&#8230;น้ำท่วมไม่กลัว&#8230;กลัวอย่างเดียวผู้นำโง่ พวกเราจะตายกันหมด! หนูดี วนิษา เรซ อัจฉริยะดังในคืนเดียว ทวิตลั่นโลกเป็นเรื่อง.!&#8230;เว็บเสื้อแดงเต้นผาง</a>)</li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาสันติภาพ</a></strong> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>โย่งอาร์มแชร์ ขวัญใจแม่ยก (@YongArmchair)</em></li>
<li><em>สองเมตรคุง เจ้าพ่ออิอิกำ (@twometre) <strong>(WINNER)</strong></em></li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาดราม่ายอดเยี่ยม</a></strong> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>วทน.เจ้าพ่ออะเดย์ (@Wongthanong)  <strong>(WINNER)</strong></em><br />
จากผลงานดราม่ากับ @BaBYxxxEviL เรื่อง Profile, ใบตองกลางสยามของ @Wannchon และ &#8220;แซะ&#8221; กับ @iwhale</li>
<li>หสห.เจ้าแม่คอนแวน (@Hoksingha)<br />
จากการทวิตว่า &#8220;เวลาอ่านทวีตของใครก็ตาม ขอให้มองให้ออกว่า &#8220;เค้าทำไปเพื่ออะไร&#8221; อย่าแห่ไปตามกระแส เพราะคนชอบสร้างกระแสมีเยอะ และคนเหล่านั้น ครอบครัวมักแตกแยก<em>&#8221; </em>และการพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริง</li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาดาวรุ่งยอดเยี่ยม</a></strong> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>น้องว่านซนคนนุ่งใบตอง (@Wannchon) <strong>(WINNER)</strong></em></li>
<li><em>น้องฝ้า ดราม่าผิวพรรณ (@Futariireba)</em></li>
</ul>
<p><a href="#"><strong>สาขา Retweet ยอดเยี่ยม</strong></a> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li>หลีมีแต่โหด <em>(@pavielin)</em> <strong><em>(WINNER)</em></strong></li>
<li>คุณแนน อวาตาร์ทะลัก <em>(@NANamitada)</em></li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขา Hashtag ยอดเยี่ยม</a></strong> ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>#โลกมันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน โดย @youthlessprince <strong>(WINNER)</strong></em></li>
<li><em>#อิอิกำ โดย @twometre</em></li>
</ul>
<p><strong><a href="#">สาขาคำไทยในทวิตยอดนิยม</a></strong><br />
โหวตจากผู้เล่นทวิตเตอร์เท่าที่พอจะมาโหวตกันได้ ผ่าน <a href="twtpoll.com/diees2" target="_blank">twtpoll.com/diees2</a> คำได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><em>อิอิกำ</em></li>
<li><em>ฟิน <strong>(WINNER)</strong></em></li>
<li><em>เบยแจ้</em></li>
</ul>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ปล. แถมๆ เผื่อใครอยากดูทวิตจากผมที่ถูก RT มากที่สุดในรอบปี เชิญชมได้ที่ <a href="http://favstar.fm/users/up2gu/most_retweeted" target="_blank">http://favstar.fm/users/up2gu/most_retweeted</a> ได้เบยแจ้ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/best-of-theyear-2011twitter-thailand/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Are you blogger influencer?</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/are-you-blogger-influencer</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/are-you-blogger-influencer#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 07:53:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=251</guid>
		<description><![CDATA[จำไม่ได้แล้วครับว่าคำว่า &#8220;Blogger&#8221; ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลสำคัญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผมอาจยังอยู่ในยุคของคนที่เรียกตัวเองว่า &#8220;Diarist&#8221; เสียด้วยซ้ำ คงเพราะตัวผมเองเน้นเรื่องของการเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองบ้าง เขียนเรื่องสั้นบ้าง มากกว่าการเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเป็นกูรูในด้านใดๆ เหมือนบล็อกเกอร์ พักหลังผมได้ไปงานของ Blogger โดยเฉพาะ ทั้งงานที่ TCDC ในตอนที่เปิดนิทรรศการใหม่ หรือของเกเรทีม ที่เชิญผมไปดูหนังสารคดีที่ชื่อน่าสงสัยว่า &#8220;ฉายลับ&#8221; เกี่ยวกับเบื้องหลังและบรรยากาศในงาน Big Mountain Music Festival โดยผู้จัดทั้งสองที่ต่างต้อนรับอย่างดีประหนึ่งผมเป็นสื่อมวลชนอีกแขนงนึงกันเลย แต่เรื่องที่น่าตลกคือ ทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผมเป็น blogger สายไหน จะเป็นสาย Life Style, สายบันเทิง, สายภาพยนตร์, สายเทคโนโลยี, สาย Gadget หรืออื่นใดที่สามารถเป็นได้ และที่สำคัญ ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น blogger ชื่อดังอะไรนัก เมื่อก่อนเคยคิดอยากจะดังนะครับ ฮ่าๆๆ ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลย เคยมีบางช่วงบางตอนก็ดังขึ้นมาด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่พอเกิดเรื่องเยอะๆ ผมกลับรู้สึกว่า การที่เราเป็นตัวเราเอง มีวิธีการนำเสนอในแบบของเรา เป็นคนเลือกที่จะเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองความคิดและประสบการณ์ของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่มีค่า และทำให้เรามีจุดยืนเป็นของตัวเองอย่างน่าสนใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จำไม่ได้แล้วครับว่าคำว่า &#8220;Blogger&#8221; ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลสำคัญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผมอาจยังอยู่ในยุคของคนที่เรียกตัวเองว่า &#8220;Diarist&#8221; เสียด้วยซ้ำ คงเพราะตัวผมเองเน้นเรื่องของการเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองบ้าง เขียนเรื่องสั้นบ้าง มากกว่าการเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเป็นกูรูในด้านใดๆ เหมือนบล็อกเกอร์</p>
<p>พักหลังผมได้ไปงานของ Blogger โดยเฉพาะ ทั้งงานที่ TCDC ในตอนที่เปิดนิทรรศการใหม่ หรือของเกเรทีม ที่เชิญผมไปดูหนังสารคดีที่ชื่อน่าสงสัยว่า &#8220;ฉายลับ&#8221; เกี่ยวกับเบื้องหลังและบรรยากาศในงาน Big Mountain Music Festival โดยผู้จัดทั้งสองที่ต่างต้อนรับอย่างดีประหนึ่งผมเป็นสื่อมวลชนอีกแขนงนึงกันเลย</p>
<p>แต่เรื่องที่น่าตลกคือ ทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผมเป็น blogger สายไหน จะเป็นสาย Life Style, สายบันเทิง, สายภาพยนตร์, สายเทคโนโลยี, สาย Gadget หรืออื่นใดที่สามารถเป็นได้ และที่สำคัญ ผมก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น blogger ชื่อดังอะไรนัก</p>
<p>เมื่อก่อนเคยคิดอยากจะดังนะครับ ฮ่าๆๆ ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลย เคยมีบางช่วงบางตอนก็ดังขึ้นมาด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่พอเกิดเรื่องเยอะๆ ผมกลับรู้สึกว่า การที่เราเป็นตัวเราเอง มีวิธีการนำเสนอในแบบของเรา เป็นคนเลือกที่จะเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองความคิดและประสบการณ์ของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่มีค่า และทำให้เรามีจุดยืนเป็นของตัวเองอย่างน่าสนใจ</p>
<p>ผมเห็น Blogger หลายๆ คน ที่มีงานเขียนเป็นที่ยอมรับและเลี้ยงปากท้องได้เลย บ้างก็เป็นเหมือนคอลัมนิสต์ออนไลน์ บ้างก็เปิดเว็บไซต์เอง หรือถูกเชิญไปพูดในงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ กลายเป็นกูรูที่คนให้การยอมรับ ผมได้แต่งงๆ เวลาเขาไปพูดตามงานเปิดตัวนะครับว่า ถ้าบอกว่าเป็นกูรูชื่อดัง ทำไมผมไม่เห็นรู้จักเลยว่ะ ฮ่าๆๆ ทั้งๆที่เราก็อยู่ในโลกออนไลน์มานานแสนนาน</p>
<p>สำหรับผมแล้ว Blogger จึงเป็นอีกภาคส่วนนึงที่นำเสนอแง่มุมและแนวคิด ปัจจุบันผมเน้นการใช้ทวิตเตอร์ (@up2gu) ในการนำเสนอความคิดที่รวดเร็วและยังจิกกัดอย่างสนุกสนาน เหมือนเช่นเดียวกับสไตล์การเขียนของผมในเว็บแห่งนี้ ใช้ Facebook ในการเช็คกระแสผู้คนว่าสนใจเรื่องใดกันอยู่ในขณะนี้ และ Youtube เพื่อเติมเต็มเนื้อหาบางอย่างที่ไม่สามารถเล่าได้ด้วยตัวหนังสือ </p>
<p>ติดตามกันไปเรื่อยๆ นะครับ ยังมีอะไรฮาๆ อีกเยอะ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/are-you-blogger-influencer/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>19/4/11</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/ohok/19411</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/ohok/19411#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Apr 2011 21:24:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[OHOK]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=248</guid>
		<description><![CDATA[ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด ยิ่งถ้าได้อาบน้ำให้เนื้อตัวเย็นสบายก่อนเข้านอนด้วยแล้ว มันช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ลมพัดผ่านหน้าบ้านเอื่อยๆ เสียงโมบายที่ห้อยอยู่หน้าประตูบ้านดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ คอยขัดความเงียบสงบยามค่ำคืนที่ทำให้มีสมาธิ นั่งปั่นงานที่ค้างไว้หลายสัปดาห์จนเสร็จภายใน 4 ชั่วโมง ช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับทำให้ได้ทั้งงานและความสงบ ครุ่นคิดถึงความหลังในอดีต เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และอนาคตในอีกไม่ช้า ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง ที่ผมยังไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ตั้งใจทำให้มันดี โอกาสจำนวนมากที่ปล่อยให้หลุดมือไปในขณะที่ใครอยากคนกำลังโหยหายสิ่งๆ นั้น ความคิดเพียงวูบเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตใครคนนึงได้ เพียงแต่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสกับห้วงเวลาที่ทำให้เราคิดและเข้าใจภาวะนั้นเมื่อไหร่ บันทึกนี้ เพื่อเตือนสติครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด ยิ่งถ้าได้อาบน้ำให้เนื้อตัวเย็นสบายก่อนเข้านอนด้วยแล้ว มันช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ</p>
<p>ลมพัดผ่านหน้าบ้านเอื่อยๆ เสียงโมบายที่ห้อยอยู่หน้าประตูบ้านดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ คอยขัดความเงียบสงบยามค่ำคืนที่ทำให้มีสมาธิ นั่งปั่นงานที่ค้างไว้หลายสัปดาห์จนเสร็จภายใน 4 ชั่วโมง</p>
<p>ช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับทำให้ได้ทั้งงานและความสงบ ครุ่นคิดถึงความหลังในอดีต เรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และอนาคตในอีกไม่ช้า</p>
<p>ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง ที่ผมยังไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ตั้งใจทำให้มันดี โอกาสจำนวนมากที่ปล่อยให้หลุดมือไปในขณะที่ใครอยากคนกำลังโหยหายสิ่งๆ นั้น </p>
<p>ความคิดเพียงวูบเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตใครคนนึงได้<br />
เพียงแต่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสกับห้วงเวลาที่ทำให้เราคิดและเข้าใจภาวะนั้นเมื่อไหร่</p>
<p>บันทึกนี้ เพื่อเตือนสติครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/ohok/19411/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แผนอัตตาวิวัฒน์ ประจำปี 2554</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/ohok/up2gu-forward</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/ohok/up2gu-forward#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Jan 2011 09:45:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[OHOK]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=244</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกท่านครับ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้ผมต้องจากบ้านไปสองสัปดาห์เพื่อไปสร้างห้องน้ำให้กับเด็กชาวเขาที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และได้ไปพูดคุยกับทางโรงเรียนฝึกอาชีพของคนตาบอดใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแม่โจ้มาครับ มันเป็นปีใหม่ที่มีเีรื่องให้คิดตั้งแต่ต้นปีเลยครับ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มีความคิดที่จะทำอะไรอยู่หลายอย่าง เป็นโปรเจคสนุกๆ กัน แต่พอเอาเข้าจริง ความที่มันไม่มีแก่นที่ชัดเจน ทำให้ขั้นตอนและวิธีการทำให้ความฝันกลายเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ช้าเกินไป พอช่วงปีใหม่ได้ไปทำงานสาธารณะประโยชน์ที่เชียงใหม่ในช่วงสั้นๆ แล้ว จึงคิดว่า ถ้าเราเอาโปรเจคที่อยากทำมาสร้างประโยชน์บางอย่างได้ก็คงจะดี ผมถือว่าช่วงต้นปีเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ในทุกๆ ปีเมื่อถึงช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนปฏิทิน ผมจะใช้เวลาอ่านและทบทวนว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ตั้งใจทำสิ่งใด แล้วตอนนี้มาถึงไหนแล้ว ได้ลงมือทำ ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ หรือยังไม่ได้ทำเลยซักอย่าง และวางแผนว่าในปีถัดไปจะตั้งใจทำอะไรบ้าง โปรเจคสนุกๆ ส่วนตัวของผมนี้ ขออนุญาตล้อเลียนชื่อ &#8220;ประชาวิวัฒน์&#8221; ของรัฐบาล ให้เป็น &#8220;อัตตาวิวัฒน์&#8221; ตามชื่อเว็บว่า &#8220;เรื่องของกู&#8221; ดังนี้ครับ 1. Podcast ที่พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ผมอยากทำ Podcast ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อยากจะชวนเพื่อมาคุยเรื่องฟุตบอลแบบสนุกๆ กัน ความสนุกของคนดูบอลมันอาจไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันของทีมตัวเองเสมอไป แต่มันคือการพูดถากถาง ล้อเลียน หรือหยอกกัดแซวกันอย่างสนุกสนาน จนแล้วจนรอดโปรเจคนี้ก็ยังไม่ได้คืบหน้าเสียที เนื่องด้วยผมคงไม่มีเวลาตามข่าวสารฟุตบอลบ่อยๆ และข่าวฟุตบอลค่อนข้างมีเยอะแล้ว เลยจะขยายโปรเจคนี้ให้พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกท่านครับ <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานี้ผมต้องจากบ้านไปสองสัปดาห์เพื่อไปสร้างห้องน้ำให้กับเด็กชาวเขาที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และได้ไปพูดคุยกับทางโรงเรียนฝึกอาชีพของคนตาบอดใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแม่โจ้มาครับ มันเป็นปีใหม่ที่มีเีรื่องให้คิดตั้งแต่ต้นปีเลยครับ</p>
<p>จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้มีความคิดที่จะทำอะไรอยู่หลายอย่าง เป็นโปรเจคสนุกๆ กัน แต่พอเอาเข้าจริง ความที่มันไม่มีแก่นที่ชัดเจน ทำให้ขั้นตอนและวิธีการทำให้ความฝันกลายเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ช้าเกินไป พอช่วงปีใหม่ได้ไปทำงานสาธารณะประโยชน์ที่เชียงใหม่ในช่วงสั้นๆ แล้ว จึงคิดว่า ถ้าเราเอาโปรเจคที่อยากทำมาสร้างประโยชน์บางอย่างได้ก็คงจะดี</p>
<p>ผมถือว่าช่วงต้นปีเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ในทุกๆ ปีเมื่อถึงช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนปฏิทิน ผมจะใช้เวลาอ่านและทบทวนว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ตั้งใจทำสิ่งใด แล้วตอนนี้มาถึงไหนแล้ว ได้ลงมือทำ ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ หรือยังไม่ได้ทำเลยซักอย่าง และวางแผนว่าในปีถัดไปจะตั้งใจทำอะไรบ้าง</p>
<p>โปรเจคสนุกๆ ส่วนตัวของผมนี้ ขออนุญาตล้อเลียนชื่อ &#8220;ประชาวิวัฒน์&#8221; ของรัฐบาล ให้เป็น &#8220;อัตตาวิวัฒน์&#8221; ตามชื่อเว็บว่า &#8220;เรื่องของกู&#8221; ดังนี้ครับ</p>
<p><strong>1. Podcast ที่พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ </strong></p>
<p>ผมอยากทำ Podcast ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว อยากจะชวนเพื่อมาคุยเรื่องฟุตบอลแบบสนุกๆ กัน ความสนุกของคนดูบอลมันอาจไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันของทีมตัวเองเสมอไป แต่มันคือการพูดถากถาง ล้อเลียน หรือหยอกกัดแซวกันอย่างสนุกสนาน จนแล้วจนรอดโปรเจคนี้ก็ยังไม่ได้คืบหน้าเสียที เนื่องด้วยผมคงไม่มีเวลาตามข่าวสารฟุตบอลบ่อยๆ และข่าวฟุตบอลค่อนข้างมีเยอะแล้ว เลยจะขยายโปรเจคนี้ให้พูดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ครับ</p>
<p>ความคิดสร้างสรรค์ทางเสียง อาจจะมีตั้งแต่การจัด Playlist ของเพลงที่ให้อารมณ์ที่ต่อเนื่อง การหยิบเอาเรื่องราวที่ได้ผ่านพบมาเล่าสู่กันฟัง การชวนคนที่มีมุมมองน่าสนใจมาพูดคุย หรือการตั้งแง่มุมต่างๆใ้ห้คิดต่อ ตัวโครงรายการยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดมากนัก แต่ผมกำลังกำหนดคนจัดรายการกับผมด้วยแทน น่าจะเป็นรายการที่ให้ประโยชน์และสาระ ฟังง่ายๆ สนุกๆ ครับ</p>
<p><strong>2. UP2GU TV</strong></p>
<p>ถ้ามีรายการทีวีที่ผู้ชมไม่สามารถรู้เลยว่า ตอนต่อไปจะมีรายการอะไรให้ดูบ้าง มันจะเป็นยังไง?</p>
<p>นี่เป็นโจทย์แรกที่ผมตั้งขึ้นว่า อยากทำรายการทีวีที่มีทั้งหยอกกัดรายการทีวีด้วยกันเอง หรือเป็นรายการวาไรตี้ที่ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าช่วงนี้จะเป็นอะไร แค่อยากลองเล่าเรื่องด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น รายการพาทัวร์ร้านอาหารที่ไม่ต้องอวยกันว่าอร่อยกันอย่างเดียว หรือรายการสอนการกีฬาที่ใช้งานได้จริง  หรือเปิดแต่ MV สวยๆ ทั้งช่วงรายการ </p>
<p>ปีนี้จะลงทุนซื้อกล้องวีดิโอ ลองทำรายการพวกนี้ผ่าน Youtube ครับ</p>
<p><strong>3. UP2GU Online Magazine</strong></p>
<p>เป็นโปรเจคที่ต่อยอดจาก 2 โปรเจคแรก เป็นการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ตกหล่น หรือเป็นที่รวบรวมไอเดียสนุกๆ ที่จะนำไปต่อยอดทำ Podcast หรือ TV ได้ ผมกำลังมองถึง Social Network อย่าง Twitter ที่ทุกวันนี้ผมได้อ่านเรื่องราวหรือเกร็ดความรู้ต่างๆ ผ่าน 140 ตัวอักษรนี้ ถ้านำมาจัดหมวดหมู่ทำลิสต์ให้ดี มันก็เหมือนเป็นนิตยสารที่มีชีวิตอีกเล่มครับ</p>
<p>นี่คือความตั้งใจอันดับแรกๆ ของผมในปีนี้เลยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/ohok/up2gu-forward/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>8 ปี up2gu.net</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/8yearsagokid</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/8yearsagokid#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Nov 2010 17:17:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog Life]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=238</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นของ up2gu.net  เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการต่ออายุโดเมน up2gu.com ที่ไม่เรียบร้อย จึงหลุดมือไปอยู่กับคนอื่นแทน ทำให้ผมต้องเลือกที่จะใช้ชื่อ up2gu.net และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ตามชื่อ .net ด้วยการเป็นพื้นที่รวมตัวกันของนักเขียนไดอารี่อิสระที่มีความต้องการบางอย่างคล้ายกัน คือการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบของตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ที่ปรุงแต่งจากผู้ให้บริการบางรายในสมัยนั้น ย้อนไป 8 ปีที่แล้ว ผมยังไม่มีเครื่องมือดีๆ อย่าง WordPress มาช่วยทำให้การเขียนไดอารี่ของนักเขียนแต่ละคนสะดวกเท่าไหร่นัก หรือพื้นที่การแสดงผลงานก็ไม่ได้มีหลากหลายอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมยังจำได้ว่าในงานแฟตปีที่ 2 ผมเป็นคนรวบรวมงานเขียนจากหน้าไดอารี่ของแต่ละคน มารวมเล่มขายเป็นหนังสือทำมือ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการโปรโมตเว็บอยู่เลยครับ หลายครั้งที่ผมไปเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่น พยายามอยู่ในที่ๆ มีคนเห็น เพื่อเรียกแขกเข้าร้านผมบ้าง แต่เชื่อไหมครับ มันไม่มีที่ไหนที่สุขใจเท่าบ้านของผมหลังนี้อีกแล้ว ผมสามารถเขียนทุกเรื่องราวโดยไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาอ่านแล้วโวยวายหรือตีความไปต่างๆ นานา ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้างานจะเข้ามาดู status เหมือนอย่าง Facebook เช่นทุกวันนี้ สิ่งๆ นั้นเองที่ทำให้งานเขียนของผมค่อยๆ มีการพัฒนา จากที่เขียนสะเปะสะปะะ ไร้ทิศทาง กลายเป็นนักเล่าเรื่องที่่ค่อยๆ ร้อยเรียงเรื่องราวได้ วันนี้ มีคนเรียกผมว่าเป็น &#8220;Blogger&#8221; ตามสมัยนิยม ดูดีคล้ายสื่ออีกแขนงหนึ่ง แต่ความเป็นจริงผมก็ยังมองตัวเองว่าเป็นนักเขียนธรรมดา ที่พยายามทดลองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้งานไม่ออกมาซ้ำซากจำเจ เรื่องไหนที่ผมสนใจก็จะเขียนในแง่มุมที่ต่างออกไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นของ up2gu.net  เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการต่ออายุโดเมน up2gu.com ที่ไม่เรียบร้อย จึงหลุดมือไปอยู่กับคนอื่นแทน ทำให้ผมต้องเลือกที่จะใช้ชื่อ up2gu.net และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ตามชื่อ .net ด้วยการเป็นพื้นที่รวมตัวกันของนักเขียนไดอารี่อิสระที่มีความต้องการบางอย่างคล้ายกัน คือการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบของตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ที่ปรุงแต่งจากผู้ให้บริการบางรายในสมัยนั้น</p>
<p>ย้อนไป 8 ปีที่แล้ว ผมยังไม่มีเครื่องมือดีๆ อย่าง WordPress มาช่วยทำให้การเขียนไดอารี่ของนักเขียนแต่ละคนสะดวกเท่าไหร่นัก หรือพื้นที่การแสดงผลงานก็ไม่ได้มีหลากหลายอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมยังจำได้ว่าในงานแฟตปีที่ 2 ผมเป็นคนรวบรวมงานเขียนจากหน้าไดอารี่ของแต่ละคน มารวมเล่มขายเป็นหนังสือทำมือ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการโปรโมตเว็บอยู่เลยครับ</p>
<p>หลายครั้งที่ผมไปเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่น พยายามอยู่ในที่ๆ มีคนเห็น เพื่อเรียกแขกเข้าร้านผมบ้าง แต่เชื่อไหมครับ มันไม่มีที่ไหนที่สุขใจเท่าบ้านของผมหลังนี้อีกแล้ว ผมสามารถเขียนทุกเรื่องราวโดยไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาอ่านแล้วโวยวายหรือตีความไปต่างๆ นานา ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้างานจะเข้ามาดู status เหมือนอย่าง Facebook เช่นทุกวันนี้</p>
<p>สิ่งๆ นั้นเองที่ทำให้งานเขียนของผมค่อยๆ มีการพัฒนา จากที่เขียนสะเปะสะปะะ ไร้ทิศทาง กลายเป็นนักเล่าเรื่องที่่ค่อยๆ ร้อยเรียงเรื่องราวได้</p>
<p>วันนี้ มีคนเรียกผมว่าเป็น &#8220;Blogger&#8221; ตามสมัยนิยม ดูดีคล้ายสื่ออีกแขนงหนึ่ง แต่ความเป็นจริงผมก็ยังมองตัวเองว่าเป็นนักเขียนธรรมดา ที่พยายามทดลองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้งานไม่ออกมาซ้ำซากจำเจ เรื่องไหนที่ผมสนใจก็จะเขียนในแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อให้เกิดการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ หรือพยายามรวบรวมองค์ความรู้บางอย่างที่ได้จากการค้นหาบนอินเตอร์เน็ต แล้วนำมาเป็นแหล่งอ้างอิงได้</p>
<p>8 ปีที่ผ่านมา ผมต้องขอบคุณใครหลายๆ คนที่ยังติดตาม ช่วยสั่งสอน ชี้แนะ คำแนะนำกับผม และเว็บแห่งนี้ เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยได้เนิ่นนานขนาดนี้</p>
<p>และในปีต่อไปจากนี้ ผมอยากให้ทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามา ได้ติดตามเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ จะเกิดขึ้น ผมอยากจะใช้เวลาที่มีมากขึ้นหลังจากออกจากงานประจำที่ทำมา 4 ปีกว่า ทำโปรเจคสนุกๆ กันบนพื้นที่อิสระทางความคิดแห่งนี้ครับ</p>
<p>ขอบคุณครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/8yearsagokid/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Review Airport Link</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/review-airport-link</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/review-airport-link#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 19:36:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Thai Style]]></category>
		<category><![CDATA[airport link]]></category>
		<category><![CDATA[bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[transport]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เสือกเป็นเด็กฉลาด แต่บ้านค่อนข้างรายได้ต่ำ ทำให้ผมต้องอาศัยขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ และรถไฟ ในการเข้าไปเรียนหนังสือในกรุง ผมชอบความเชื่องช้าของรถเมล์ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดในยามเช้ามากกว่าการยืนโยกเยกบนรถไฟ แม้ว่ารถไฟจะไม่ต้องจอดหยุดนิ่งบนท้องถนนนาน แต่ผมก็อยากจะงีบหลับต่ออีกซักนิดมากกว่าไปถึงโรงเรียนไวๆ แล้วไม่มีอะไรทำ รถไฟที่ผมนั่งเป็นชั้น 3 ปัจจุบันนี้รัฐเค้าใจดีให้นั่งฟรีกันแล้ว เมื่อก่อนจากสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง มายังบ้านทับช้าง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้บ้านผมที่สุด เสียค่าโดยสารแค่ 5 บาท และถ้านั่งจากบ้านทับช้าง ไปหัวตะเข้ ก็เสียแค่ 3 บาทเท่านั้น ทำให้แม่ผมไปทำงานโดยใช้เงินแค่วันละ 20 บาท เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว เรียกได้ว่า รถไฟไทยมีบุญคุณกับครอบครัวผมมากที่เดียว ถึงแม้ว่าพักหลังๆ จะวิ่งชักช้าไม่ตรงตามเวลา เกิดอุบัติเหตุตกรางบ่อยแล้วไม่แจ้งให้ผู้โดยสารที่ยืนคอยรถไฟอยู่ทราบเลยก็ตาม ปล่อยให้รอกันเป็นชั่วโมงตามมีตามเกิด แต่มันก็ยังมีความน่ารักและคลาสสิคเสมอไม่เสื่อมคลาย ได้เห็นวิวทิวทัศน์อย่างที่เราไม่เคยเห็น ได้ผ่านชุมชนหลายชุมชนที่อยู่กันอย่างเบียดเสียดริมทางรถไฟ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่เอาปลาใส่กะละมังมาขายที่มักกะสัน ก็สนุกดีครับ วันนึง ผมเห็นผู้รับเหมาพยายามเอาทรายถมที่ลุ่มน้ำที่อยู่ริมทางรถไฟ พยายามสร้างตอม่อขึ้นมา ผมจำไม่ได้ชัดเจนนักว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น มันแทบไม่มีวี่แววความสำเร็จเลยครับ นึกสภาพรถสิบล้อเป็นสิบคันจมโคลนตม ต้องถางหญ้าที่สูงสองเมตรกว่าตลอดทางรถไฟ ผมว่าคงมีใครหลายคนโดนงูฉกบ้างหล่ะครับ แต่วันนี้ ภาพลักษณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว โครงการเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ได้เสร็จสิ้นเสียที แม้จะมีอุปสรรคให้ล่าช้าไปปีสองปีก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ โซนตะวันออก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<p>ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เสือกเป็นเด็กฉลาด แต่บ้านค่อนข้างรายได้ต่ำ ทำให้ผมต้องอาศัยขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ และรถไฟ ในการเข้าไปเรียนหนังสือในกรุง ผมชอบความเชื่องช้าของรถเมล์ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดในยามเช้ามากกว่าการยืนโยกเยกบนรถไฟ แม้ว่ารถไฟจะไม่ต้องจอดหยุดนิ่งบนท้องถนนนาน แต่ผมก็อยากจะงีบหลับต่ออีกซักนิดมากกว่าไปถึงโรงเรียนไวๆ แล้วไม่มีอะไรทำ</p>
<p>รถไฟที่ผมนั่งเป็นชั้น 3 ปัจจุบันนี้รัฐเค้าใจดีให้นั่งฟรีกันแล้ว เมื่อก่อนจากสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง มายังบ้านทับช้าง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้บ้านผมที่สุด เสียค่าโดยสารแค่ 5 บาท และถ้านั่งจากบ้านทับช้าง ไปหัวตะเข้ ก็เสียแค่ 3 บาทเท่านั้น ทำให้แม่ผมไปทำงานโดยใช้เงินแค่วันละ 20 บาท เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว</p>
<p>เรียกได้ว่า รถไฟไทยมีบุญคุณกับครอบครัวผมมากที่เดียว ถึงแม้ว่าพักหลังๆ จะวิ่งชักช้าไม่ตรงตามเวลา เกิดอุบัติเหตุตกรางบ่อยแล้วไม่แจ้งให้ผู้โดยสารที่ยืนคอยรถไฟอยู่ทราบเลยก็ตาม ปล่อยให้รอกันเป็นชั่วโมงตามมีตามเกิด แต่มันก็ยังมีความน่ารักและคลาสสิคเสมอไม่เสื่อมคลาย ได้เห็นวิวทิวทัศน์อย่างที่เราไม่เคยเห็น ได้ผ่านชุมชนหลายชุมชนที่อยู่กันอย่างเบียดเสียดริมทางรถไฟ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่เอาปลาใส่กะละมังมาขายที่มักกะสัน ก็สนุกดีครับ</p>
<p>วันนึง ผมเห็นผู้รับเหมาพยายามเอาทรายถมที่ลุ่มน้ำที่อยู่ริมทางรถไฟ พยายามสร้างตอม่อขึ้นมา ผมจำไม่ได้ชัดเจนนักว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น มันแทบไม่มีวี่แววความสำเร็จเลยครับ นึกสภาพรถสิบล้อเป็นสิบคันจมโคลนตม ต้องถางหญ้าที่สูงสองเมตรกว่าตลอดทางรถไฟ ผมว่าคงมีใครหลายคนโดนงูฉกบ้างหล่ะครับ</p>
<p>แต่วันนี้ ภาพลักษณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว โครงการเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ได้เสร็จสิ้นเสียที แม้จะมีอุปสรรคให้ล่าช้าไปปีสองปีก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ โซนตะวันออก เพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p><img class="  alignnone" title="ป้ายทางขึ้นสถานี" src="http://lh5.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIW5lVGaI/AAAAAAAAALA/2wLlA4SdluM/2010-08-26_17-49-50_244_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="" width="512" height="382" /></p>
<p>ผมใช้โอกาสเมื่อวันพฤหัสที่  26 ส.ค. 53 เป็นการทดลองการขึ้น Airport Link จากสถานีหัวหมาก ไปยังสถานีมักกะสัน ให้เสมือนกับการนั่งไปทำงานตอนเช้าจริงๆ ที่ผมไม่เลือกที่จะขึ้นจากสถานีบ้านทับช้างที่อยู่ใกล้บ้านกว่า เพราะไม่มีเส้นทางที่รถจะเข้าไปจอดที่สถานีได้ง่ายครับ หรือถ้าขับไปจริงๆ จอดที่สถานีหัวหมากใกล้กว่าอีกครับ</p>
<p>สิ่งแรกเมื่อขับรถเข้ามาที่สถานีเลยคือ สถานีรถไฟฟ้ามีขนาดใหญ่ คลุมทางเดินรถไฟสองราง และขยายไปคลุมพื้นที่ข้างทางรถไฟค่อนข้างมาก แต่พื้นที่จอดรถน้อยมาก จนรถต้องมาจอดที่ริมถนนเป็นทางยาวเลยครับ</p>
<p><img class="  alignnone" title="ทางขึ้นสถานีช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน" src="http://lh6.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIXAI12OI/AAAAAAAAALE/gibAVrQZMO0/2010-08-26_17-50-15_571_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="ทางขึ้นสถานีช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน" width="512" height="382" /></p>
<p>หน้าทางขึ้นมีนาฬิกาขนาดใหญ่ เหมือนกับ BTS และ MRT เพื่อบอกเวลามาตรฐาน อยู่บริเวณหน้าทางขึ้นชานชลาครับ แต่ที่แย่ก็คือ มีแค่บันไดเลื่อนขาขึ้น แต่ไม่มีขาลงครับ มีแค่บันไดธรรมดาประกบสองข้างบันไดเลื่อนเท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกมันเอาอะไรคิดกันครับ จะแบกกระเป๋าสัมภาระลงมากันได้อย่างไร คนแก่คนชราจะขึ้นกันอย่างไร ไม่ต้องถึงมือผู้พิการเลยครับ</p>
<p><img class="  alignnone" title="บันไดเลื่อนมีแต่ขาขึ้น ไม่มีขาลง" src="http://lh3.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIXyaX6SI/AAAAAAAAALI/sq1sbjNrrwY/2010-08-26_17-50-26_457_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="บันไดเลื่อนมีแต่ขาขึ้น ไม่มีขาลง" width="512" height="382" /></p>
<p>เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่สอง จะพบกับความเวิ้งว้างว่างเปล่าของสถานีที่กว้างใหญ่ ผมคะเนด้วยสายตาแล้วว่า สถานีหัวหมากมีพื้นที่มากกว่าสถานีรถไฟฟ้าสยามเกือบสองเท่า! เข้าใจว่าในอนาคตอาจมีการเปิดให้ร้านค้ามาเช่าพื้นที่ แต่ผมว่ามันใหญ่เกินไปครับ น่าจะไปขยายพื้นที่จอดรถ หรือทำบันไดเลื่อนมากกว่าด้วยซ้ำ</p>
<p><img class="  alignnone" title="กว้างประหนึ่งความใจกว้างของคนไทย" src="http://lh4.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIYPIf5MI/AAAAAAAAALM/Nc_KVNLH9Ns/2010-08-26_17-51-12_493_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="กว้างประหนึ่งความใจกว้างของคนไทย" width="512" height="382" /></p>
<p>เดินเข้าไปซักพักก็เจอช่องขายตั๋วครับ วันนี้ค่าโดยสารยังเป็นแบบ 15 บาทตลอดสาย ตั๋วโดยสารจึงมีหน้าตาเชยๆ เป็นตั๋วฉีกแบบนี้ไปพลางๆ ก่อน ให้ได้บรรยากาศเหมือนจะมานั่งชิงช้าสวรรค์งานวัดแทน</p>
<p><img class="  alignnone" title="นึกว่าจะเดินขึ้นไปนั่งชิงช้าสวรรค์" src="http://lh3.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIYtto-jI/AAAAAAAAALQ/NKd6XlmFevo/2010-08-26_17-52-20_198.jpg" alt="นึกว่าจะเดินขึ้นไปนั่งชิงช้าสวรรค์" width="512" height="382" /></p>
<p>ทางขึ้นมีให้เลือกสองทาง ทางซ้ายเข้าเมือง เขียนว่าไปยังสถานีพญาไท ทางขวาเข้าสนามบินครับ</p>
<p><img class="  alignnone" title="ซ้ายพญาไท ขวาสุวรรณภูมิ" src="http://lh6.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIZNIV4dI/AAAAAAAAALU/aL1ZjQmVE9c/2010-08-26_17-52-36_122.jpg" alt="ซ้ายพญาไท ขวาสุวรรณภูมิ" width="512" height="382" /></p>
<p>เมื่อขึ้นไปชั้นสาม ก็จะเจอกับชานชลา สถานีหัวหมากจะจัดให้รถไฟฟ้าวิ่งที่ด้านนอก ตัวชานชลาจะอยู่ด้านใน ต่างกับสถานีรามคำแหงที่ตัวสถานีอยู่ด้านนอก เนื่องจากพื้นที่น้อยกว่า ผมยืนรออยู่ไม่ทันไรรถไฟก็มาแล้วครับ</p>
<p><img class="  alignnone" title="ไม่ต้องรอนานเลย แป๊บเดียวมาแล้ว" src="http://lh3.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIZxxfKCI/AAAAAAAAALc/pb7tMlfC7hI/2010-08-26_17-53-17_285_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="ไม่ต้องรอนานเลย แป๊บเดียวมาแล้ว" width="512" height="382" /></p>
<p>เข้าไปยังตัวรถไฟแล้ว พบว่าพื้นที่ภายในแคบกว่า BTS และ MRT ที่นั่งเป็นแบบแถวยาวไม่ล็อคที่นั่งเหมือน BTS และ MRT พื้นที่ทางเดินที่แคบทำให้ผมสงสัยว่า บนขบวน City Line เค้าไม่เผื่อให้ผู้โดยสารขนกระเป๋าอะไรมากมายกันเลยใช่ไหมครับ เพราะแค่คนยืนกันอย่างหลวมๆ ก็ไม่มีที่ให้วางกระเป๋าใดๆ แล้วครับ และที่สำคัญ ประตูปิดเสียงดังมาก นึกว่านั่งอยู่กระสวยอวกาศเตรียมจะไปดวงจันทร์กันเลยทีเดียว</p>
<p><img class="  alignnone" title="นี่แค่ขำๆ ลองนึกภาพตอนเช้าๆ จะแน่นขนาดไหน" src="http://lh3.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIaztDlwI/AAAAAAAAALk/lS2gRVtezcI/2010-08-26_17-54-10_158_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="นี่แค่ขำๆ ลองนึกภาพตอนเช้าๆ จะแน่นขนาดไหน" width="512" height="382" /></p>
<p>ถ้าเรียกลำดับสถานี จะเริ่มจากลาดกระบัง &gt; บ้านทับช้าง &gt; หัวหมาก &gt; รามคำแหง &gt; มักกะสัน &gt; ราชวิถี &gt; พญาไท ไม่มีสถานีคลองตันเหมือนรถไฟปกติเนื่องจากคลองตันเป็นสถานีซ่อมบำรุงไปแล้ว ไม่มีพื้นที่ทำสถานีโดยสารอีก การออกแบบสถานีก็ต่างกันออกไปตามพื้นที่ที่มี บังเอิญผมได้นั่งแค่หัวหมากถึงมักกะสันเท่านั้น จึงอธิบายได้แค่สามสถานี</p>
<p><img class="  alignnone" title="บรรยากาศบนสถานีหัวหมาก" src="http://lh6.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIaQA0YAI/AAAAAAAAALg/QF8Ngwu963U/2010-08-26_17-53-28_151_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="บรรยากาศบนสถานีหัวหมาก" width="512" height="382" /></p>
<p>เมื่อถึงมักกะสันแล้ว ต้องลงมาที่ชั้นสอง เดินผ่านอาคารผู้โดยสารที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล (อีกแล้ว) เข้าใจว่าที่แห่งนี้จะเป็นที่เช็คอินก่อนที่จะขึ้นรถไฟฟ้าแล้วมุ่งตรงสู่สนามบิน แต่โซนที่ผมเดินผ่านไม่น่าจะเกี่ยวกับการเช็คอินใดๆ ก็ยังมีพื้นที่เหลือมาก และยิ่งด้วยหลังคาที่สูงโปร่งทำให้นึกถึงการออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิที่ถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะแก่เขตร้อน เพราะหลังคาที่สูงเกินไปต้องใช้พลังงานในการทำความเย็นมากกว่าปกติ</p>
<p><img class=" alignnone" title="หลังคาจะสูงไปไหน" src="http://lh4.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIbUW-JHI/AAAAAAAAALo/6uTU3fgYYPs/s576/2010-08-26_18-04-46_522_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="หลังคาจะสูงไปไหน" width="430" height="576" /></p>
<p>ผมต้องลงมาอีกสองชั้น ถึงจะลงสู่ภาคพื้นดินได้ ด้านล่างผมสังเกตเห็นอาคารที่จอดรถที่น่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ใช้บริการ มีทางเข้าเพื่อรับส่งผู้โดยสารอย่างเป็นระเบียบ มีห้องน้ำตามทางเดินที่ไม่ต้องเดินไปไหนไกลๆ ที่สำคัญคราวนี้ มีบันไดเลื่อนทั้งขึ้นและลง รวมทั้งลิฟต์แล้วครับ</p>
<p>ผมใช้เวลาในการเดินทาง ตั้งแต่ขึ้นบนรถไฟฟ้าที่หัวหมาก จนถึงมักกะสัน แค่ 10 นาทีครับ ถือว่าเร็วมากถ้าเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีการอื่นๆ ทุกชนิด และค่อนข้างสะดวกในการเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่นๆ เพราะที่สถานีมักกะสัน เดินลงไปอีกนิดหน่อยก็จะถึง MRT แล้วครับ และติดถนนใหญ่ มีแท๊กซี่ รถเมล์ และพี่วินคอยจอดรอโบกมือเรียกใช้บริการ ชนิดที่เรียกว่า เดินทางกลับบ้านดึกๆ ไม่เหงาเลยครับ</p>
<p>ที่สำคัญ บนตัวสถานีจะมีบอร์ดที่แจ้งว่า สายการบินอะไรจะขึ้นบินและลงจอดที่สุวรรณภูมิ กับอีกบอร์ดที่นอกจากจะแจ้งเวลาปัจจุบันแล้ว ยังแจ้งบอกอีกว่า อีกกี่นาที รถไฟทั้งสาย Express และ City Line จะมาถึงชานชลาครับ ไม่ต้องเสียเวลารอคอยอย่างเปล่าประโยชน์แต่อย่างใด</p>
<p><img class="  alignnone" title="เดินนิดเดียว ถึงถนนใหญ่แล้ว" src="http://lh4.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIbofl0uI/AAAAAAAAALs/QJvSXHIQaxU/2010-08-26_18-08-57_939_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="เดินนิดเดียว ถึงถนนใหญ่แล้ว" width="512" height="382" /></p>
<p>ขาไป ผมเดินทางตอน 6 โมงเย็น ก็มีนักท่องเที่ยว และผู้โดยสารทั่วไปค่อนข้างหนาตา ขากลับเดินทางตอน 5 ทุ่มครึ่ง ก็ยังไม่เงียบเหงาซะทีเดียว เพราะปลายทางคือสนามบินครับ ยังงัยก็ต้องมีผู้คนไปที่นั่นอยู่แล้ว</p>
<p><img class="  alignnone" title="ที่นั่งแบบโล่งๆ" src="http://lh6.ggpht.com/_N1RVlozwnJw/THgIdTI0kGI/AAAAAAAAAL8/hgJPx1OtMaU/2010-08-26_23-29-36_128_พระโขนงเหนือ.jpg" alt="ที่นั่งแบบโล่งๆ" width="512" height="382" /></p>
<p>ไปๆ มาๆ ถ้ามีการปรับปรุงที่จอดรถให้เพิ่มขึ้น หรือถ้าฝนไม่ตกแล้ว ก็คงขี่มอเตอร์ไซค์มุดใต้สะพานไปจอดที่สถานีบ้านทับช้าง แล้วนั่ง Airport link ไปทำงานดีกว่าครับ เพราะทุกวันนี้ต้องเสียทั้งค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ เสียเวลา เสียสุขภาพจิตเวลารถติดอีก</p>
<p>รู้งี้น่าจะมีตั้งนานแล้วเน๊าะคุณๆ จะได้ไม่เจ๊งอย่างทุกวันนี้</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/thai-style/review-airport-link/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอบคุณกูเกิ้ลที่เห็นประเทศไทยอยู่ในแผนที่โลก</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/thank-for-pin-thailand-in-google-roadmap</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/thank-for-pin-thailand-in-google-roadmap#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Aug 2010 17:37:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tech Know]]></category>
		<category><![CDATA[apple]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[google services]]></category>
		<category><![CDATA[search engine]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=228</guid>
		<description><![CDATA[ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในเมืองไทยยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ทำให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งชะลอแผนการลงทุนหรือการตั้งสำนักงานใหญ่ และให้ความสำคัญกับประเทศเวียดนาม เพื่อนบ้านเรามากกว่า เราจึงได้เห็นข่าวเรื่อง iPhone4 หรือแม้กระทั่ง Wellcom A800 Tablet ขนาด 7 นิ้วซึ่งเป็นแบรนด์ไทย ไปโผล่และเปิดตัวที่เวียดนามก่อน แต่สิ่งนึงที่ผมติดตามความเคล่ือนไหวผ่านข่าวมาซักระยะ คือความพยายามของกูเกิ้ลที่จะมาปักหลักทำการตลาดที่ประเทศไทยแบบไม่เกรงใจไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าทางการตลาดในไทยมาก่อน (ที่เป็นเจ้าตลาดได้ต้องขอบคุณพันทิพย์, ฟอร์จูน และเซียร์รังสิตมากกว่านะ) กูเกิ้ลเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องให้กับพี่น้องชาวไทยเสมอ ล่าสุดก็คือ เปิดตัว Google Chrome อย่างเป็นทางการที่ True Digital Park เหตุผลที่กูเกิ้ลใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเรื่อง Search ปริ่ม 100% และยิ่งผมได้ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรเจค Search Engine ในประเทศไทยแล้วพบว่า จากเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้าพูดเรื่องค้นหาคำไทย ต้องนึกถึง ThaiQuest หรือ SiamGuru ก่อน วันนี้ใครๆ ก็ต้องพูดแต่ประโยคว่า &#8220;Search Engine คุณทำงานได้ฉลาดอย่างกูเกิ้ลหรือเปล่า?&#8221; ในมุมของนักพัฒนาโปรแกรม ฟังดูเหมือนว่าเรากำลังถูกต่างชาติครอบงำและผูกขาดการค้นหาคำไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในเมืองไทยยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ทำให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งชะลอแผนการลงทุนหรือการตั้งสำนักงานใหญ่ และให้ความสำคัญกับประเทศเวียดนาม เพื่อนบ้านเรามากกว่า เราจึงได้เห็นข่าวเรื่อง iPhone4 หรือแม้กระทั่ง Wellcom A800 Tablet ขนาด 7 นิ้วซึ่งเป็นแบรนด์ไทย ไปโผล่และเปิดตัวที่เวียดนามก่อน</p>
<p>แต่สิ่งนึงที่ผมติดตามความเคล่ือนไหวผ่านข่าวมาซักระยะ คือความพยายามของกูเกิ้ลที่จะมาปักหลักทำการตลาดที่ประเทศไทยแบบไม่เกรงใจไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าทางการตลาดในไทยมาก่อน (ที่เป็นเจ้าตลาดได้ต้องขอบคุณพันทิพย์, ฟอร์จูน และเซียร์รังสิตมากกว่านะ) กูเกิ้ลเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องให้กับพี่น้องชาวไทยเสมอ ล่าสุดก็คือ เปิดตัว Google Chrome อย่างเป็นทางการที่ True Digital Park</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="Google Doodle for Thailand" src="http://www.google.com/intl/th/doodle4google/2010/images/vote/g3-10.jpg" alt="" width="510" height="360" /></p>
<p>เหตุผลที่กูเกิ้ลใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเรื่อง Search ปริ่ม 100% และยิ่งผมได้ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรเจค Search Engine ในประเทศไทยแล้วพบว่า จากเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้าพูดเรื่องค้นหาคำไทย ต้องนึกถึง ThaiQuest หรือ SiamGuru ก่อน วันนี้ใครๆ ก็ต้องพูดแต่ประโยคว่า &#8220;Search Engine คุณทำงานได้ฉลาดอย่างกูเกิ้ลหรือเปล่า?&#8221;</p>
<p>ในมุมของนักพัฒนาโปรแกรม ฟังดูเหมือนว่าเรากำลังถูกต่างชาติครอบงำและผูกขาดการค้นหาคำไทย ทั้งๆ ที่เราเป็นคนไทยน่าจะเข้าใจความยากของหลักภาษามากกว่า แต่กูเกิ้ลเองมีฐานข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ใช้งานขนาดใหญ่มาก การปรับแต่งอะไรให้ฉลาดและรู้สึกโดนใจผู้ใช้งานจึงมีมากกว่า และกลายเป็นแนวทางให้คนอื่นๆ ต้องศึกษา</p>
<p>ขณะเดียวกัน กูเกิ้ลยังมีบริการน่าใช้ และที่สำคัญคือ &#8220;ฟรี&#8221; อย่าง Google Maps ที่ใส่สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ลงไปในแผนที่ หรือการคำนวนระยะเวลาการเดินทางจริงโดยใช้ขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ เรือข้ามฝาก คำนวนร่วมกับสภาพการจราจรจริง ทำให้ภาพฝันของใครหลายคน ที่อยากให้มีโปรแกรมช่วยคำนวนเวลาการเดินทางก่อนออกจากบ้าน เป็นจริงเสียที</p>
<p>บริการจากกูเกิ้ลหลายอย่าง ที่เป็นของฟรี คนไทยชอบใช้แน่นอนครับ และอีกหลายบริการได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยเป็นที่แรกในภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงสัญญาณว่ากูเกิ้ลเองได้มองประเทศไทยอยู่ในสายตา และพร้อมที่ลุยตลาดเมืองไทย ตลาดที่ได้ชื่อว่าของก๊อบสร้างชื่อให้ของจริง จนของจริงไล่จับเท่าไหร่ก็ไม่หมด กูเกิ้ลแกมาเหนือเมฆว่า ของฟรี แต่มีโฆษณาบ้าง เมื่อคนไทยก็ไม่ว่าอะไร จึงติดตลาดกันไป</p>
<p>แตกต่างจาก Apple Inc. ที่ผมเห็นการเรียกร้องจากผู้ใช้งาน iPod ในเมืองไทยว่าให้สนับสนุนให้อ่านภาษาไทยได้ ทุกวันนี้ iPod Classic ยังคงอ่านภาษาไทยไม่ได้อยู่เลย หรือมีความสามารถในการอ่านภาษาไทยแต่ก็ถูกกั๊กไว้ในเวอร์ชั่นแรกๆ กว่าจะออกได้ต้องรอให้มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์อีก</p>
<p>หรือแม้แต่ Apple Store ที่ใครใฝ่ฝันว่าเมืองไทยน่าจะมีกับเขาเสียที เพราะยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ในไทยไม่ได้ขี้เหร่เลยนะครับ แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ ว่า Apple จะสนใจการทำตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง</p>
<p>ไหนจะมีกองทัพแอนดรอยด์จากกูเกิ้ลมาถล่มวงการมือถือให้ iPhone ได้สั่นคลอนแบบนี้อีก ผมได้เห็นการสนับสนุนภาษาไทยบนแอนดรอยด์อย่างเช่น ระบบการทายคำที่กำลังพิมพ์อยู่ หรือเมนูที่เป็นภาษาไทยต่างๆ ก็ทำงานได้ดี ไม่แปลเอ๋อๆ เหมือน Apple แน่นอน</p>
<p>น่าเสียดายตรงที่กูเกิ้ลเองไม่สามารถทำผลิตภัณฑ์แบบจับต้องได้เหมือน Apple และยังคงต้องใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงบริการของกูเกิ้ลเป็นหลักอยู่ (ใช้งานออฟไลน์ไม่ได้) กูเกิ้ลจึงทำการตลาดได้เพียงกลุ่มคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น แต่ถ้าประเทศไทยก้าวสู่ 3G หรือโครงการส่งเสริมให้มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศจากภาครัฐด้วย เราน่าจะได้เห็นบริการใหม่ๆ จากกูเกิ้ล ที่เคยเปิดตัวเฉพาะแถวๆ อเมริกา มาให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้ลองใช้กันบ้างในเร็ววันนี้</p>
<p>ผมรอ Google Voice อยู่นะครับ มาไวๆ แล้วกัน <img src='http://www.up2gu.net/blog/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ข้อมูลประกอบการเขียน :</p>
<ul>
<li><a href="http://www.blognone.com/news/17780" target="_blank">Google Chrome เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมธีมและส่วนเสริมโดยคนไทย</a></li>
<li><a href="http://www.siampod.com/2009/10/29/thai-in-ipod/" target="_blank">ภาษาไทยกับ iPod</a></li>
<li><a href="http://www.thaiseoboard.com/index.php?topic=85021.0" target="_blank">ส่วนแบ่งทางการตลาดของกูเกิ้ลในไทย</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/thank-for-pin-thailand-in-google-roadmap/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจเพื่อสังคม &#8211; ไม่ง่าย แต่ยาก</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 19:52:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Blog Life]]></category>
		<category><![CDATA[business model]]></category>
		<category><![CDATA[CSR]]></category>
		<category><![CDATA[social entrepreneur]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า &#8220;ฉลาดแกมดี&#8221; อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า &#8220;ฉลาดแกมดี&#8221; อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ</p>
<p>ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี</p>
<p>ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน</p>
<p>มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ</p>
<p>ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย</p>
<p>แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ</p>
<p>การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมมาทำให้การแก้ปัญหานั้นยั่งยืนด้วยเงินรายได้ที่มาจากธุรกิจนั้น แต่ธุรกิจเพื่อสังคมหลายแห่งนั้น ผมไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เน้นเรื่อง CSR มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม</p>
<p>เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเรามองปัญหาเหล่านั้นชัดเจนเมื่อไหร่ รูปแบบทางธุรกิจจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เราต้องการหยิบขึ้นมาเพื่อแก้ไขนั้น อาจเป็นปลายเหตุของปัญหา มากกว่าต้นเหตุ</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ผมคิดโปรเจคเกี่ยวกับเรื่องน้ำที่กำลังขาดแคลน ผมไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศให้ชาวนางดทำนาเพราะน้ำจะไม่พอเลี้ยงคนปลายน้ำ ในขณะที่คนปลายน้ำก็ใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลือง สุขสบาย โดยไม่สนใจว่าคนต้นน้ำเดือดร้อนอย่างไร</p>
<p>จึงคิดต่อไปว่า ต้นทุนของน้ำที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกมาก แต่เราต้องจ่ายเงิน 10 บาททุกมื้อกลางวันในการดื่มน้ำขวด ส่วนต่างจากเงินที่จ่ายไปนั้นกลับไปอยู่ที่พ่อค้า สายส่ง และบริษัทผลิตน้ำดื่ม แทนที่จะไปช่วยเหลือคนต้นน้ำที่เขามีสิทธิ์ใช้น้ำคุณภาพดี และต้นทุนถูก ไม่ต้องคอยซื้อน้ำตามรถเร่ขาย</p>
<p>แต่ปัญหาจริงๆ ของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมากนัก เพราะประเทศไทยมีน้ำกินน้ำใช้ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ขาดจิตสำนึกของการประหยัด การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราต้องใช้พลังงาน และเสียน้ำคุณภาพดีให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป</p>
<p>เรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการคิดซับซ้อนกว่าธุรกิจธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดโครงสร้างโดยสมบูรณ์ และจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการทำธุรกิจทั่วไปในการประคับประคองให้อยู่รอดในสังคมการแข่งขันได้</p>
<p>แต่มันก็ไม่ยากเกินไปอีกเช่นกัน ถ้าเราตั้งใจคิด และใช้แรงอิจฉาช่วยผลักดัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/blog-life/social-entrepreneur-not-easy/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>10 เหตุผลที่ยังไม่ควรซื้อ Motorola Milestone</title>
		<link>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone</link>
		<comments>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Apr 2010 20:46:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>BlueScreen</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tech Know]]></category>
		<category><![CDATA[android]]></category>
		<category><![CDATA[milestone]]></category>
		<category><![CDATA[mototola]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.up2gu.net/blog/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า &#8220;ยัง&#8221; แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ 2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้ เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.worktheshow.com/assets/image/noFlash_flvPlayer.gif" alt="" width="416" height="200" /></p>
<p>ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า &#8220;ยัง&#8221; แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ</p>
<p><strong>2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.blogcdn.com/www.engadget.com/media/2009/05/android-logo-edit-20090501-379.jpg" alt="" width="379" height="350" /></p>
<p>เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ Android แต่ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการใช้งานขณะนี้</p>
<p><strong>3. Application น้อยทั้งปริมาณ และคุณภาพ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://seinsider.com/wp-content/uploads/2010/03/android_market.jpg" alt="" width="400" height="400" /></p>
<p>จุดแข็งของ Android คือการเปิดกว้างให้นักพัฒนาใส่ App ต่างๆ ลงไปใน Market ได้ แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า โปรแกรมที่ดีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งาน ความเสถียรของโปรแกรม จนถึงหน้าตา Interface หรือ User Friendly มีน้อยมากใน Market ส่วนใหญ่จะเป็น App ขาดๆ เกินๆ คือ ใช้งานดี เปิดไม่แฮงค์ แต่หน้าตาห่วยสิ้นดี หรือหน้าตาสวย แต่เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น สิ่งนี้เป็นจุดขายของ iPhone มานาน และคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าจะมีสิ่งที่ iPhone มีในวันนี้</p>
<p><strong>4. เร็วเกินไปที่จะมี Slice Keyboard ในตลาดมือถือของไทย</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.tfindley.co.uk/wp-content/uploads/2009/12/motorola_milestone.png" alt="" width="368" height="352" /></p>
<p>ผมค่อนข้างประทับใจใน Slice Keyboard เพราะเวลาเข้าเว็บ หรือต้องการพิมพ์ภาษาอังกฤษเยอะๆ นั้น พิมพ์บนคีย์บอร์ดจะถนัดและเร็วกว่า Vitrual Keyboard มาก แต่เท่าที่สังเกตมือถือหลายรุ่นที่ขายในไทย พวกที่เป็น Slice Keyboard มักไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะคนไทยอยากได้คีย์บอร์ดที่เป็นภาษาไทยมาเลย แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ชอบคีย์บอร์ดไทยที่มีการใช้งานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการพิมพ์ดีด เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาวในการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยบน Milestone</p>
<p style="text-align: center;">
<p><strong>5. ยังไม่มี 3G</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://blog.nadiamode.com/wp-content/uploads/2008/05/3g_thailand1.jpg" alt="" width="420" height="245" /></p>
<p>Milestone เป็นมือถือที่เหมาะแก่การใช้งานบนพื้นที่ที่มี 3G หรือ WIFI แรงๆ เพราะผมพบปัญหาในการใช้งานบน GPRS ที่ช้ามาก บน EDGE เองก็พอไหวแค่การใช้งานเบื้องต้นเท่านั้น และ WIFI เองก็มีปัญหาเรื่องสัญญาณแกว่งไปมาตลอด แต่ถ้าใช้อยู่บน 3G จะกลายเป็นพระเอกไปเลย เพราะ Milestone เหมาะแก่การใช้งานอินเตอร์เน็ตมากกว่า iPhone แต่ iPhone เองเอาตัวรอดได้บนเครือข่ายประเภทอื่นได้มากกว่า ดังนั้น ถ้ามี 3G ใช้งานกันแพร่หลายกว่านี้ ก็ค่อยน่าใช้กว่าที่เป็นอยู่</p>
<p><strong>6. อุปกรณ์เสริมน้อย</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone" src="http://www.simplydroid.com/wp-content/uploads/2009/10/multimedia-station.PNG" alt="" width="426" height="300" /></p>
<p>แม้ว่าวัสดุของ Milestone จะอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก แต่ความ &#8220;นอย&#8221; เวลาซื้อของแพงๆ ก็ไม่เข้าใครออกใคร ปัจจุบันนี้แม้กระทั่งฟิล์มกันรอยยังหาติดยาก อุปกรณ์เสริมอื่นนอกเหนือจาก Multimedia Station และ Car Mount แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้น ยิ่งถ้าเคสยิ่งแล้วใหญ่ เพราะความที่มี Slice Keyboard ก็ยิ่งเพิ่มความยากให้กับชิ้นงานอีก คงต้องรออีกพักใหญ่ๆ เมื่อตลาดเริ่มบูม หรือให้ทรูนำเข้ามาเองเพื่อเปิดตลาด ถึงจะมีอุปกรณ์เสริมขายเพิ่มขึ้น</p>
<p><strong>7. เครื่องยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://phandroid.com/wp-content/uploads/2009/12/PC171628-550x412.jpg" alt="" width="385" height="288" /></p>
<p>วัสดุอาจจะดี แต่คุณภาพเครื่องยังคงเป็นที่สงสัยอยู่ว่า เป็นเพราะชิ้นส่วนภายในหรือตัว Android เอง ไล่ตั้งแต่ WIFI แกว่ง, จับ Location ไม่ถูกต้อง, กล้องมีปัญหา, คีย์บอร์ดหลวม เพราะปัญหาที่พบด้วยตัวเองและจากผู้ใช้งานอื่นๆ สามารถพบเจอผู้ใช้งานเมืองนอกบ่นในเรื่องเดียวกันได้อย่างง่ายดาย ฟังดูเหมือนจะดีเพราะอย่างน้อยก็ไม่เดียวดายในปัญหาเหล่านั้น แต่ถ้ายิ่งเข้าไปอ่านก็จะยิ่งพบว่า นอกเหนือจากปัญหาจะหลากหลายแล้ว เรื่องแต่ละเรื่องส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับคำตอบในการแก้ไขแบบหายขาด</p>
<p><strong>8. ประสบการณ์ของทีมงานหลังการขายยังไม่แน่นพอ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.espressofriend.com/blog/wp-content/uploads/2008/01/img_0006.JPG" alt="" width="400" height="300" /></p>
<p>ทรูคือผู้จำหน่าย Milestone เป็นทางการ แม้จะมีประสบการณ์จาก iPhone มาก หรือกับ Blackberry มาพอสมควร แต่กับมือถือระบบ Android ที่มีความซับซ้อนอีกแบบนึงนั้นยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ หรือระบบบริการหลังการขายในกรณีเครื่องมีปัญหา ตั้งแต่การแก้ไขเบื้องต้นจากการปรับการตั้งค่าต่างๆ จนถึงการส่งซ่อม เคลมเครื่อง และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างส่งซ่อม ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาปรับปรุงการให้บริการ แต่คงไม่นานเท่ากับครั้งที่ iPhone เข้ามาครั้งแรก</p>
<p><strong>9. คู่แข่งขยับเข้ามาน่ากลัวขึ้น</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.ubergizmo.com/photos/2010/4/iphone-4g-real-picture.jpg" alt="" width="468" height="323" /></p>
<p>iPhone OS v.4.0 เปิดตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับความสามารถที่หลากหลายและยืดหยุ่นขึ้น ขณะเดียวกันข่าวลือเรื่อง New iPhone ก็กระหน่ำหูถี่เหลือเกิน และคาดว่าประมาณ 2-3 เดือนจะมีความชัดเจนขึ้น หรือมือถือค่ายอื่นที่ใช้ Android ก็กำลังจะเปิดตัวใหม่อีกหลายรุ่น ตั้งแต่ HTC Desire, Legend หรือ Samsung ที่หน้าตาละม้ายคล้าย iPhone บนร่าง Android ก็น่าจะช่วยให้มีทางเลือกอื่นที่มากขึ้น หรืออาจดีกว่า Milestone ก็เป็นได้</p>
<p><strong>10. ความคุ้มค่ามีน้อยกว่า</strong></p>
<p>ขณะที่ความคุ้มค่าของ iPhone คือเกม และ Life Style Application, Blackberry คือ การแชตบน BBM และ Push Mail, Window Mobile คือการ Sync กับ Outlook อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กับ Milestone แล้วไม่มีจุดขายใดๆ ที่เป็นตัวชูโรง แม้การเล่นเน็ตผ่าน Milestone จะเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ iPhone ก็ดีไม่แพ้กัน หรือแม้แต่ GPS ที่อาจหยิบมาเป็นจุดเด่นได้ก็ยังต้องเสียเงินเพื่อต่ออายุการใช้งาน ไม่ต่างอะไรกับ GPS ราคาหลักพันที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป หรือวัสดุที่บอกว่าดีนักหนา มือถือค่ายอื่นก็ใช้ Aluminum ในการผลิตเครื่องกันแล้ว</p>
<p>ทั้งหมดนี้คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสมชื่อของการเป็น Milestone หรือ หลักไมล์ที่ยิ่งใหญ่ให้มือถือรุ่นอื่นได้ยึดถือและก้าวตามครับ</p>
<p>รูปภาพประกอบ : Google Image<br />
ข้อมูลอ้างอิง : <a title="กระทู้ Review Motorola Milestone จากการใช้งานจริง ที่ PDAMobiz" href="http://pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=298860&amp;PN=1">http://pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=298860&amp;PN=1</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.up2gu.net/blog/teck-know/10-reasons-why-not-need-buy-milestone/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>26</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

