ทุกครั้งที่ไปงานบวช แล้วถึงช่วงเวลาที่ต้องจริงจังขึ้นมา นี่แหละคือตอนที่เกิดความสงบที่สุดในงานแล้ว
เมื่อก่อน ผมเขียนเป้าหมายชีวิตในปีใหม่ และทุกวันสิ้นปี ก็จะกลับมาย้อนดูว่าเราได้ทำอะไรตามนั้นมากน้อยแค่ไหน ต่อมาก็มาเขียนในเว็บแห่งนี้ และปัจจุบันผมเขียนบนเฟสบุ๊คแล้วแท็กเฉพาะเพื่อนที่สนิทให้เขาได้อ่านด้วย ทำต่อเนื่องมา 5ปีได้แล้วครับ
ในหัวข้อตัวเลข และบทบรรยายด้านล่าง ผมคัดลอกมาจากเป้าหมายเมื่อต้นปี 2554 และได้สรุปผลที่ได้อยู่ทางด้านล่างครับ
ปี 2554 ที่ผ่านมา ชีวิตผกผันไปหลายอย่างมาก จนจำไม่ได้ว่าเราเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรบ้าง และทุกๆสิ้นปี จะใช้เวลานี้มาทบทวนทุกสิ่งอีกครั้งว่าอะไรทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันครับว่าได้ทำอะไรครบตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
1. เป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้วย ITEM Studio
ปลายปี 53 ผมเกือบออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานชิ้นนี้อย่างเต็มตัว แต่ด้วยเรื่องบางเรื่องทำให้ผมยังคงอยู่ทำงานประจำต่อ ปี 54 นี้ ผมตั้งใจอย่างแข็งขันว่าจะทำให้ ITEM Studio เลี้ยงดูตัวเอง และน้องๆที่ทำงานด้วยกันให้เรียบร้อย และที่สำคัญ ผมไม่เคยลืมว่าจะต้องตอบแทนสังคม ด้วยวิธีการที่สนุกๆ สร้างสรรค์ และยั่งยืนครับ
ผลที่ได้ >>>
พยายามจัดการอยู่หลายครั้ง หลายที เปิดคอนโดเป็นออฟฟิศด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ทุกคนอยากเป็นนายของตัวเอง มีวิธีการของตัวเอง ก็ย่อมไม่อาจบังคับใครให้มาอยู่ในระบบแบบที่ตั้งใจได้ซักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อย สิ่งที่ได้กลับมาคือวิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และเชื่อว่า ถ้าจะทำอีกครั้งนึง ก็ยิ่งใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
แต่ที่สำคัญ ผมได้ปรับวิธีคิดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมใหม่ ด้วยการคิดว่าหากเราพร้อมที่จะประกอบการอะไรซักอย่างเพื่อช่วยให้สังคมดีขึ้น ก็ควรทำทันที โดยไม่ต้องคิดอ้อมว่าต้องทำธุรกิจก่อนแล้วค่อยตอบแทน อย่างเช่น การลงมือทำแพจากขวดน้ำพลาสติกเพื่อช่วยน้ำท่วม นี่คือการลงมือทำจริงๆ โดยยังไม่คิดเอาธุรกิจมานำทางก่อน
2. ทำโปรเจคสื่อแนวทดลองด้วย UP2GU
ตลอดปี 53 ผมทดลองสื่อสารกับผู้คนด้วยวิธีการต่างๆ ผ่านทาง twitter หรือบนเฟสบุ๊คเอง ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาดี ในปี 54 ผมจึงอยากทำโปรเจคสนุกๆ โดยชักชวนน้องๆ มาช่วยกันร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน คิดๆ ไว้เบื้องต้น จะมีรายการวิทยุ Podcast คุยเรื่องฟุตบอล, UP2GU TV ช่องรายการที่ผู้ชมคาดเดาไม่ได้ว่าจะได้ดูรายการอะไร หรือทำนิตยสารออนไลน์ รวมรวบเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องออกไปสัมภาษณ์เอง!
ผลที่ได้ >>>
ได้ลองทำ Podcast ไป 1 ตอน ทำรายการสอน Ukulele อย่าง UP2GULELE ที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม ถึงขนาดที่ได้เป็น “เซเล็ป” ออกรายการในเคเบิ้ลทีวีด้วยเลย เล่นทวิตเตอร์จนมีคนตามเกือบ 3500 ได้ฉายาว่า “เซเล็ปปลาดุก” เฉย แต่นิตยสารออนไลน์ ว่าจะทำอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้ทำซักที
3. ท่องเที่ยวแบบมีสาระให้มากขึ้น
รู้สึกได้ว่าตัวเองแก่เกินที่จะเที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ แล้วครับ แต่ผมกลับสนุกเวลาที่ได้ท่องเที่ยวแบบมีภารกิจที่ต้องทำด้วย ปีที่แล้ว ได้ขึ้นแม่แจ่มคนเดียวเพื่อไปสำรวจโรงเรียนทำค่าย มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับครูดอย และชาวบ้าน ได้ไปขอนแก่นเพื่อหาทำเลทำร้านกาแฟเพื่อนักศึกษาในฝันกัน หรือไปศรีสะเกษแบบรวดเร็วเพื่อทำรายการแก้ปัญหาน้ำท่วม ถ้าเป็นไปได้ ผมจะหาโอกาสท่องเที่ยวแบบนี้อีก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศครับ
ผลที่ได้ >>>
ได้ไปทำค่ายที่แม่แจ่มเมื่อต้นปี เป็นเรื่องเปลี่ยนชีวิตมากๆอีกครั้งนึง ได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี แล้วคิดโปรเจคมากมายที่อยากทำให้เมืองเงียบๆนี้สนุกอีกครั้ง ได้เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น แม้จะเป็นการไปถ่ายงาน แต่ก็พยายามซึมซับบรรยากาศบางอย่าง ได้หนีน้ำท่วมมาอยู่เชียงใหม่ จนได้งานและกำลังจะปักหลักใช้ชีวิตที่นี่ งานนี้ถือว่าคุ้มเลยครับ
4. รักตัวเองให้มากขึ้น
น้ำหนักล่าสุดที่ชั่งคือ 87 กิโลกรัม ผมเสียดายที่หมดโอกาสใส่เสื้อยืดสวยๆ หรือเดินทางท่องเที่ยวในที่ที่ต้องใช้พลังกายเยอะ ปีนี้ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น หาเวลาออกกำลังกายให้มากขึ้น นอนดึกให้น้อยครั้งลง ลดละอาหารที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย
ผลที่ได้ >>>
ข้อนี้ไม่มีอะไรที่ดีกว่าเดิมเลย -”-
5. ประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น
ผมจะต้องกึ่งๆ ออกมาอยู่คนเดียว ต้องดูแลค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และด้วยโปรเจคต่างๆ มากมายที่ต้องใช้เงินลงทุนกับอุปกรณ์ คงต้องจัดการบัญชีชีวิตให้ดีขึ้นกว่านี้ เช่นเรื่องค่าเดินทาง คงจะเปลี่ยนมาใช้ขนส่งมวลชน หรือจักรยานแทน
ผลที่ได้ >>>
หนี้สินยังมากมายเช่นเดิม หมดเงินไปกับอุปกรณ์อย่าง iPad, iPod และมือถือเครื่องใหม่ และก็ยังไม่ได้มีจักรยานเป็นของตัวเองอย่างที่ตั้งใจไว้ซักที
6. ตั้งใจเรียน CIDI ให้จบ และหาวิธีคืนทุนให้ได้ไวที่สุด
แม่ถามผมอยู่หลายครั้งว่า ถ้าเรียนออกแบบจบแล้ว จะสามารถสร้างประโยชน์หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ผมคงต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อทำให้ภาพฝันที่ขายไว้กลายเป็นจริง
ผลที่ได้ >>>
เรียนไม่จบ ไม่ได้แสดงผลงานในนิทรรศการ และไม่ได้เรียนต่อด้วย เนื่องจากต้องมาทำงานที่เชียงใหม่ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเรียนที่นี่มากมายนัก นำมาใช้ประโยชน์อื่นๆได้เยอะ ทั้งเรื่องของงานดีไซน์ กระบวนความคิด และคอนเน็คชั่นต่างๆ
7. จดให้มากขึ้น ถ่ายรูปให้มากขึ้น
มีสมุดโทรมๆ เล่มนึงที่พักหลังผมหยิบขึ้นมาจดเรื่องราวต่างๆ ทุกครั้งที่ได้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวที่เคยเขียนไว้ ผมจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง แม้ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเศร้า หดหู่ หรือเต็มไปด้วยข้อความที่จับใจความไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ อาจจะไม่ใช่เวลานั้น แต่ซักวันนึงก็จะได้ใช้ อย่างเช่นเพลงหลายเพลงที่แต่งขึ้นในปีที่ผ่านมา
ผลที่ได้ >>>
แทบไม่ค่อยได้บันทึกลงสมุดเลย ลายมือเข้าขั้นแย่ลงเรื่อยๆ แต่ขยันส่งโปสการ์ดหาผู้คน และถ่ายรูปมุมมองสวยๆ ผ่าน Instagram ให้มากขึ้น ส่วนมากนึกอะไรก็จะทวิตออกไป แทนการจดเสียมากกว่า ข้อเสียคือ มันต้องใช้ไฟฟ้าในการย้อนกลับไปอ่าน และย้อนกลับไปไม่ได้มากซะด้วย
8. เขียนเพลง ทำเพลงให้ครบ 7 เพลง
ปีที่แล้วผมมีอยู่สองเพลง รวมในสต๊อกแล้วเป็น 3 เพลง ปี 54 ขอฟิตๆ ทำให้ครบ 7 เพลงเป็นอัลบั้ม!
ผลที่ได้ >>>
แต่งเพลงใหม่แบบขำๆ โดยใช้ ukulele อยู่เพลงนึง แต่ก็ยังไม่ครบเป้าหมาย 7 เพลงตามที่ตั้งใจไว้
9. หนังสั้น หรือ MV 1 เรื่อง
เขียนมาหลายปีแล้วว่าจะต้องทำให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จซักที ปีนี้ผมอยากทำให้เห็นภาพจริง เพื่อรองรับโปรเจคสนุกๆต่อไป ไม่แน่ อาจจะได้เห็นงานสเกลที่ใหญ่ ระดับละครเวทีของภาควิชากันเลยทีเดียว!
ผลที่ได้ >>>
ได้เป็นที่ปรึกษาของโปรเจคหนังสั้นที่ภาควิชาในช่วงท้ายๆ ของการถ่ายทำ พยายามชวนน้องๆ มาทำโปรเจคนี้ด้วยกันหลายหน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จซักที น้องก็รอบทหนังบ้าง รอเวลาที่ลงตัวบ้าง ไอ้เราก็ไม่เคยจะเขียนให้เขาเลยซักที -”-
10. บวช!
ผมสัญญากับเก๋ไก๋ – ธีรานุช พันเจริญ ขณะที่กำลังรดน้ำศพเธอว่าจะบวชให้กับเธอ และผมตั้งใจว่าจะใช้โอกาสนี้ อุทิศส่วนกุศลแด่มาย – ชยาภา เพื่อนสนิทอีกคนที่จากไป และทดแทนคุณพ่อแม่ในคราวเดียว อยากจะบวชซักพรรษานึง แต่ไม่รู้ว่าที่ทำงานจะว่ายังงัย (หรือเขาอาจจะไม่ว่าเพราะไม่ได้ทำต่อแล้ว
)
ผลที่ได้ >>>
ได้บวชครับ แต่บวชหน้าไฟงานศพของอาม่าแทน แค่ 3-4ชั่วโมง เพราะติดเรื่องเปลี่ยนงาน เลยไม่ได้บวชจริงจังซักที
11. หาแฟน!
เรื่องนี้ผมไม่ค่อยอยากจะหวัง หรือให้มันเป็นเป้าหมายในชีวิตนะครับ เพียงแต่เงื่อนไขบางอย่างที่ผมเคยตั้งไว้เอง ทำให้ผมเหลือเวลาที่จะพูดเรื่องนี้อีกแค่ 2 ปีเท่านั้น รอบปีที่ผ่านมา ได้รู้จักกับเธอที่นิสัยดีหลายคน บางคนผมก็กล้าที่จะพูดเปิดเผย บางคนผมก็กลัวเกินกว่าที่จะใกล้กว่านั้น ผมหวังว่าในปีที่จะมาถึง หากยังไม่มีวี่แววของเธอคนนั้น อย่างน้อยให้ได้ผมเฉียดเข้าใกล้ความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งจะได้ไหม ให้ผมได้รู้สึกว่า ผมยังคงมีลมหายใจเพื่อวันพรุ่งนี้ต่อไป
ผลที่ได้ >>>
ตามสเตตัสที่เปลี่ยนไปนั่นแหละครับ
ปีที่ผ่านมา ได้ทำอะไรตามที่ตั้งใจไว้บ้างหรือยังครับ?
จำไม่ได้แล้วครับว่าคำว่า “Blogger” ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลสำคัญไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผมอาจยังอยู่ในยุคของคนที่เรียกตัวเองว่า “Diarist” เสียด้วยซ้ำ
จุดเริ่มต้นของ up2gu.net เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการต่ออายุโดเมน up2gu.com ที่ไม่เรียบร้อย จึงหลุดมือไปอยู่กับคนอื่นแทน ทำให้ผมต้องเลือกที่จะใช้ชื่อ up2gu.net และเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ตามชื่อ .net ด้วยการเป็นพื้นที่รวมตัวกันของนักเขียนไดอารี่อิสระที่มีความต้องการบางอย่างคล้ายกัน คือการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบของตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ที่ปรุงแต่งจากผู้ให้บริการบางรายในสมัยนั้น
ย้อนไป 8 ปีที่แล้ว ผมยังไม่มีเครื่องมือดีๆ อย่าง WordPress มาช่วยทำให้การเขียนไดอารี่ของนักเขียนแต่ละคนสะดวกเท่าไหร่นัก หรือพื้นที่การแสดงผลงานก็ไม่ได้มีหลากหลายอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมยังจำได้ว่าในงานแฟตปีที่ 2 ผมเป็นคนรวบรวมงานเขียนจากหน้าไดอารี่ของแต่ละคน มารวมเล่มขายเป็นหนังสือทำมือ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการโปรโมตเว็บอยู่เลยครับ
หลายครั้งที่ผมไปเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่น พยายามอยู่ในที่ๆ มีคนเห็น เพื่อเรียกแขกเข้าร้านผมบ้าง แต่เชื่อไหมครับ มันไม่มีที่ไหนที่สุขใจเท่าบ้านของผมหลังนี้อีกแล้ว ผมสามารถเขียนทุกเรื่องราวโดยไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาอ่านแล้วโวยวายหรือตีความไปต่างๆ นานา ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้างานจะเข้ามาดู status เหมือนอย่าง Facebook เช่นทุกวันนี้
สิ่งๆ นั้นเองที่ทำให้งานเขียนของผมค่อยๆ มีการพัฒนา จากที่เขียนสะเปะสะปะะ ไร้ทิศทาง กลายเป็นนักเล่าเรื่องที่่ค่อยๆ ร้อยเรียงเรื่องราวได้
วันนี้ มีคนเรียกผมว่าเป็น “Blogger” ตามสมัยนิยม ดูดีคล้ายสื่ออีกแขนงหนึ่ง แต่ความเป็นจริงผมก็ยังมองตัวเองว่าเป็นนักเขียนธรรมดา ที่พยายามทดลองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้งานไม่ออกมาซ้ำซากจำเจ เรื่องไหนที่ผมสนใจก็จะเขียนในแง่มุมที่ต่างออกไป เพื่อให้เกิดการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ หรือพยายามรวบรวมองค์ความรู้บางอย่างที่ได้จากการค้นหาบนอินเตอร์เน็ต แล้วนำมาเป็นแหล่งอ้างอิงได้
8 ปีที่ผ่านมา ผมต้องขอบคุณใครหลายๆ คนที่ยังติดตาม ช่วยสั่งสอน ชี้แนะ คำแนะนำกับผม และเว็บแห่งนี้ เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยได้เนิ่นนานขนาดนี้
และในปีต่อไปจากนี้ ผมอยากให้ทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามา ได้ติดตามเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ จะเกิดขึ้น ผมอยากจะใช้เวลาที่มีมากขึ้นหลังจากออกจากงานประจำที่ทำมา 4 ปีกว่า ทำโปรเจคสนุกๆ กันบนพื้นที่อิสระทางความคิดแห่งนี้ครับ
ขอบคุณครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมานี้ ผมพยายามคิดโปรเจคทำธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นนึงขึ้นมา ส่วนนึงผมตั้งเป้าว่าจะส่งประกวดโครงการของ iCARE ในหัวข้อว่า “ฉลาดแกมดี” อีกส่วนนึงนั้น ผมพยายามต่อสู้กับความหมั่นไส้ของตัวเองครับ
ความหมั่นไส้ในที่นี้เกิดขึ้นจากคืนวันศุกร์ที่แล้ว ได้ดูรายการ SMEs ตีแตก โดยนำนิตยสารเพื่อสังคมอย่าง BE Magazine มาออกรายการเพื่อวิเคราะห์แผนการตลาด กูรูทางด้านการทำนิตยสาร และเรื่องการค้า ต่างลงความเห็นพ้องกันว่า โปรเจคนี้ไม่น่ารอดได้ เพราะจุดขายอย่างนิตยสารก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ และจุดแข็งอย่างการสร้างงานให้กับคนในสังคมผ่านการขายนิตยสาร ก็ยังไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี
ผมเชื่อว่าแรงผลักแบบหนึ่งที่จะทำให้เราลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้นอกจากความลุ่มหลงในสิ่งที่อยากจะทำแล้ว ก็คือความหมั่นไส้ อิจฉา ริษยาครับ ผมหมั่นไส้ อิจฉาที่เขามีเงินเยอะกว่า ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้เร็วกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่มีพื้นใดๆ อย่างผม
ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องทำให้เหนือกว่าพวกเขาคือ ความลึกซึ้งของตัวโครงการที่ต้องคิดรอบด้านและคุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ เนื่องจากผมไม่มีแหล่งเงินทุนของตัวเองมากพอ จะต้องพึ่งพิงจากคนรู้จักทั้งหลายที่พอมี การนำเสนอโครงการที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุนมากเท่าไหร่ ผมถึงจะมีโอกาสได้เริ่มทำโปรเจคนี้มากขึ้นเท่านั้น
การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจ และในกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมที่ยังคงยึดติดกับการรับบริจาค หรือเขียนโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐ และเอกชน
มันเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองขั้วจะมาเจอกันในพื้นที่ตรงกลางได้อย่างลงตัว คนที่มีหัวคิดธุรกิจก็จะไปทำธุรกิจของตัวเอง คนที่มีจิตอาสาหรือคิดเผื่อคนอื่นก็จะทำสิ่งที่เขาถนัดมากกว่า เพราะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าการทำธุรกิจ
ผมกับเพื่อนๆ คิดขั้นตอนและวิธีการในการหล่อเลี้ยงองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณอย่างเดียว เราจะได้ทำโปรเจคอย่างที่เราต้องการมากกว่านี้ ลงเอยที่การเพิ่มฝ่ายที่ทำงานด้านธุรกิจโดยเฉพาะ เน้นเรื่องกระบวนการการอบรมที่พวกเราถนัด โดยจะต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งรายรับที่ได้เพื่อมาหล่อเลี้ยงองค์กรด้วย
แต่ผมว่ามันยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอครับ
การทำธุรกิจเพื่อสังคมในมุมมองของผม จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหารูปแบบทางธุรกิจที่เหมาะสมมาทำให้การแก้ปัญหานั้นยั่งยืนด้วยเงินรายได้ที่มาจากธุรกิจนั้น แต่ธุรกิจเพื่อสังคมหลายแห่งนั้น ผมไม่เห็นการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เน้นเรื่อง CSR มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม
เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเรามองปัญหาเหล่านั้นชัดเจนเมื่อไหร่ รูปแบบทางธุรกิจจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และต่อยอดความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เราต้องการหยิบขึ้นมาเพื่อแก้ไขนั้น อาจเป็นปลายเหตุของปัญหา มากกว่าต้นเหตุ
ยกตัวอย่างเช่น ผมคิดโปรเจคเกี่ยวกับเรื่องน้ำที่กำลังขาดแคลน ผมไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศให้ชาวนางดทำนาเพราะน้ำจะไม่พอเลี้ยงคนปลายน้ำ ในขณะที่คนปลายน้ำก็ใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลือง สุขสบาย โดยไม่สนใจว่าคนต้นน้ำเดือดร้อนอย่างไร
จึงคิดต่อไปว่า ต้นทุนของน้ำที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ถูกมาก แต่เราต้องจ่ายเงิน 10 บาททุกมื้อกลางวันในการดื่มน้ำขวด ส่วนต่างจากเงินที่จ่ายไปนั้นกลับไปอยู่ที่พ่อค้า สายส่ง และบริษัทผลิตน้ำดื่ม แทนที่จะไปช่วยเหลือคนต้นน้ำที่เขามีสิทธิ์ใช้น้ำคุณภาพดี และต้นทุนถูก ไม่ต้องคอยซื้อน้ำตามรถเร่ขาย
แต่ปัญหาจริงๆ ของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมากนัก เพราะประเทศไทยมีน้ำกินน้ำใช้ที่มีคุณภาพพอสมควร แต่ขาดจิตสำนึกของการประหยัด การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราต้องใช้พลังงาน และเสียน้ำคุณภาพดีให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไป
เรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นการคิดซับซ้อนกว่าธุรกิจธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดโครงสร้างโดยสมบูรณ์ และจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการทำธุรกิจทั่วไปในการประคับประคองให้อยู่รอดในสังคมการแข่งขันได้
แต่มันก็ไม่ยากเกินไปอีกเช่นกัน ถ้าเราตั้งใจคิด และใช้แรงอิจฉาช่วยผลักดัน