UP2GU.NET

Archive for the 'Blog Life' Category

ขอประกาศตัวว่าเป็น CC กับเขาแล้วครับ!

เรื่อง Creative Commons License มีมานานพอสมควรในวงการนี้ และในประเทศไทยเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนด้วยความอนุเคราะห์จากหลายภาคส่วน ขี้เกียจอธิบายครับ เอาเป็นว่าไปอ่านเองได้จาก blognone ในหัวข้อเรื่อง Creative Commons ประเทศไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับเว็บแห่งนี้คือ ปกติแล้วทุกๆ เรื่องที่ผมได้เขียนลงในบล็อคแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากการแวะไปอ่านข้อมูลจากเว็บต่างๆ มาประกอบกัน บางครั้งถ้าจำแหล่งอ้างอิงได้ก็จะอ้างถึง หรือถ้าจำไม่ได้ชัดเจนนักก็จะระบุไปว่ามาจากเว๊บไหน

ถ้าเป็น CC กับเค้าแล้ว คงต้องอ้างอิงให้ชัดเจนมากขึ้นครับ

เรื่องของลิขสิทธิ์นั้น ผมยินดีให้ทุกท่านนำไปต่อยอดได้ ตราบใดที่ไม่นำไปใช้เพื่อการค้า เช่น จากเรื่อง เหตุผลที่ (ยัง) ไม่ใช้ Ubuntu ที่เคยเขียนไว้ มีบรรดาผู้ใช้งาน Ubuntu นำไปเป็นเรื่องโต้เถียงกัน ก็สนุกดีครับ

ในอนาคตนั้น ผมจะพยายามให้เว็บไซต์ที่ดูแลทั้งหมดเข้าสู่การเป็น CC ทั้งหมดครับ แรกเริ่มเลย เว็บไซต์ของกลุ่มกิจกรรม ITEM ที่เน้นเรื่องของการจัดการความรู้ และการส่งเสริมความเป็นพลเมือง จะให้เป็น CC ทันที ตามด้วย หัวกะทิ.net - เว็บของกลุ่มอดีตเด็กค่ายผู้นำนักศึกษา ที่ให้คนที่เคยผ่านค่ายมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน ก็จะตามไปติดๆ

ITEM Studio ทีเป็นเว็บรวบรวมผลงานนั้น คงต้องขอดูรายละเอียดด้านเทคนิคก่อน, และ Ohmypic.com จะพยายามให้กลายเป็นเว็บที่รวบรวมรูปสวยๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ (แบบไม่มีการค้า) หรือทำเป็นการค้าได้เฉพาะการกุศลเท่านั้น ต้องขอไปศึกษาก่อนครับ

 

ตอนนี้หวังแค่ว่า จะต้องหาโอกาสมาแบ่งปันบ่อยๆ ครับ

No comments

เรื่องของเด็กยุคศตวรรษก่อน เดอะมูฟวี่

จับผลัดจับพลูได้ไปดู 20th Century Boys หรือชื่อไทยที่สื่อหน้าหนังขึ้นมาหน่อยอย่าง “มหาวิบัติ ดวงตาถล่มล้างโลก” โดยได้รับอภินันทนาการจาก kapook.com ดีเลยครับ เพราะตอนดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้แล้วอยากดูอยู่พอดี แถมได้สิทธิลากเพื่อนไปได้อีก เลยถือโอกาสพาเพื่อนไปดูหนังฉลองวันเกิดซะเลย (ดูดีสองเด้ง)

อีกครั้ง ต้องขอบคุณคุณปรเมศร์ ณ kapook อีกครั้ง เหมือนพี่แกจะติดใจกับแก๊ง blogger เลยจัดกิจกรรมถี่เหลือเกินครับ (ดีแล้ว ผมชอบ แผล็บๆๆ) แถมยังได้เสื้อยืดมาใส่อีกคนละตัว ใส่กันเกือบทั้งงานจนนึกว่าจะกลายเป็นลัทธิจริงเหมือนในหนัง ฮา..

 

ความน่าสนใจของหนังเรื่องอยู่ที่การเอาการ์ตูน หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “มังงะ” มาสร้างเป็นหนัง บังเอิญผมมีอดีตฝังใจกับพวกแปลงมังงะเป็นหนังเหลือเกิน เหมือนให้ดูเฉพาะกลุ่มคนอ่านมังงะมากกว่า เพราะถ้าผู้กำกับไม่ติดภาพมังงะมากไป ก็จะพยายามสลัดภาพนั้นทิ้งจนเสียรสชาติมังงะอีกเช่นกัน

แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจในการเรียงลำดับเรื่อง แม้ภาพจะดูกระโดดอยู่บ้างบางช่วง แต่โดยรวมแล้วทำให้คนทั่วไปค่อยๆ มองดูตัวละครเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการ Flashback เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีใครที่นึกถึงเรื่องในอดีตรวดเดียวหมดเหมือนละครไทย แต่จะจำได้เป็นเรื่องๆ เป็นฉากๆ ไปมากกว่า และค่อยๆ เล่าเรื่องไปโดยไม่ตัดโชะเชะเหมือนฮอลลีวู้ดแต่อย่างใด

ตัวโครงของหนังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยประถมล้วนๆ ไม่มีโฟกัสให้เห็นว่าคนเรามันก็ต้องมีเพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงของเคนจิ บทพูดของเคนจิคำนึงพูดถึงการเลิกเป็นร็อคเกอร์เพราะเข้ากับเพื่อนในวงไม่ได้ หรือกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่บทพยายามฉายภาพของการไม่มีสัมพันธภาพในๆ กับเพื่อนร่วมงาน มีเฉพาะแต่เพื่อนที่ร่วมเล่น ร่วมเป็นร่วมตายสมัยประถมเท่านั้น

โดยนำเอาเรื่องของความคิดเรื่องยอดมนุษย์กู้โลกแบบเด็กๆ มาคลุมไว้ให้ดูสนุกมากขึ้น

 

 

ผมอยากดูภาคสองต่อ พอๆ กับหาการ์ตูนเรื่องนี้อ่าน ต่อมาคือ อยากหา OST. ของหนังเรื่องนี้มาฟังครับ เพราะเพลงประกอบหนังอยู่ในช่วงร็อคยุค 60-70 มีทั้งแบบสากล และแบบเนื้อญี่ปุ่นด้วย

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมลองนึกย้อนกลับไปตอนประถม โชคยังดีที่ประถมกับมัธยมเป็นเพื่อนเซตเดียวกันหมด หน้าตายังพอจำได้บ้าง แต่รายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีตจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คิดแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะอีกไม่กี่วัน ผมก็จะได้กลับไปเจอเพื่อนกลุ่มนั้นอีกครั้งแล้ว

 

และคงไม่ถามเรื่องสัญลักษณ์ที่คุ้นตาตั้งแต่สมัยเด็ก จะร่วมสมัยกว่านั้นด้วยการถามว่า “เหลือง” หรือ “แดง” ฮา..

 

ปล. เอา link มาฝาก จากกระปุกครับ

- เรื่องย่อ 20th Century Boys : มหาวิบัติ…ดวงตาถล่มล้างโลก
- นักแสดงนำภาพยนตร์ 20th Century Boys
- คลิป ตัวอย่างหนัง 20th Century Boys
- ตัวอย่างหนัง ภาพยนตร์ 20th century boys มหาวิบัติ…ดวงตา ถล่มล้างโลก

4 comments

ห้างไม่ง้อ ไปหอศิลป์

วันนี้ตั้งใจว่าจะไปหอศิลป์กรุงเทพฯ หรือชื่อเต็มๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากที่อ่าน art4d ฉบับที่พูดถึงหอศิลป์กรุงเทพ พร้อมๆ กับที่เมื่อวานรุ่นพี่ที่มหาลัยไปมาแล้วบอกว่าดี เลยว่าจะแวะไปดูเสื้อทีม Asoke Ranger เสร็จแล้วค่อยดูหอศิลป์

 

IMG_4648.jpg

 

เป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขนาดที่เดินดูงานศิลป์สวยๆ ไปพร้อมยืดอกไป เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ผมมีส่วนร่วมในการทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะโปรเจคนี้เกิดขึ้นในสมัยอดีตผู้ว่ากทม. พิจิตร รัตตกุล พอถึงสมัยอดีตผู้ว่าชิมไปบ่นไป เสือกอยากให้เป็นห้างซะงั้น ทำให้ศิลปินออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้โครงการนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นผมจำได้ว่าตอนเลือกตั้ง ผมเลือกคุณพิจิตรอีกครั้งเพราะเรื่องหอศิลป์ล้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก พอเป็นคุณอภิรักษ์ ผมก็เลือกอีกครั้งก็เพราะหอศิลป์เหมือนกัน

IMG_4650.jpg

นานๆ ทีจะได้มีความรู้สึกถึงความคุ้มค่าของเงินภาษีที่จ่ายไป หอศิลป์นี้ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ผมว่ามันไม่แพงเลยถ้าเทียบกับค่าน้ำชาของเมกกะโปรเจคที่ไม่เกิดผลหรือสร้างคุณค่าใดๆ ให้สังคม และอาจจะเป็นความตั้งใจของหอศิลป์นี้ ที่ทางเดินที่เชื่อมกับ skywalk มีผังของโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ภายใต้หัวข้อการนำเสนอแบบเจ็บแสบว่า “ถ้าเมืองไทยไร้คอร์รัปชั่น”

IMG_4720.jpg

หอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ใต้ดิน 3 ชั้น ด่านฟ้าอีกชั้นนึง การออกแบบแม้ข้างนอกจะดูทึบๆ ไปหน่อย แต่ภายในค่อนข้างโล่ง มีพื้นที่ทั้งการจัดนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องสมุดศิลปะ และห้องกระจกเล็กๆ สำหรับการแสดง ทีแรกเหมือนตัวเองอยู่ในสยามพารากอนตรงที่มีบันไดเลื่อนพาดไปมา แต่ที่นี่ดูโล่งและเป็นระเบียบกว่า อ้อ.. สำหรับผู้พิการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้อย่างดีเลยครับ ขอชมเชยๆ

 

IMG_4697.jpg

 

ผมเดินดูงานนิทรรศการรอยยิ้มสยามครบทุกชั้น ทุกชิ้น แต่พวกหนังหรือวิดิโอไม่ได้ดูนานเท่าไหร่ครับ มีผลงานหลายชิ้นที่มีการนำเสนอแบบสื่อผสมที่น่าสนใจ จนแอบคิดไปว่าน่าจะไปยุให้รุ่นน้องจัดแสดงผลงานธีสิสแบบนี้บ้าง หรือผลงานอีกหลายชิ้นเป็นของศิลปินระดับประเทศ และชื่อเจ้าของผลงานก็ระดับประเทศอีกเช่นกัน

มีอาสาสมัครพาชมนิทรรศการด้วย แต่ไม่ได้ใช้บริการครับ ที่แอบเห็นคือเหมือนมีกิจกรรมเล็กๆ เป็นใบงานสำหรับเด็ก ให้ลองหางานศิลปะตามรูปในใบงานและตอบคำถามให้ครบ ก็น่าสนุกดีเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่าดูภาพข้างล่างดีกว่าครับ หรือไม่งั้นลองหาเวลาว่างไปเดินชมงานศิลปะสวยๆ ถ้าใครชอบถ่ายรูปก็ลองไปถ่ายแนวอินทีเรียก็ได้ครับ มีมุมสวยๆ ให้เลือกเยอะเหมือนกัน

ถ้าเป็นไปได้ ประเทศไทยมีที่แบบนี้เยอะๆ เดินทางสะดวกหน่อย คงดีไม่น้อย

 

ปล. แถมประวัติของหอศิลป์กรุงเทพฯ จาก wikipedia ครับ

No comments

Next Page »