Archive for the 'Tech Know' Category
สาวกเฮ น้องเปิ้ลมาไทยแน่!
ในที่สุดการรอคอยของสาวกพี่จ๊อบก็สิ้นสุดลง เมื่อประเทศไทยปรากฎอยู่ในแผนที่ของ Apple Inc. เสียที หลังจากฟังเสียงสาวกเมืองไทยสวดกันมานาน แต่เทพจ๊อบถือคติว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะในความเป็นจริง ตลาดแมคในเมืองไทยไม่ใช่อี้ๆ นะครับ เพราะมี Market Share รวมกันถึง 1 ใน 4 ของตลาดอาเซียนเลยทีเดียว และนับวันจะโตขึ้นมากเรื่อยๆ
สัญญาณแรก เริ่มจาก Ipod Nano รุ่นใหม่ที่สนับสนุนการแสดงผลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ (เสียที) แล้ว App Store หรือที่ขายเกมสำหรับลง iPod Touch และ iPhone ก็มีสำหรับประเทศไทยเช่นกัน และมีเสียงหลุดรอดมาว่า Genius ใน iTunes ที่ยังใช้กับภาษาไทยไม่ได้นั้น มีแผนว่าจะทำให้ support ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีคนไทยใช้งานฟังก์ชั่นนี้มากน้อยแค่ไหน
ต่อมา แอปเปิ้ลได้เปิด Online Store หรือการซื้อขายแมค, ไอพ็อด และอุปกรณ์เสริมผ่านเว็บไซต์ apple.com ของประเทศไทย พร้อมๆ กับประเทศอื่นอีก 4 ประเทศในละแวกอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนิเซีย และมาเลเซีย
มีการเปิดเว็บขายของ ย่อมทำให้ราคาของถูกลง ใช้โปรโมชั่นนักเรียน-นักศึกษาซื้อเครื่องได้ถูกกว่าราคาปกติถึง 2,000 บาท เหมือนซื้อที่ร้าน (แต่ลดราคาเยอะกว่าที่อเมริกาอีกเน้อ) ไม่เสียค่าจัดส่ง (ถ้าของมีมูลค่ามากกว่า 2,000) เรียกได้ว่า iStudio หรือ Reseller ต่างๆ เริ่มร้อนๆ หนาวๆ บ้างแล้ว
เลยเกิดเหตุการณ์ที่ประหลาดใจในพักนี้ จากปากพนักงานขาย มีการขยายสาขามากขึ้นเป็นพิเศษ มีการพรีเซนต์สินค้าแบบมากมาย ทั้ง Live Demo ตัว Mac OS หรือ iPod เหมือนพยายามทำแต้มเก็บผลงานให้มาก เผื่อจะได้มีเอี่ยวเมื่อมีการเปิดสาขา Apple Store จริงๆ
อีกเรื่องที่น่าสนใจ แม้จะเป็นข่าวลือที่กองเชียร์แอบลุ้นอยู่มากมายก็คือ iPhone กำลังจะมาเมืองไทยปีหน้า! ข่าววงในของผมนั้นค่อนข้างให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีหลุดออกมาชัดเจนขนาดนั้น แต่ข่าวเรื่อง 3G ที่หลายค่ายจะเริ่มให้บริการต้นปีหน้าแน่ๆ น่าจะใช้กลยุทธ์ iPhone เป็นตัวนำร่องให้ดึงดูดผู้ใช้บริการมากขึ้น อย่าลืมว่า แม้มือถือ 3G จะมีหลายรุ่น แต่ iPhone ถือเป็น Premiem สุดในตลาดนี้แล้ว
ยิ่งข้อมูลตอบลูกค้า สำหรับตอบปัญหาเมื่อลูกค้าโทรมาไม่ปฏิเสธเต็มตัวเหมือนเรื่องอื่นๆ หรือปัดว่าแล้วแต่น้องเปิ้ลจะกรุณา แต่เล่นพูดว่า ให้รอคอยฟังข่าวอีกครั้งหนึ่ง ผมว่านี่เป็นการบอกใบ้ในตัวแล้วว่า มันใกล้เข้ามาแล้ว
และประเด็นสุดท้าย การตลาดของแอปเปิ้ลน่าจะเน้น Go East อย่างเต็มตัว หลังจากที่ฝั่ง West เดี้ยงด้วยพิษเศรษฐกิจเป็นแถว ความอิ่มตัวของอุตสาหกรรมนี้เริ่มเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันความต้องการใช้งานฝั่งเอเชียยังคงมีอยู่สูง ในประเทศไทยนั้นต้องขึ้นอยู่กับว่า แอปเปิ้ลจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ตัวเองที่คนอื่นมองอย่างไร ในเมื่อ Reseller ทั้งหลายพยายามสร้างภาพให้แมคเป็นของ Hi-End หรือสูงเกินเอื้อมจนเกินไป
เดาว่าหมากต่อไปของแอปเปิ้ล น่าจะเริ่มจากบริการหลังการขายที่รองรับการซื้อของจาก Online Store และ iPhone อาจจะเป็นช่องทางของ MCC แบบเดิม ให้รองรับมากขึ้น และที่สำคัญคือ ผมว่าเราอาจจะได้เห็น Apple Store ภายในปี 2010 ก็เป็นได้ครับ
ฟันทิ้ง!
1 commentอันตรายของ Social Network
เมื่อก่อนผมเคยคิดเช่นนั้นจริงๆ ครับ แต่คิดแบบเหมารวมถึงคนทำเว็บในยุคแรกๆ ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่คนรู้จักกันทั้งนั้น ต่างชื่นชมผลงานของกันและกันอยู่ห่างๆ พอมาเจอตัวจริง อ้าว.. พี่คนนั้น พี่คนนี้นี่เอง
พอมาถึงยุค Social Network แล้ว มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่วงการเยอะมาก เด็กประถมก็เล่นเกมเป็น มี Hi5 กันแล้ว เหมือนโลกออนไลน์จะลดช่วงอายุเวลาของผู้เล่นลงไปเรื่อยๆ ขณะที่หน้าแก่ๆ เก่าๆ ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทำให้คนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมาก มากเสียจนใครบางคนแอบคิดว่า ถ้าเราทำอะไรไป ใครจะมาตามตัวเจอกันได้
ในอดีต เคยมีคดีความมากมายที่เกิดขึ้นจากความคะนองของผู้ใช้งาน ศัพท์เฉพาะทางเรียก “เกรียน” จนทำให้เว็บบอร์ดหลายแห่งใช้การยืนยันตัวผู้ใช้งานอย่างเป็นระบบมาจัดการ เผื่อเกิดเรื่องอะไรจะได้ตามตัวกันถูก หรือใช้เทคโนโลยีเดิมๆ อย่างการตามเช็ค IP กัน นี่ก็ยังนิยมอยู่ครับ
แต่ความน่ากลัวมันเกิดขึ้น สืบเนื่องจากกระทู้หน้าหนึ่งในเว็บพันทิบดอทคอม ห้องตากล้อง เป็นกระทู้แนะนำชื่อ พฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำให้วงการถ่ายภาพด่างพร้อย ที่พูดถึงตากล้องที่โกงลูกค้าหลายราย บังเอิญว่าตากล้องคนนั้นเป็นคนที่ผมรู้จักอย่างดีซะด้วย เวลาอ่านกระทู้ไปจึงได้เห็นข้อมูลที่แต่ละคนสืบค้นและโพสประจานความชั่วร้ายกัน จริงบ้าง เท็จบ้างตามเรื่องไป
ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ กระทู้นั้นนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปอย่าง สถานศึกษา เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ที่ถูกนำมาโพสแล้ว ยังมีเรื่องของสถานที่ฝึกงาน หรือที่ๆ เขากล่าวอ้างว่าเคยทำงานมาก่อน และหลักฐานชี้ตัว แสดงหน้าตาอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าดิ้นไม่หลุดแน่นอน นั่นคือ Hi5 และ Multiply!
ที่ถูกตามไปด่าเยอะหน่อยคือใน Multiply ซึ่งในเมืองไทยเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งรวมตากล้อง ใครๆ ต้องไปโพสรูปที่นั่นเพื่อหางานเสมอ เลยถูกคนรู้จัก เพื่อนร่วมวงการ หรือลูกค้าตามไปด่ากัน ส่วน Hi5 ดูค่อนข้างเป็นส่วนตัวกว่า มีรูปเพื่อนๆ ใน Top Friend เยอะคงเกรงใจ ไม่กล้าตามไปด่าเท่าไหร่นัก
ลองคิดเล่นๆ นะครับว่า เมื่อมี Social Network แล้ว เราไว้ใจที่จะใส่ข้อมูลจริงลงไป ในทางกลับกัน เทคโนโลยีการสืบค้นก็มีความสามารถมากพอที่จะประมวลข้อมูลจริงเหล่านั้นออกมาให้เราเช่นกัน กลายเป็นว่า ถ้าวันนึงไปทำใครเจ็บแค้นขึ้นมา เราอาจถูกตีโต้จนไม่ทันได้ตั้งตัวง่ายๆ บวกกับกระแสสังคมที่ชอบ “กระทืบซ้ำ” อยู่ด้วย กว่าจะแก้ต่างว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็คงกระเด็นกระดอนไปไกลเกินกว่าจะตั้งตัวได้แล้วครับ
วันนี้คุณลองเสิร์ชชื่อของคุณแล้วหรือยังครับ?
1 commentSamsung F480 เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone?
ผมเป็นคนใช้มือถือไม่ค่อยซ้ำยี่ห้อเลยครับ ถ้านับไล่เรียงกันก็มีตั้งแต่ Phillips, Siemens, Nokia, Sony Ericsson และล่าสุดมาลงเอยที่พลังกิมจิอย่าง Samsung ที่ผมด้อมๆ มองๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะแซงหน้า HTC แบบเสี้ยววินาทีแบบนี้
ในราคา 15,000 บาทขึ้นไปนั้น ผู้ท้าชิงที่รอขึ้นเวทีมีตั้งแต่ Smartphone อย่าง HTC หลายรุ่น, Omnia รุ่นพี่ของ F480 หรือชื่อเรียกของมันว่า “Tocco”, Nokia E Series และที่สำคัญคือ มวยรุ่นสดๆ อย่าง iPhone ที่ท้าตีชาวบ้านไปทั่ว

จริงอยู่ที่ F480 นั้นออกมาก่อน Omnia และแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่า มันเกิดมาเพื่อมาฆ่า iPhone เท่าไหร่นัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ระบบปฏิบัติการของทั้ง F480 และ Omnia ที่เป็นทั้งระบบบ้านๆ กับ Windows Mobile 6 ก็ยังด้อยกว่า iPhone อยู่หลายขุมนัก แต่ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการพอสมควรที่นำเอาฟังก์ชั่นการ “ถูไถ” มาสู้กับ iPhone ได้อย่างสนุก สนุกกว่าตอน HTC Touch ทำถูไถเลื่อนเมนูเยอะเลยครับ
สิ่งแรกที่ F480 ได้ฆ่า iPhone คือกล้องครับ มีมาให้ 5 ล้านพิกเซล! คือกะฆ่าให้ตายเลยครับงานนี้ และเป็นมือถือไม่กี่รุ่นที่บ้าพลังเรื่องกล้องขนาดนี้ จริงๆ 5 ล้านฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ หรือคิดกันไปไกลว่าใช้แทนกล้องดิจิตอลได้เลย ยังงัยเสีย ผมว่ากล้องดิจิตอลก็ยังเหนือกว่ากันเห็นๆ ตราบใดยังไม่มีค่ายมือถือไหนบ้าพอจะใส่ชิปกล้องลงมือถือ ฮ่าๆๆ

เรื่องต่อมาคือขนาดครับ สังเกตได้ว่าขนาดอยู่ในแค่อุ้งมือเท่านั้น ไม่เหมือนกับ iPhone หรือ Omnia ที่ใหญ่กว่าพอสมควร ข้อนี้เหมาะแก่การใช้งานจริงมากกว่ามือถือที่ทำเป็นเท่เยอะเลยครับ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็แข็งแรง ฝาหลังเป็นโลหะด้วย หรือจะเปลี่ยนเป็นฝาหนังที่แถมมากับเครื่องที่ยาวมาปิดหน้าจอได้ ก็เลือกตามสะดวก ถือว่างานนี้มีครบ ไม่ต้องซื้อซิลิโคนแต่อย่างใด
เมื่อกี้พูดถึงการทำงานแบบ “ถูไถ” ไปบ้างแล้ว พูดภาษาฝรั่งเรียกว่า “Touch Screen” นั่นเอง ในเรื่องการตอบสนองต่อการกด ผมว่าดีกว่าการใช้ปากกาจิ้มๆ ใน smart phont มาก หรือถ้าเทียบกับ iPhone ผมคิดว่าสูสีเลยทีเดียว มีการเลื่อนซ้ายขวา-ขึ้นลงได้สมบูรณ์ หรือถ้ามันวิ่งเร็วไปหน่อยก็ใช้ปุ่มบังคับขึ้นลงที่อยู่ด้านข้างของเครื่องก็ใช้งานแทนได้
อีกเทคนิคนึงของการ “ถูไถ” ที่น่าใช้คือ เมื่อเราเปิดหน้า Phonebook หรือ SMS แล้วมีข้อมูลเยอะๆ ถ้าเราลากจากบนลงล่าง ทางด้านขวามือ จะวิ่งช้ากว่าลากทางซ้ายมือครับ เวลาไล่รายชื่อลงไปท้ายๆ ใช้ถูทางซ้ายก็จะสะดวกมากขึ้น
เสียอย่างเดียว ที่ไม่มีการ rotate หน้าจออัตโนมัติ และฟังก์ชั่น “แหวก” ของ iPhone เพื่อซูมเข้าไปดู ไม่งั้นเทพจ๊อบคงกลุ้มน่าดู ฮี่ๆๆ..
ยังไม่หมดครับ interface ของโปรแกรมใน F480 ใช้งานง่ายและครบเครื่อง ผมยกตัวอย่างเรื่องการจัดการ Bluetooth ที่เป็นไฮไลท์ของ F480 นะครับ ชื่อเครื่องจะขึ้นเป็นวงกลมตรงกลาง ส่วนเครื่องอื่นๆ ที่หาเจอนั้น จะเป็นวงกลมเล็กๆ ขึ้นอยู่รอบๆ ถ้าอยากจะเชื่อมต่อกับเครื่องไหน ก็ลากเข้ามาที่วงกลมตรงกลางได้เลยครับ เป็นการทำงานที่เข้าใจง่ายและเท่มากๆ
ยังงัยแล้ว ผมก็ยังไม่เชื่อว่า iPhone คือมือถือที่น่าใช้ที่สุดครับ แต่เป็นมือถือที่หวือหวาที่สุดมากกว่า และ F480 นั้น แม้จะทำท่าเหมือนจะมาฆ่า iPhone แต่ก็คงเป็นเพียงแค่มาขัดขาไม่ให้วิ่งฉลุยไปไกลเพื่อนฝูงหรอกครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว โปรแกรมที่มากับเครื่องนั้นไม่ยืดหยุ่นมากพอที่จะใช้งานแนวธุรกิจได้อย่างที่ iPhone คิดจะชนกับ Blackberry
ถ้าเป็น Home User หล่ะก็ iPhone ก็ iPhone เหอะ งานนี้มีเหนื่อยแน่
1 comment