วันนี้มีคนโทรมาหาผม มาถามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน CF Card กับ iPad Camera Connection Kit เพราะผมเคยมีปัญหาเรื่องการใช้งาน CF Card ไม่ได้ จนต้องขายทิ้งไป เลยอยากจะเอามาแชร์ให้ฟัง
ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในเมืองไทยยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ทำให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งชะลอแผนการลงทุนหรือการตั้งสำนักงานใหญ่ และให้ความสำคัญกับประเทศเวียดนาม เพื่อนบ้านเรามากกว่า เราจึงได้เห็นข่าวเรื่อง iPhone4 หรือแม้กระทั่ง Wellcom A800 Tablet ขนาด 7 นิ้วซึ่งเป็นแบรนด์ไทย ไปโผล่และเปิดตัวที่เวียดนามก่อน
แต่สิ่งนึงที่ผมติดตามความเคล่ือนไหวผ่านข่าวมาซักระยะ คือความพยายามของกูเกิ้ลที่จะมาปักหลักทำการตลาดที่ประเทศไทยแบบไม่เกรงใจไมโครซอฟท์ที่เป็นเจ้าทางการตลาดในไทยมาก่อน (ที่เป็นเจ้าตลาดได้ต้องขอบคุณพันทิพย์, ฟอร์จูน และเซียร์รังสิตมากกว่านะ) กูเกิ้ลเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องให้กับพี่น้องชาวไทยเสมอ ล่าสุดก็คือ เปิดตัว Google Chrome อย่างเป็นทางการที่ True Digital Park

เหตุผลที่กูเกิ้ลใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลัก เพราะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเรื่อง Search ปริ่ม 100% และยิ่งผมได้ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรเจค Search Engine ในประเทศไทยแล้วพบว่า จากเมื่อ 4 ปีก่อน ถ้าพูดเรื่องค้นหาคำไทย ต้องนึกถึง ThaiQuest หรือ SiamGuru ก่อน วันนี้ใครๆ ก็ต้องพูดแต่ประโยคว่า “Search Engine คุณทำงานได้ฉลาดอย่างกูเกิ้ลหรือเปล่า?”
ในมุมของนักพัฒนาโปรแกรม ฟังดูเหมือนว่าเรากำลังถูกต่างชาติครอบงำและผูกขาดการค้นหาคำไทย ทั้งๆ ที่เราเป็นคนไทยน่าจะเข้าใจความยากของหลักภาษามากกว่า แต่กูเกิ้ลเองมีฐานข้อมูลที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ใช้งานขนาดใหญ่มาก การปรับแต่งอะไรให้ฉลาดและรู้สึกโดนใจผู้ใช้งานจึงมีมากกว่า และกลายเป็นแนวทางให้คนอื่นๆ ต้องศึกษา
ขณะเดียวกัน กูเกิ้ลยังมีบริการน่าใช้ และที่สำคัญคือ “ฟรี” อย่าง Google Maps ที่ใส่สภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ลงไปในแผนที่ หรือการคำนวนระยะเวลาการเดินทางจริงโดยใช้ขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ เรือข้ามฝาก คำนวนร่วมกับสภาพการจราจรจริง ทำให้ภาพฝันของใครหลายคน ที่อยากให้มีโปรแกรมช่วยคำนวนเวลาการเดินทางก่อนออกจากบ้าน เป็นจริงเสียที
บริการจากกูเกิ้ลหลายอย่าง ที่เป็นของฟรี คนไทยชอบใช้แน่นอนครับ และอีกหลายบริการได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยเป็นที่แรกในภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงสัญญาณว่ากูเกิ้ลเองได้มองประเทศไทยอยู่ในสายตา และพร้อมที่ลุยตลาดเมืองไทย ตลาดที่ได้ชื่อว่าของก๊อบสร้างชื่อให้ของจริง จนของจริงไล่จับเท่าไหร่ก็ไม่หมด กูเกิ้ลแกมาเหนือเมฆว่า ของฟรี แต่มีโฆษณาบ้าง เมื่อคนไทยก็ไม่ว่าอะไร จึงติดตลาดกันไป
แตกต่างจาก Apple Inc. ที่ผมเห็นการเรียกร้องจากผู้ใช้งาน iPod ในเมืองไทยว่าให้สนับสนุนให้อ่านภาษาไทยได้ ทุกวันนี้ iPod Classic ยังคงอ่านภาษาไทยไม่ได้อยู่เลย หรือมีความสามารถในการอ่านภาษาไทยแต่ก็ถูกกั๊กไว้ในเวอร์ชั่นแรกๆ กว่าจะออกได้ต้องรอให้มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์อีก
หรือแม้แต่ Apple Store ที่ใครใฝ่ฝันว่าเมืองไทยน่าจะมีกับเขาเสียที เพราะยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ในไทยไม่ได้ขี้เหร่เลยนะครับ แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ ว่า Apple จะสนใจการทำตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง
ไหนจะมีกองทัพแอนดรอยด์จากกูเกิ้ลมาถล่มวงการมือถือให้ iPhone ได้สั่นคลอนแบบนี้อีก ผมได้เห็นการสนับสนุนภาษาไทยบนแอนดรอยด์อย่างเช่น ระบบการทายคำที่กำลังพิมพ์อยู่ หรือเมนูที่เป็นภาษาไทยต่างๆ ก็ทำงานได้ดี ไม่แปลเอ๋อๆ เหมือน Apple แน่นอน
น่าเสียดายตรงที่กูเกิ้ลเองไม่สามารถทำผลิตภัณฑ์แบบจับต้องได้เหมือน Apple และยังคงต้องใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงบริการของกูเกิ้ลเป็นหลักอยู่ (ใช้งานออฟไลน์ไม่ได้) กูเกิ้ลจึงทำการตลาดได้เพียงกลุ่มคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น แต่ถ้าประเทศไทยก้าวสู่ 3G หรือโครงการส่งเสริมให้มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศจากภาครัฐด้วย เราน่าจะได้เห็นบริการใหม่ๆ จากกูเกิ้ล ที่เคยเปิดตัวเฉพาะแถวๆ อเมริกา มาให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้ลองใช้กันบ้างในเร็ววันนี้
ผมรอ Google Voice อยู่นะครับ มาไวๆ แล้วกัน
ข้อมูลประกอบการเขียน :
1. เพราะมันยังเล่น Flash ไม่ได้

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเดี๋ยวนี้ผู้คนให้ความสำคัญกับการเล่น Flash บนมือถือ เพราะนอกจากเกมแล้ว ผมก็แทบไม่เห็นคุณค่าใดๆ ในการนำเสนอโดยใช้ Flash ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเว็บหลายแห่งในเมืองไทย ที่เอะอะก็ต้องมี Flash ทุกครั้ง แต่สำหรับคนที่คิดว่า มือถือเครื่องหนาเครื่องนี้จะมีความสามารถในการเล่น Flash นั้น ขอบอกว่า “ยัง” แต่อนาคตก็ไม่ได้มืดมนนักถ้าเทียบกับ Smartphone ค่ายอื่นๆ
2. Android 2.1 มีอนาคต แต่ยังไม่ใช่คำตอบของวันนี้

เท่าที่ได้ลองเล่นมาสัปดาห์กว่า Android แม้จะไม่ลื่นเหมือน iPhone แต่มันก็เป็น OS ที่เจ๋งเข้าขั้นครับ ถ้าเทียบกับ Blackberry ที่ห่วยสุดตีนยิ่งกว่า WM แต่กระนั้นแล้วก็ยังพบข้อผิดพลาดในการเปิดโปรแกรมต่างๆ อยู่พอสมควร หรือร้ายแรงสุดคือการ Restart ตัวเอง ซึ่งอย่างหลังแทบจะไม่พบเลยบน iPhone อาจจะเพราะความที่เป็น OS น้องใหม่ และผู้พัฒนาโปรแกรมกำลังลองผิดลองถูกกันอยู่ ผมเชื่อได้ว่า 2.1 คือจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจของ Android แต่ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการใช้งานขณะนี้
3. Application น้อยทั้งปริมาณ และคุณภาพ

จุดแข็งของ Android คือการเปิดกว้างให้นักพัฒนาใส่ App ต่างๆ ลงไปใน Market ได้ แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า โปรแกรมที่ดีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งาน ความเสถียรของโปรแกรม จนถึงหน้าตา Interface หรือ User Friendly มีน้อยมากใน Market ส่วนใหญ่จะเป็น App ขาดๆ เกินๆ คือ ใช้งานดี เปิดไม่แฮงค์ แต่หน้าตาห่วยสิ้นดี หรือหน้าตาสวย แต่เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น สิ่งนี้เป็นจุดขายของ iPhone มานาน และคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าจะมีสิ่งที่ iPhone มีในวันนี้
4. เร็วเกินไปที่จะมี Slice Keyboard ในตลาดมือถือของไทย

ผมค่อนข้างประทับใจใน Slice Keyboard เพราะเวลาเข้าเว็บ หรือต้องการพิมพ์ภาษาอังกฤษเยอะๆ นั้น พิมพ์บนคีย์บอร์ดจะถนัดและเร็วกว่า Vitrual Keyboard มาก แต่เท่าที่สังเกตมือถือหลายรุ่นที่ขายในไทย พวกที่เป็น Slice Keyboard มักไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะคนไทยอยากได้คีย์บอร์ดที่เป็นภาษาไทยมาเลย แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ชอบคีย์บอร์ดไทยที่มีการใช้งานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการพิมพ์ดีด เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาวในการเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยบน Milestone
5. ยังไม่มี 3G

Milestone เป็นมือถือที่เหมาะแก่การใช้งานบนพื้นที่ที่มี 3G หรือ WIFI แรงๆ เพราะผมพบปัญหาในการใช้งานบน GPRS ที่ช้ามาก บน EDGE เองก็พอไหวแค่การใช้งานเบื้องต้นเท่านั้น และ WIFI เองก็มีปัญหาเรื่องสัญญาณแกว่งไปมาตลอด แต่ถ้าใช้อยู่บน 3G จะกลายเป็นพระเอกไปเลย เพราะ Milestone เหมาะแก่การใช้งานอินเตอร์เน็ตมากกว่า iPhone แต่ iPhone เองเอาตัวรอดได้บนเครือข่ายประเภทอื่นได้มากกว่า ดังนั้น ถ้ามี 3G ใช้งานกันแพร่หลายกว่านี้ ก็ค่อยน่าใช้กว่าที่เป็นอยู่
6. อุปกรณ์เสริมน้อย
แม้ว่าวัสดุของ Milestone จะอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก แต่ความ “นอย” เวลาซื้อของแพงๆ ก็ไม่เข้าใครออกใคร ปัจจุบันนี้แม้กระทั่งฟิล์มกันรอยยังหาติดยาก อุปกรณ์เสริมอื่นนอกเหนือจาก Multimedia Station และ Car Mount แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้น ยิ่งถ้าเคสยิ่งแล้วใหญ่ เพราะความที่มี Slice Keyboard ก็ยิ่งเพิ่มความยากให้กับชิ้นงานอีก คงต้องรออีกพักใหญ่ๆ เมื่อตลาดเริ่มบูม หรือให้ทรูนำเข้ามาเองเพื่อเปิดตลาด ถึงจะมีอุปกรณ์เสริมขายเพิ่มขึ้น
7. เครื่องยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพ

วัสดุอาจจะดี แต่คุณภาพเครื่องยังคงเป็นที่สงสัยอยู่ว่า เป็นเพราะชิ้นส่วนภายในหรือตัว Android เอง ไล่ตั้งแต่ WIFI แกว่ง, จับ Location ไม่ถูกต้อง, กล้องมีปัญหา, คีย์บอร์ดหลวม เพราะปัญหาที่พบด้วยตัวเองและจากผู้ใช้งานอื่นๆ สามารถพบเจอผู้ใช้งานเมืองนอกบ่นในเรื่องเดียวกันได้อย่างง่ายดาย ฟังดูเหมือนจะดีเพราะอย่างน้อยก็ไม่เดียวดายในปัญหาเหล่านั้น แต่ถ้ายิ่งเข้าไปอ่านก็จะยิ่งพบว่า นอกเหนือจากปัญหาจะหลากหลายแล้ว เรื่องแต่ละเรื่องส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับคำตอบในการแก้ไขแบบหายขาด
8. ประสบการณ์ของทีมงานหลังการขายยังไม่แน่นพอ
ทรูคือผู้จำหน่าย Milestone เป็นทางการ แม้จะมีประสบการณ์จาก iPhone มาก หรือกับ Blackberry มาพอสมควร แต่กับมือถือระบบ Android ที่มีความซับซ้อนอีกแบบนึงนั้นยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ หรือระบบบริการหลังการขายในกรณีเครื่องมีปัญหา ตั้งแต่การแก้ไขเบื้องต้นจากการปรับการตั้งค่าต่างๆ จนถึงการส่งซ่อม เคลมเครื่อง และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างส่งซ่อม ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาปรับปรุงการให้บริการ แต่คงไม่นานเท่ากับครั้งที่ iPhone เข้ามาครั้งแรก
9. คู่แข่งขยับเข้ามาน่ากลัวขึ้น

iPhone OS v.4.0 เปิดตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับความสามารถที่หลากหลายและยืดหยุ่นขึ้น ขณะเดียวกันข่าวลือเรื่อง New iPhone ก็กระหน่ำหูถี่เหลือเกิน และคาดว่าประมาณ 2-3 เดือนจะมีความชัดเจนขึ้น หรือมือถือค่ายอื่นที่ใช้ Android ก็กำลังจะเปิดตัวใหม่อีกหลายรุ่น ตั้งแต่ HTC Desire, Legend หรือ Samsung ที่หน้าตาละม้ายคล้าย iPhone บนร่าง Android ก็น่าจะช่วยให้มีทางเลือกอื่นที่มากขึ้น หรืออาจดีกว่า Milestone ก็เป็นได้
10. ความคุ้มค่ามีน้อยกว่า
ขณะที่ความคุ้มค่าของ iPhone คือเกม และ Life Style Application, Blackberry คือ การแชตบน BBM และ Push Mail, Window Mobile คือการ Sync กับ Outlook อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กับ Milestone แล้วไม่มีจุดขายใดๆ ที่เป็นตัวชูโรง แม้การเล่นเน็ตผ่าน Milestone จะเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ iPhone ก็ดีไม่แพ้กัน หรือแม้แต่ GPS ที่อาจหยิบมาเป็นจุดเด่นได้ก็ยังต้องเสียเงินเพื่อต่ออายุการใช้งาน ไม่ต่างอะไรกับ GPS ราคาหลักพันที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป หรือวัสดุที่บอกว่าดีนักหนา มือถือค่ายอื่นก็ใช้ Aluminum ในการผลิตเครื่องกันแล้ว
ทั้งหมดนี้คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสมชื่อของการเป็น Milestone หรือ หลักไมล์ที่ยิ่งใหญ่ให้มือถือรุ่นอื่นได้ยึดถือและก้าวตามครับ
รูปภาพประกอบ : Google Image
ข้อมูลอ้างอิง : http://pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=298860&PN=1