UP2GU.NET

Archive for the 'Thai Style' Category

Eco Car จะมาเร้ออออ?

Eco Car เป็นโปรเจคความหวังของมวลมนุษยชาติเลยกระมัง ใครๆ ถึงแห่กันมาลงทุนในประเทศไทยที่สนับสนุนโปรเจคนี้สุดๆ ข้อดีของ Eco Car คือจะเป็นรถที่มีขนาดเล็ก เหมาะแก่การใช้งานระยะใกล้หรือในเมือง ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 และกินน้ำมันแค่ 20 กิโล/ลิตร

ที่แน่ๆ บริษัทที่ยื่นผ่าน BOI ของเรามาแล้ว มีตั้งแต่โตโยต้า, ฮอนด้า, มิตซู, ฟอร์ด, นิสสัน, โฟล์ค ที่ดูจะเป็นรูปเป็นร่าง และวางขายก่อนใครเพื่อนเลยก็น่าจะเป็นมาสด้า 2 เจ้าของเดียวกับฟอร์ด และ Nissan March

ข่าวจากเว็บพันทิบบอกว่า ช่วงปลายปีนี้จะได้เห็น Mazda 2 แน่นอน แต่ราคาน่าจะปวดม้ามเล็กน้อยตามสไตล์ คือ อ่อนหรือมากกว่า Yaris นิดหน่อย ที่เหนือกว่าน่าจะเป็นห้องโดยสารที่ใหม่กว่า และรูปร่างภายนอกอย่างกับเอา Mazda 3 ย่อขนาดมา

และจากแหล่งข่าวเดียวกัน Nissan March ที่เอา Tiida มาย่อส่วนก็น่าจะปรากฎกายให้เห็นช่วงต้นปี 2010 คาดเดาเอาว่าประมาณมีนาคม

จะมาปลายปีกันมั้ยน้า..?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีรถยนต์กลุ่มใหม่ปรากฎตัวแล้ว จะสร้างยอดขายได้ถล่มถลายในยุคกระเป๋าตังแทบฉีกอย่างนี้หรือเปล่า รถกลุ่มนี้เป็นที่นิยมในเมืองนอก แต่อาจจะแป๊กในเมืองไทย เพราะคนไทยนิยมใช้รถเพื่อบ่งบอกฐานะ และ “เผื่อ” นั่นนี่ไว้เกินไป

ต้องเครื่องแรง “เผื่อ” แซงสิบล้อทุกวันบ้าง ต้องห้องโดยสารกว้าง “เผื่อ” ขนคนทั้งตำบล ต้องวัสดุภายในดีเยี่ยม “เผื่อ” มีตุ๊กตาหน้ารถ บลา บลา บลา…

ทำให้เราเห็นคนขับรถกระบะคันใหญ่ๆ เข้าเมืองกันเกลื่อนไปหมดนั่นเอง

 

ที่สำคัญคือ เงื่อนไขด้านราคา ประเทศไทยได้ชื่อว่าซื้อรถ “ไม่คุ้มราคาที่เสียไป” อันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศส่งออกรถยนต์ไปขายบ้านอื่นกันโครมๆ ด้วยราคา 5 แสนปลาย ผมเชื่อว่าเราจะสามารถได้รถ B-Segement อย่าง Nissan March ตัวกลางได้ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น

เพราะกลุ่มลูกค้าจริงๆ ของ B-Segement คือกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ใช้ชีวิตโสดและอยู่ในเมืองเยอะ กลุ่มครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มีเงินมากพอที่จะขยับขยายได้ แต่ก็ดีกว่านั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อนสาม และกลุ่มคนที่ยังใช้รถเก่าอายุเกิน 10 ปีขึ้นไป ที่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถที่ใหม่กว่า แต่ดอกเบี้ยรถมือสองช่างปวดม้ามอีกเช่นกัน

นี่ยังไม่รวมราคาน้ำมัน ณ วันที่เปิดตัวรถรุ่นนี้ จะถีบไปถึงเท่าไหร่…

 

ใครรอได้ ก็รอกันไปนะครับ ยิ่งวงการรถยนต์บ้านเรามีการล็อบบี้กันมากมาย เผลอๆ อาจจะไม่ทันใช้งานกันแล้วก็ได้

ผมคนนึงหล่ะที่จะเคลียร์หนี้รอ ฮ่าๆๆ

1 comment

ประชาธิปไตยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

รูปจาก http://www.oknation.net/blog/petpetpe

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นระบอบการปกครองสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มากกว่าสนามบินกลวงๆ ที่เหล่าพันธมิตรไปปิดล้อมเยอะเลยครับ

ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีอายุได้ 60 กว่าปีเองครับ อายุขนาดนี้เทียบเท่ากับคนเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว มีความนิ่งในภาวะอารมณ์และเก๋าเกมพอดู เป็นที่พึ่งพิงให้กับรุ่นน้องที่ตามมาได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว 60 กว่าปีนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมเกรียนๆ คนนึง ที่คิดว่าตัวกูถูกต้องที่สุด อยากจะทำอะไรห่ามๆ ก็ทำเพราะนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ตนเองมี ไม่สนใจพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง หรือคิดถึงอนาคตว่าวันนึงจะเป็นเช่นไร แค่เล่นสนุกไปวันๆ หรือเผ้อฝันไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย

ระบอบไม่ได้เกรียนนะครับ แต่คนที่มองระบอบนั้นมองในมุมของความเกรียน หลงเชื่อว่าประชาธิปไตยล่มเท่ากับชาติล่ม เสียงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย 4 วินาทีนั้นคือพลังโดยชอบธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านหรือคิดต่างได้ ส่วนใครที่ไม่ใช่พวกพ้องตนเองก็ถูกผลักให้อยู่ชายขอบ กดดันจนไม่มีทางเลือกอื่นใด

 

จุดๆ นึงที่สำคัญและถูกละเลยไม่ได้พูดถึงกันมานาน คือ ประชาธิปไตยคือความใจกว้างที่จะรับฟังและปรับใช้เพื่อให้ทุกคนพอใจ คงคล้ายๆ ที่เวลาปรึกษากับเพื่อนว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี โหวตกันเสียงส่วนใหญ่บอกไปกินอย่างนึง แต่ส่วนที่เหลือบอกกินไม่ได้เพราะแพ้อาหาร สุดท้ายเราก็ต้องเลือกอีกร้านเพื่อให้เพื่อนทั้งหมดได้กินพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มติเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม

เสียงโหวตที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากแต่เพียงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าน่าจะใช่ แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช่ทุกครั้งไป

 

คนที่กุมอำนาจรัฐที่ได้จากระบอบมองว่าการกระทำของอีกฝั่งคือการไม่เคารพระบอบและเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกมุมนึง ก็ไม่คิดที่จะรับฟัง ตอบข้อสงสัย หรือรับข้อเสนอบางอย่างเพื่อปรับให้การปกครองประเทศนั้นเป็นที่พอใจของคนทั้งประเทศเลย

และไม่ว่าไอ้หน้าไข่แม้ว หน้าเหลี่ยม หน้าหล่อ หรือหน้าไหนๆ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นได้เท่านี้ ต่อให้มีเสื้อเหลือง เสื้อเขียว เสื้อฟ้า ไล่ไปได้ทุกเฉด มันก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ

 

แล้วให้เด็กมันด่าว่าผู้ใหญ่สมัยนี้แม่งเหี้ย เหมือนที่ผมนั่งด่าอยู่ทุกวันนี้

1 comment

7 กิจกรรมเสริมทำเงิน ที่ขาดไม่ได้ในงานวันรับปริญญา

1. ช่างภาพ

แม้ว่ากล้องดิจิตอลจะกลับมาเป็นหอกข้างแคร่ให้กับบรรดาช่างภาพที่รับถ่ายภาพ เพราะราคาที่ถูกลงทั้งตัวเครื่อง และความที่ไม่ต้องใช้ฟิล์ม แล้วได้คุณภาพอย่างโปร แต่ก็เป็นเรื่องดีของช่างภาพที่เปิดโอกาสให้คนที่แค่จับกล้องเป็น และรักการถ่ายภาพ สามารถมาทำอาชีพเสริมนี้ได้อย่างง่ายดาย ราคาส่วนใหญ่แล้วแต่ตกลง มีตั้งแต่หลักหมื่นบาท / วัน จนถึงหลักร้อย!

 

2. ช่างแต่งหน้า

ทั้งช่างแต่งหน้าประจำร้านเสริมสวยหน้าปากซอย, เพื่อนที่มีความสามารถพอที่จะใช้เครื่องสำอางได้ หรือช่างแต่งหน้ารุ่นใหญ่ดูแลหน้าตาให้ศิลปิน ต่างถูกเกณฑ์มาเกือบทั้งวงการตั้งแต่ตีสอง แต่งหน้าบัณฑิตที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ที่เคยพบเจอการรวมตัวของช่างแต่งหน้าในที่เดียวกันมากที่สุด คือ การไปถ่ายงานที่ขอนแก่น ตอนตี 5 บัณฑิตนั่งเต็มร้านประมาณ 20 คน ข้างนอกก็กำลังไดร์ผมกันอยู่อีกเกือบสิบคน!

 

3. รับจ้างติดดอกไม้พลาสติก

ไม่ว่าจะมีงานที่ไหน ต้องมีแก๊งรับติดดอกไม้พลาสติกหลอกเอาตังจากผู้ปกครองและบัณฑิตทุกทีไป มีการวางแท็กติกกันอย่างเป็นระบบ อาศัยความชุลมุน มึนงง หน้าด้าน เดินเข้าไปพูดยกยอ เช่น “ยินดีด้วยนะค่ะ”, “จบแล้วขอให้เป็นเจ้าคนนายคน/ขอให้รวย” ญาติๆ ก็จะเคลิ้มเพราะคำอวยทั้งหลายก่อนจะสะดุ้งเมื่อพบว่า ดอกไม้อันละไม่ถึง 3 บาท เมื่อมีคนติดหน้าอกให้ จะมีมูลค่าสูงถึง 40 บาท!

 

4. ขายดอกไม้และตุ๊กตา

ไม่ว่าจะไปงานที่เชียงใหม่ ขอนแก่น นครปฐม หรือแถวสามย่าน ทั้งดอกไม้และตุ๊กตาที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกงานจะแผ่หราออกมาเต็มสองข้างทางอย่างน่าอัศจรรย์ ให้ทุกท่านได้เลือกทั้งดอกไม้สดทั้งในและนอกประเทศ ดอกไม้แบ๊งค์ (เดี๋ยวนี้หายากหน่อย) หรือตุ๊กตาสารพัดสัตว์ที่บรรจงจัดใส่ช่อดอกไม้อย่างดี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ผมไม่เคยไปถ่ายรูปให้บัณฑิตคนไหนที่มีดอกไม้ถือในมือต่ำกว่า 3 ช่อซักคน!

 

5. ขายป้ายแดง

เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับงานรับทำทะเบียนรถได้อย่างน่าทึ่ง ลำพังคนเราจะทำทะเบียนใหม่ซักกี่หนกันเชียว พอมาทำป้าย “จบ+ปี พ.ศ.” ด้านล่างเขียนสถาบันที่จบหรือละแวกที่สถาบันนั้นอยู่ กลับขายทีเทน้ำเทท่า ทั้งแบบต้นฉบับคือพื้นแดงตามวลีว่า “จบใหม่ป้ายแดง” พื้นขาวแบบติดรถทั่วไป พื้นเหลืองหรือชมพู ที่สำคัญคือ สามารถขายได้ทั้งแบบจบ 2550 และ จบ 2551 เรียกได้ว่าทำป้ายปี พ.ศ. เดียว เก็บไปขายได้ถึงสองปี!

 

6. ขายเครื่องดื่มและอาหารว่าง

คนเยอะ อากาศร้อน สถานที่กว้างขวาง งานจัดตลอดทั้งวัน จึงต้องมีเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารว่างรองท้องคอยกวักมือเรียกตลอดสองข้างทางเสมอ บางสถาบันจะให้นักศึกษาเปิดซุ้มขายเพื่อนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนกิจกรรม กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลเป็นสำคัญ เพราะสินค้าที่ขายไม่แตกต่างมากเท่าไหร่ ล่าสุด ที่จุฬา ได้ยินเด็กประจำซุ้มน้ำโม้ว่า อดีตนายกหน้าเหลี่ยมจ่ายค่าน้ำ 1 แก้ว ในราคา 7 พันบาท!

 

7. รับจ้างบูม

ที่ใดไม่มีน้องปีหนึ่งมาบูมให้ ผมว่างานนั้นจืดสนิทใจมากครับ การบูมนั้นไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่ต้องลงแรงมหาศาล ทั้งฝึกซ้อมร้องเพลง ทั้งเพลงสันฯ หรือเพลงมหาลัย ซ้อมเต้นประกอบเพลงสันฯ  ซ้อมบูมคณะ หรือถ้าได้หลายคณะจะดีมาก เตรียมแข้งขาให้พร้อมสำหรับการเดินรอบมหาลัย พร้อมแล้วก็รวมตัวกันให้ได้ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป แล้วดำเนินการคล้ายกับแก๊งรับจ้างติดดอกไม้ด้วยการเล็งบัณฑิตที่เดินแยกมาจากกลุ่ม วิ่งเข้าไปล้อมด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ต่อจากนั้นก็รับทรัพย์! 

 

No comments

Next Page »