Archive for the 'Thai Style' Category
ประชาธิปไตยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นระบอบการปกครองสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มากกว่าสนามบินกลวงๆ ที่เหล่าพันธมิตรไปปิดล้อมเยอะเลยครับ
ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีอายุได้ 60 กว่าปีเองครับ อายุขนาดนี้เทียบเท่ากับคนเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว มีความนิ่งในภาวะอารมณ์และเก๋าเกมพอดู เป็นที่พึ่งพิงให้กับรุ่นน้องที่ตามมาได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว 60 กว่าปีนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมเกรียนๆ คนนึง ที่คิดว่าตัวกูถูกต้องที่สุด อยากจะทำอะไรห่ามๆ ก็ทำเพราะนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ตนเองมี ไม่สนใจพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง หรือคิดถึงอนาคตว่าวันนึงจะเป็นเช่นไร แค่เล่นสนุกไปวันๆ หรือเผ้อฝันไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย
ระบอบไม่ได้เกรียนนะครับ แต่คนที่มองระบอบนั้นมองในมุมของความเกรียน หลงเชื่อว่าประชาธิปไตยล่มเท่ากับชาติล่ม เสียงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย 4 วินาทีนั้นคือพลังโดยชอบธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านหรือคิดต่างได้ ส่วนใครที่ไม่ใช่พวกพ้องตนเองก็ถูกผลักให้อยู่ชายขอบ กดดันจนไม่มีทางเลือกอื่นใด
จุดๆ นึงที่สำคัญและถูกละเลยไม่ได้พูดถึงกันมานาน คือ ประชาธิปไตยคือความใจกว้างที่จะรับฟังและปรับใช้เพื่อให้ทุกคนพอใจ คงคล้ายๆ ที่เวลาปรึกษากับเพื่อนว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี โหวตกันเสียงส่วนใหญ่บอกไปกินอย่างนึง แต่ส่วนที่เหลือบอกกินไม่ได้เพราะแพ้อาหาร สุดท้ายเราก็ต้องเลือกอีกร้านเพื่อให้เพื่อนทั้งหมดได้กินพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มติเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม
เสียงโหวตที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากแต่เพียงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าน่าจะใช่ แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช่ทุกครั้งไป
คนที่กุมอำนาจรัฐที่ได้จากระบอบมองว่าการกระทำของอีกฝั่งคือการไม่เคารพระบอบและเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกมุมนึง ก็ไม่คิดที่จะรับฟัง ตอบข้อสงสัย หรือรับข้อเสนอบางอย่างเพื่อปรับให้การปกครองประเทศนั้นเป็นที่พอใจของคนทั้งประเทศเลย
และไม่ว่าไอ้หน้าไข่แม้ว หน้าเหลี่ยม หน้าหล่อ หรือหน้าไหนๆ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นได้เท่านี้ ต่อให้มีเสื้อเหลือง เสื้อเขียว เสื้อฟ้า ไล่ไปได้ทุกเฉด มันก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ
แล้วให้เด็กมันด่าว่าผู้ใหญ่สมัยนี้แม่งเหี้ย เหมือนที่ผมนั่งด่าอยู่ทุกวันนี้
No comments7 กิจกรรมเสริมทำเงิน ที่ขาดไม่ได้ในงานวันรับปริญญา
1. ช่างภาพ
แม้ว่ากล้องดิจิตอลจะกลับมาเป็นหอกข้างแคร่ให้กับบรรดาช่างภาพที่รับถ่ายภาพ เพราะราคาที่ถูกลงทั้งตัวเครื่อง และความที่ไม่ต้องใช้ฟิล์ม แล้วได้คุณภาพอย่างโปร แต่ก็เป็นเรื่องดีของช่างภาพที่เปิดโอกาสให้คนที่แค่จับกล้องเป็น และรักการถ่ายภาพ สามารถมาทำอาชีพเสริมนี้ได้อย่างง่ายดาย ราคาส่วนใหญ่แล้วแต่ตกลง มีตั้งแต่หลักหมื่นบาท / วัน จนถึงหลักร้อย!
2. ช่างแต่งหน้า
ทั้งช่างแต่งหน้าประจำร้านเสริมสวยหน้าปากซอย, เพื่อนที่มีความสามารถพอที่จะใช้เครื่องสำอางได้ หรือช่างแต่งหน้ารุ่นใหญ่ดูแลหน้าตาให้ศิลปิน ต่างถูกเกณฑ์มาเกือบทั้งวงการตั้งแต่ตีสอง แต่งหน้าบัณฑิตที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ที่เคยพบเจอการรวมตัวของช่างแต่งหน้าในที่เดียวกันมากที่สุด คือ การไปถ่ายงานที่ขอนแก่น ตอนตี 5 บัณฑิตนั่งเต็มร้านประมาณ 20 คน ข้างนอกก็กำลังไดร์ผมกันอยู่อีกเกือบสิบคน!
3. รับจ้างติดดอกไม้พลาสติก
ไม่ว่าจะมีงานที่ไหน ต้องมีแก๊งรับติดดอกไม้พลาสติกหลอกเอาตังจากผู้ปกครองและบัณฑิตทุกทีไป มีการวางแท็กติกกันอย่างเป็นระบบ อาศัยความชุลมุน มึนงง หน้าด้าน เดินเข้าไปพูดยกยอ เช่น “ยินดีด้วยนะค่ะ”, “จบแล้วขอให้เป็นเจ้าคนนายคน/ขอให้รวย” ญาติๆ ก็จะเคลิ้มเพราะคำอวยทั้งหลายก่อนจะสะดุ้งเมื่อพบว่า ดอกไม้อันละไม่ถึง 3 บาท เมื่อมีคนติดหน้าอกให้ จะมีมูลค่าสูงถึง 40 บาท!
4. ขายดอกไม้และตุ๊กตา
ไม่ว่าจะไปงานที่เชียงใหม่ ขอนแก่น นครปฐม หรือแถวสามย่าน ทั้งดอกไม้และตุ๊กตาที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกงานจะแผ่หราออกมาเต็มสองข้างทางอย่างน่าอัศจรรย์ ให้ทุกท่านได้เลือกทั้งดอกไม้สดทั้งในและนอกประเทศ ดอกไม้แบ๊งค์ (เดี๋ยวนี้หายากหน่อย) หรือตุ๊กตาสารพัดสัตว์ที่บรรจงจัดใส่ช่อดอกไม้อย่างดี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ผมไม่เคยไปถ่ายรูปให้บัณฑิตคนไหนที่มีดอกไม้ถือในมือต่ำกว่า 3 ช่อซักคน!
5. ขายป้ายแดง
เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับงานรับทำทะเบียนรถได้อย่างน่าทึ่ง ลำพังคนเราจะทำทะเบียนใหม่ซักกี่หนกันเชียว พอมาทำป้าย “จบ+ปี พ.ศ.” ด้านล่างเขียนสถาบันที่จบหรือละแวกที่สถาบันนั้นอยู่ กลับขายทีเทน้ำเทท่า ทั้งแบบต้นฉบับคือพื้นแดงตามวลีว่า “จบใหม่ป้ายแดง” พื้นขาวแบบติดรถทั่วไป พื้นเหลืองหรือชมพู ที่สำคัญคือ สามารถขายได้ทั้งแบบจบ 2550 และ จบ 2551 เรียกได้ว่าทำป้ายปี พ.ศ. เดียว เก็บไปขายได้ถึงสองปี!
6. ขายเครื่องดื่มและอาหารว่าง
คนเยอะ อากาศร้อน สถานที่กว้างขวาง งานจัดตลอดทั้งวัน จึงต้องมีเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารว่างรองท้องคอยกวักมือเรียกตลอดสองข้างทางเสมอ บางสถาบันจะให้นักศึกษาเปิดซุ้มขายเพื่อนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนกิจกรรม กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลเป็นสำคัญ เพราะสินค้าที่ขายไม่แตกต่างมากเท่าไหร่ ล่าสุด ที่จุฬา ได้ยินเด็กประจำซุ้มน้ำโม้ว่า อดีตนายกหน้าเหลี่ยมจ่ายค่าน้ำ 1 แก้ว ในราคา 7 พันบาท!
7. รับจ้างบูม
ที่ใดไม่มีน้องปีหนึ่งมาบูมให้ ผมว่างานนั้นจืดสนิทใจมากครับ การบูมนั้นไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่ต้องลงแรงมหาศาล ทั้งฝึกซ้อมร้องเพลง ทั้งเพลงสันฯ หรือเพลงมหาลัย ซ้อมเต้นประกอบเพลงสันฯ ซ้อมบูมคณะ หรือถ้าได้หลายคณะจะดีมาก เตรียมแข้งขาให้พร้อมสำหรับการเดินรอบมหาลัย พร้อมแล้วก็รวมตัวกันให้ได้ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป แล้วดำเนินการคล้ายกับแก๊งรับจ้างติดดอกไม้ด้วยการเล็งบัณฑิตที่เดินแยกมาจากกลุ่ม วิ่งเข้าไปล้อมด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ต่อจากนั้นก็รับทรัพย์!
No comments
สร้างเมืองด้วยบาทา! โปรดเลือกชูวิทย์
จากเหตุการณ์นี้ ผมตั้งข้อสังเกตดังนี้ครับ
1. สิทธิของสื่อมวลชนทุกวันนี้มีมากเกินไปหรือเปล่า ความพยายามละลาบละล้วงเกินงามเพื่อให้เกิดประเด็นไปขายต่อได้นั้นผมว่ามันเกินไป หรือแม้แต่ข่าวประเด็นเดิมซ้ำกันทุกช่องผมก็ว่ามันง่ายไป การวิเคราะห์ข่าวดีๆ แทบจะไม่มีในเกือบทุกช่อง ถึงแม้ว่าจะล้วงลึกแค่ไหน แต่มันก็เป็นเพียงประเด็นจุดอ่อนจุดด้อยกันไป
และนี่อาจเป็นเหตุนึงของสื่อมวลชนแบบผู้จัดการ ที่อาศัยข้อมูลเก่าๆ มีประเด็น และเพิ่มการวิเคราะห์ (แบบใส่อารมณ์และคำหยาบเยอะๆ) ทำให้คนคล้อยตามและเห็นภาพได้ชัดกว่า
2. ความเป็นมืออาชีพของคุณวิศาล ดิลกวาณิชไม่มีเลยครับ พูดง่ายๆ คือ “ไม่เก๋าเกม” ผมเห็นผู้สมัครผู้ว่า กทม. ไปออกรายการไหนๆ ก็ไม่เห็นมีปัญหา แม้สไตล์คุณชูวิทย์จะออกแนวปลาไหล, กวนตีนแต่แทงใจ และพูดย้อนเข้าตัวเองได้หมด แต่ผู้ดำเนินรายการที่ดีจะต้องเบรคอารมณ์ของผู้ร่วมรายการได้ เช่น การพูดขัดจังหวะให้ถูกต้อง หรือการเลือกใช้คำที่เหมาะสม ไม่ใช่ “คุณอย่ามาย้อนผม” หรือ “ไม่ใช่ลูกผู้ชาย” ถ้ากลับกัน เป็นอาจารย์วีระ หรือแม้แต่สรยุทธ์ที่ถามกวนตีนมากกว่า คุณชูวิทย์ก็ไม่เห็นมีปฏิกิริยาใดๆ
อีกเรื่องคือ เรื่องคุยกันหลังไมค์ไม่มีใครขึ้นเอามาถามออกจอหรอกครับ เป็นการหักหน้ากลางอากาศแบบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งครับ กรณีคล้ายๆ ว่าคุยกับเพื่อนว่าลอกข้อสอบเพื่อน แต่เพื่อนเสือกเอาไปฟ้องอาจารย์ อ้าว..เฮ้ย..
3. ใครก็เกิดบันดาลโทสะได้ทุกคนแม้กระทั่งพระ! ไม่งั้นไม่เกิดเรื่องฆ่ากันตายด้วยเหตุผลขี้เล็บหรอกครับ แต่หลังจากที่เกิดเรื่องแล้ว ถ้าลูกผู้ชายจริงก็ต้องกล้ารับผิด กล้ายอมรับในสิ่งที่ทำ และกล้าขอโทษ!
4. คุณชูวิทย์เองมีภาพลักษณ์สีเทาอยู่พอสมควร การกระทำคราวนี้ได้เปิดแผลใหญ่อาจถึงขั้นแพ้ตั้งแต่ยังไม่หมดยก มันไม่ได้เป็นการช่วยเสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยอย่างที่คุณชูวิทย์ถนัดอย่างใด เหตุการณ์นี้อาจสื่อได้ว่าคุณชูวิทย์จริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการเป็นผู้ว่า แต่ต้องการให้ตัวเองอยู่ในความสนใจของทุกคน เพื่อสะดวกในการทำการใดๆ ต่อไป
5. คะแนนเสียงของคุณชูวิทย์หายไปเยอะ หายไปในกลุ่มคนที่เพิ่งเปลี่ยนใจเลือกคุณชูวิทย์ แต่จะไม่กระทบกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ และคนกลุ่มนั้นจะไปอยู่กับ ดร.เกรียงศักดิ์แทนครับ เพราะคนที่เลือกทั้งสองคนนี้เห็นตรงกันว่า ต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ คนนึงปัญญาแก้ไข อีกคนใช้บาทาแก้ไข (ความดุดันหน่ะครับ ฮ่าๆๆ)
6. แต่ผมยังเลือกชูวิทย์เหมือนเดิมครับ ฮ่าๆๆ การเมืองไทยอย่าดัดจริตกันให้มากนัก
ปล. ใจลึกๆ แอบเชียร์เบอร์ 2 แต่ผมมีอาถรรพ์ว่าลงคะแนนเลือกใครไม่ค่อยได้รับเลือก เช่น ผู้ว่าสี่ปีก่อน, สส. , สก. สข. แต่ยังดีหน่อยที่คุณรสนาเป็นสว. ![]()
