UP2GU.NET

  • how2gu
  • another note

    aside 28 Nov

    ประชาธิปไตยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

    รูปจาก http://www.oknation.net/blog/petpetpe

    ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นระบอบการปกครองสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มากกว่าสนามบินกลวงๆ ที่เหล่าพันธมิตรไปปิดล้อมเยอะเลยครับ

    ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีอายุได้ 60 กว่าปีเองครับ อายุขนาดนี้เทียบเท่ากับคนเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว มีความนิ่งในภาวะอารมณ์และเก๋าเกมพอดู เป็นที่พึ่งพิงให้กับรุ่นน้องที่ตามมาได้

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว 60 กว่าปีนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมเกรียนๆ คนนึง ที่คิดว่าตัวกูถูกต้องที่สุด อยากจะทำอะไรห่ามๆ ก็ทำเพราะนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ตนเองมี ไม่สนใจพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง หรือคิดถึงอนาคตว่าวันนึงจะเป็นเช่นไร แค่เล่นสนุกไปวันๆ หรือเผ้อฝันไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย

    ระบอบไม่ได้เกรียนนะครับ แต่คนที่มองระบอบนั้นมองในมุมของความเกรียน หลงเชื่อว่าประชาธิปไตยล่มเท่ากับชาติล่ม เสียงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย 4 วินาทีนั้นคือพลังโดยชอบธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านหรือคิดต่างได้ ส่วนใครที่ไม่ใช่พวกพ้องตนเองก็ถูกผลักให้อยู่ชายขอบ กดดันจนไม่มีทางเลือกอื่นใด

     

    จุดๆ นึงที่สำคัญและถูกละเลยไม่ได้พูดถึงกันมานาน คือ ประชาธิปไตยคือความใจกว้างที่จะรับฟังและปรับใช้เพื่อให้ทุกคนพอใจ คงคล้ายๆ ที่เวลาปรึกษากับเพื่อนว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี โหวตกันเสียงส่วนใหญ่บอกไปกินอย่างนึง แต่ส่วนที่เหลือบอกกินไม่ได้เพราะแพ้อาหาร สุดท้ายเราก็ต้องเลือกอีกร้านเพื่อให้เพื่อนทั้งหมดได้กินพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มติเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม

    เสียงโหวตที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากแต่เพียงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าน่าจะใช่ แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช่ทุกครั้งไป

     

    คนที่กุมอำนาจรัฐที่ได้จากระบอบมองว่าการกระทำของอีกฝั่งคือการไม่เคารพระบอบและเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกมุมนึง ก็ไม่คิดที่จะรับฟัง ตอบข้อสงสัย หรือรับข้อเสนอบางอย่างเพื่อปรับให้การปกครองประเทศนั้นเป็นที่พอใจของคนทั้งประเทศเลย

    และไม่ว่าไอ้หน้าไข่แม้ว หน้าเหลี่ยม หน้าหล่อ หรือหน้าไหนๆ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นได้เท่านี้ ต่อให้มีเสื้อเหลือง เสื้อเขียว เสื้อฟ้า ไล่ไปได้ทุกเฉด มันก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ

     

    แล้วให้เด็กมันด่าว่าผู้ใหญ่สมัยนี้แม่งเหี้ย เหมือนที่ผมนั่งด่าอยู่ทุกวันนี้

    aside 19 Nov

    เรื่องของเด็กยุคศตวรรษก่อน เดอะมูฟวี่

    จับผลัดจับพลูได้ไปดู 20th Century Boys หรือชื่อไทยที่สื่อหน้าหนังขึ้นมาหน่อยอย่าง “มหาวิบัติ ดวงตาถล่มล้างโลก” โดยได้รับอภินันทนาการจาก kapook.com ดีเลยครับ เพราะตอนดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้แล้วอยากดูอยู่พอดี แถมได้สิทธิลากเพื่อนไปได้อีก เลยถือโอกาสพาเพื่อนไปดูหนังฉลองวันเกิดซะเลย (ดูดีสองเด้ง)

    อีกครั้ง ต้องขอบคุณคุณปรเมศร์ ณ kapook อีกครั้ง เหมือนพี่แกจะติดใจกับแก๊ง blogger เลยจัดกิจกรรมถี่เหลือเกินครับ (ดีแล้ว ผมชอบ แผล็บๆๆ) แถมยังได้เสื้อยืดมาใส่อีกคนละตัว ใส่กันเกือบทั้งงานจนนึกว่าจะกลายเป็นลัทธิจริงเหมือนในหนัง ฮา..

     

    ความน่าสนใจของหนังเรื่องอยู่ที่การเอาการ์ตูน หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “มังงะ” มาสร้างเป็นหนัง บังเอิญผมมีอดีตฝังใจกับพวกแปลงมังงะเป็นหนังเหลือเกิน เหมือนให้ดูเฉพาะกลุ่มคนอ่านมังงะมากกว่า เพราะถ้าผู้กำกับไม่ติดภาพมังงะมากไป ก็จะพยายามสลัดภาพนั้นทิ้งจนเสียรสชาติมังงะอีกเช่นกัน

    แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจในการเรียงลำดับเรื่อง แม้ภาพจะดูกระโดดอยู่บ้างบางช่วง แต่โดยรวมแล้วทำให้คนทั่วไปค่อยๆ มองดูตัวละครเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการ Flashback เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีใครที่นึกถึงเรื่องในอดีตรวดเดียวหมดเหมือนละครไทย แต่จะจำได้เป็นเรื่องๆ เป็นฉากๆ ไปมากกว่า และค่อยๆ เล่าเรื่องไปโดยไม่ตัดโชะเชะเหมือนฮอลลีวู้ดแต่อย่างใด

    ตัวโครงของหนังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยประถมล้วนๆ ไม่มีโฟกัสให้เห็นว่าคนเรามันก็ต้องมีเพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงของเคนจิ บทพูดของเคนจิคำนึงพูดถึงการเลิกเป็นร็อคเกอร์เพราะเข้ากับเพื่อนในวงไม่ได้ หรือกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่บทพยายามฉายภาพของการไม่มีสัมพันธภาพในๆ กับเพื่อนร่วมงาน มีเฉพาะแต่เพื่อนที่ร่วมเล่น ร่วมเป็นร่วมตายสมัยประถมเท่านั้น

    โดยนำเอาเรื่องของความคิดเรื่องยอดมนุษย์กู้โลกแบบเด็กๆ มาคลุมไว้ให้ดูสนุกมากขึ้น

     

     

    ผมอยากดูภาคสองต่อ พอๆ กับหาการ์ตูนเรื่องนี้อ่าน ต่อมาคือ อยากหา OST. ของหนังเรื่องนี้มาฟังครับ เพราะเพลงประกอบหนังอยู่ในช่วงร็อคยุค 60-70 มีทั้งแบบสากล และแบบเนื้อญี่ปุ่นด้วย

    ระหว่างทางกลับบ้าน ผมลองนึกย้อนกลับไปตอนประถม โชคยังดีที่ประถมกับมัธยมเป็นเพื่อนเซตเดียวกันหมด หน้าตายังพอจำได้บ้าง แต่รายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีตจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คิดแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะอีกไม่กี่วัน ผมก็จะได้กลับไปเจอเพื่อนกลุ่มนั้นอีกครั้งแล้ว

     

    และคงไม่ถามเรื่องสัญลักษณ์ที่คุ้นตาตั้งแต่สมัยเด็ก จะร่วมสมัยกว่านั้นด้วยการถามว่า “เหลือง” หรือ “แดง” ฮา..

     

    ปล. เอา link มาฝาก จากกระปุกครับ

    - เรื่องย่อ 20th Century Boys : มหาวิบัติ…ดวงตาถล่มล้างโลก
    - นักแสดงนำภาพยนตร์ 20th Century Boys
    - คลิป ตัวอย่างหนัง 20th Century Boys
    - ตัวอย่างหนัง ภาพยนตร์ 20th century boys มหาวิบัติ…ดวงตา ถล่มล้างโลก

    aside 12 Nov

    สาวกเฮ น้องเปิ้ลมาไทยแน่!

    ในที่สุดการรอคอยของสาวกพี่จ๊อบก็สิ้นสุดลง เมื่อประเทศไทยปรากฎอยู่ในแผนที่ของ Apple Inc. เสียที หลังจากฟังเสียงสาวกเมืองไทยสวดกันมานาน แต่เทพจ๊อบถือคติว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะในความเป็นจริง ตลาดแมคในเมืองไทยไม่ใช่อี้ๆ นะครับ เพราะมี Market Share รวมกันถึง 1 ใน 4 ของตลาดอาเซียนเลยทีเดียว และนับวันจะโตขึ้นมากเรื่อยๆ

    สัญญาณแรก เริ่มจาก Ipod Nano รุ่นใหม่ที่สนับสนุนการแสดงผลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ (เสียที) แล้ว App Store หรือที่ขายเกมสำหรับลง iPod Touch และ iPhone ก็มีสำหรับประเทศไทยเช่นกัน และมีเสียงหลุดรอดมาว่า Genius ใน iTunes ที่ยังใช้กับภาษาไทยไม่ได้นั้น มีแผนว่าจะทำให้ support ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีคนไทยใช้งานฟังก์ชั่นนี้มากน้อยแค่ไหน

    ต่อมา แอปเปิ้ลได้เปิด Online Store หรือการซื้อขายแมค, ไอพ็อด และอุปกรณ์เสริมผ่านเว็บไซต์ apple.com ของประเทศไทย พร้อมๆ กับประเทศอื่นอีก 4 ประเทศในละแวกอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนิเซีย และมาเลเซีย

    มีการเปิดเว็บขายของ ย่อมทำให้ราคาของถูกลง ใช้โปรโมชั่นนักเรียน-นักศึกษาซื้อเครื่องได้ถูกกว่าราคาปกติถึง 2,000 บาท เหมือนซื้อที่ร้าน (แต่ลดราคาเยอะกว่าที่อเมริกาอีกเน้อ) ไม่เสียค่าจัดส่ง (ถ้าของมีมูลค่ามากกว่า 2,000) เรียกได้ว่า iStudio หรือ Reseller ต่างๆ เริ่มร้อนๆ หนาวๆ บ้างแล้ว

    เลยเกิดเหตุการณ์ที่ประหลาดใจในพักนี้ จากปากพนักงานขาย มีการขยายสาขามากขึ้นเป็นพิเศษ มีการพรีเซนต์สินค้าแบบมากมาย ทั้ง Live Demo ตัว Mac OS หรือ iPod เหมือนพยายามทำแต้มเก็บผลงานให้มาก เผื่อจะได้มีเอี่ยวเมื่อมีการเปิดสาขา Apple Store จริงๆ

     

    อีกเรื่องที่น่าสนใจ แม้จะเป็นข่าวลือที่กองเชียร์แอบลุ้นอยู่มากมายก็คือ iPhone กำลังจะมาเมืองไทยปีหน้า! ข่าววงในของผมนั้นค่อนข้างให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีหลุดออกมาชัดเจนขนาดนั้น แต่ข่าวเรื่อง 3G ที่หลายค่ายจะเริ่มให้บริการต้นปีหน้าแน่ๆ น่าจะใช้กลยุทธ์ iPhone เป็นตัวนำร่องให้ดึงดูดผู้ใช้บริการมากขึ้น อย่าลืมว่า แม้มือถือ 3G จะมีหลายรุ่น แต่ iPhone ถือเป็น Premiem สุดในตลาดนี้แล้ว

    ยิ่งข้อมูลตอบลูกค้า สำหรับตอบปัญหาเมื่อลูกค้าโทรมาไม่ปฏิเสธเต็มตัวเหมือนเรื่องอื่นๆ หรือปัดว่าแล้วแต่น้องเปิ้ลจะกรุณา แต่เล่นพูดว่า ให้รอคอยฟังข่าวอีกครั้งหนึ่ง ผมว่านี่เป็นการบอกใบ้ในตัวแล้วว่า มันใกล้เข้ามาแล้ว

     

    และประเด็นสุดท้าย การตลาดของแอปเปิ้ลน่าจะเน้น Go East อย่างเต็มตัว หลังจากที่ฝั่ง West เดี้ยงด้วยพิษเศรษฐกิจเป็นแถว ความอิ่มตัวของอุตสาหกรรมนี้เริ่มเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันความต้องการใช้งานฝั่งเอเชียยังคงมีอยู่สูง ในประเทศไทยนั้นต้องขึ้นอยู่กับว่า แอปเปิ้ลจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ตัวเองที่คนอื่นมองอย่างไร ในเมื่อ Reseller ทั้งหลายพยายามสร้างภาพให้แมคเป็นของ Hi-End หรือสูงเกินเอื้อมจนเกินไป

     

    เดาว่าหมากต่อไปของแอปเปิ้ล น่าจะเริ่มจากบริการหลังการขายที่รองรับการซื้อของจาก Online Store และ iPhone อาจจะเป็นช่องทางของ MCC แบบเดิม ให้รองรับมากขึ้น และที่สำคัญคือ ผมว่าเราอาจจะได้เห็น Apple Store ภายในปี 2010 ก็เป็นได้ครับ

    ฟันทิ้ง!

    aside 9 Nov

    ห้างไม่ง้อ ไปหอศิลป์

    วันนี้ตั้งใจว่าจะไปหอศิลป์กรุงเทพฯ หรือชื่อเต็มๆ ว่า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากที่อ่าน art4d ฉบับที่พูดถึงหอศิลป์กรุงเทพ พร้อมๆ กับที่เมื่อวานรุ่นพี่ที่มหาลัยไปมาแล้วบอกว่าดี เลยว่าจะแวะไปดูเสื้อทีม Asoke Ranger เสร็จแล้วค่อยดูหอศิลป์

     

    IMG_4648.jpg

     

    เป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงขนาดที่เดินดูงานศิลป์สวยๆ ไปพร้อมยืดอกไป เหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ผมมีส่วนร่วมในการทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะโปรเจคนี้เกิดขึ้นในสมัยอดีตผู้ว่ากทม. พิจิตร รัตตกุล พอถึงสมัยอดีตผู้ว่าชิมไปบ่นไป เสือกอยากให้เป็นห้างซะงั้น ทำให้ศิลปินออกมาต่อต้านและเรียกร้องให้โครงการนี้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นผมจำได้ว่าตอนเลือกตั้ง ผมเลือกคุณพิจิตรอีกครั้งเพราะเรื่องหอศิลป์ล้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รับเลือก พอเป็นคุณอภิรักษ์ ผมก็เลือกอีกครั้งก็เพราะหอศิลป์เหมือนกัน

    IMG_4650.jpg

    นานๆ ทีจะได้มีความรู้สึกถึงความคุ้มค่าของเงินภาษีที่จ่ายไป หอศิลป์นี้ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ผมว่ามันไม่แพงเลยถ้าเทียบกับค่าน้ำชาของเมกกะโปรเจคที่ไม่เกิดผลหรือสร้างคุณค่าใดๆ ให้สังคม และอาจจะเป็นความตั้งใจของหอศิลป์นี้ ที่ทางเดินที่เชื่อมกับ skywalk มีผังของโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ ภายใต้หัวข้อการนำเสนอแบบเจ็บแสบว่า “ถ้าเมืองไทยไร้คอร์รัปชั่น”

    IMG_4720.jpg

    หอศิลป์แห่งนี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ใต้ดิน 3 ชั้น ด่านฟ้าอีกชั้นนึง การออกแบบแม้ข้างนอกจะดูทึบๆ ไปหน่อย แต่ภายในค่อนข้างโล่ง มีพื้นที่ทั้งการจัดนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องสมุดศิลปะ และห้องกระจกเล็กๆ สำหรับการแสดง ทีแรกเหมือนตัวเองอยู่ในสยามพารากอนตรงที่มีบันไดเลื่อนพาดไปมา แต่ที่นี่ดูโล่งและเป็นระเบียบกว่า อ้อ.. สำหรับผู้พิการมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้อย่างดีเลยครับ ขอชมเชยๆ

     

    IMG_4697.jpg

     

    ผมเดินดูงานนิทรรศการรอยยิ้มสยามครบทุกชั้น ทุกชิ้น แต่พวกหนังหรือวิดิโอไม่ได้ดูนานเท่าไหร่ครับ มีผลงานหลายชิ้นที่มีการนำเสนอแบบสื่อผสมที่น่าสนใจ จนแอบคิดไปว่าน่าจะไปยุให้รุ่นน้องจัดแสดงผลงานธีสิสแบบนี้บ้าง หรือผลงานอีกหลายชิ้นเป็นของศิลปินระดับประเทศ และชื่อเจ้าของผลงานก็ระดับประเทศอีกเช่นกัน

    มีอาสาสมัครพาชมนิทรรศการด้วย แต่ไม่ได้ใช้บริการครับ ที่แอบเห็นคือเหมือนมีกิจกรรมเล็กๆ เป็นใบงานสำหรับเด็ก ให้ลองหางานศิลปะตามรูปในใบงานและตอบคำถามให้ครบ ก็น่าสนุกดีเหมือนกันครับ

    เอาเป็นว่าดูภาพข้างล่างดีกว่าครับ หรือไม่งั้นลองหาเวลาว่างไปเดินชมงานศิลปะสวยๆ ถ้าใครชอบถ่ายรูปก็ลองไปถ่ายแนวอินทีเรียก็ได้ครับ มีมุมสวยๆ ให้เลือกเยอะเหมือนกัน

    ถ้าเป็นไปได้ ประเทศไทยมีที่แบบนี้เยอะๆ เดินทางสะดวกหน่อย คงดีไม่น้อย

     

    ปล. แถมประวัติของหอศิลป์กรุงเทพฯ จาก wikipedia ครับ

    [ดูแบบ slideshow]
    IMG_4648.jpg
    IMG_4650.jpg
    IMG_4653.jpg
    IMG_4655.jpg
    IMG_4657.jpg
    IMG_4661.jpg
    IMG_4664.jpg
    IMG_4668.jpg
    IMG_4669.jpg
    IMG_4695.jpg
    IMG_4673.jpg
    IMG_4678.jpg
    IMG_4670.jpg
    IMG_4674.jpg
    IMG_4676.jpg
    IMG_4680.jpg
    IMG_4682.jpg
    IMG_4685.jpg
    IMG_4688.jpg
    IMG_4689.jpg
    IMG_4690.jpg
    IMG_4691.jpg
    IMG_4694.jpg
    IMG_4697.jpg
    IMG_4700.jpg
    IMG_4701.jpg
    IMG_4702.jpg
    IMG_4703.jpg
    IMG_4704.jpg
    IMG_4706.jpg
    IMG_4707.jpg
    IMG_4720.jpg
    IMG_4721.jpg
    IMG_4723.jpg
    IMG_4724.jpg
    IMG_4726.jpg
    IMG_4727.jpg
    IMG_4728.jpg
    IMG_4733.jpg
    IMG_4734.jpg
    IMG_4738.jpg
    IMG_4739.jpg
    IMG_4740.jpg
    IMG_4743.jpg
    aside 7 Nov

    เปิดตัวสโมสรฟุตบอลใหม่ล่าสุด นามว่า Asoke Ranger

    เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่อยากจะให้ชาวคณะทุกท่านได้ห่างไกลยาเสพติด บุหรี่ และสุรา ด้วยการชักชวนมาออกกำลังกายด้วยการเตะฟุตบอลกันบ้างครับ คงเพราะได้จังหวะพอดีกับที่ออฟฟิตชวนไปเตะบอลบ่อยๆ ความรู้สึกเดิมๆ จึงกลับมา ขณะเดียวกันสังคมที่มหาลัยก็พร้อมแล้ว มีรุ่นน้องบ้าบอลมากพอจะรวมตัวไปเตะบอลกันได้ซักที (ปกติคณะผมผู้ชายน้อยครับ)

    แรกเริ่มสุดเกิดจากสัปดาห์ก่อนทีมที่ออฟฟิตขาดคน เลยต้องโทรตามเพื่อนๆ น้องๆ มาเตะกัน เริ่มต้นมากันอยู่ 3 คนครับ! พอวันเสาร์ก็เตะกับเพื่อนของเพื่อนที่เกิดอาการอยากเตะขึ้นมา เพราะ 1 ใน 3 ที่ไปเตะกับผมกลับไปคุยให้ที่ทำงานฟัง เลยนัดกันมาเตะอีกที คราวนี้รวบรวมกันได้เป็น 5 คนครับ

    พอไปเตะเสร็จ ก็มาอัพเดทให้ฟังในกลุ่มขาเหล้า ไปๆ มาๆ ทุกคนในวงเริ่มอยากมาเตะบ้างครับ เลยคิดกันจริงจังว่า ตั้งชื่อสโมสรมันซะเลย เป็นชื่อเรียกให้จำกันง่ายๆ โดยตั้งจากถิ่นที่อยู่กัน คือ แถวๆ อโศก เลยได้ชื่อทีมออกแนวการ์ตูนเล็กน้อยว่า Asoke Ranger FC

     

    ความสนุกของโปรเจคทีมฟุตบอลนี้คือ พอมันได้ชื่อทีมแล้ว มันก็ต้องมีตราประจำสโมสรครับ มีตราแล้วก็ต้องมีเสื้อทีม มีเสื้อทีมก็ต้องมีเว็บไซต์ของทีม และอะไรอื่นๆ ตามมา ฝีเท้าเป็นเรื่องเล็กครับ แต่อุปกรณ์เสริมเรามากมายจริงๆ มีการเขียนข่าวอัพเดทประจำสโมสรส่งต่อกัน มีทีมงานถ่ายรูปพร้อมเตรียมลงเว็บเรียบร้อย และกำลังจะทำเพลงเชียร์ประจำสโมสรอีก ครบเครื่องมากๆ เผลอๆ เราจะไปไกลกว่าทีมเก่งๆ ที่ตั้งกันมานานซะอีกครับ ฮ่าๆๆ

    กลายเป็นว่า Asoke Ranger ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงชื่อทีมฟุตบอลครับ แต่เหมือนเป็นที่รวมตัวกันของคนหลายสาขาที่เรียนมาจากที่เดียวกัน สิ่งแวดล้อมเดียวกัน จบออกมาต่างแยกย้ายไปทำงานกัน คนที่ไปทำเรื่องลงเสียงให้โฆษณา ก็อาสาทำเพลงเชียร์ ใครเป็นช่างภาพก็ถ่ายรูปการแข่งขัน ส่งให้ผมที่ถนัดเรื่องเว็บเป็นคนเอาลง คนที่ออกแบบเก่งก็ดูแลเรื่องเสื้อ ตราสโมสรกันไป

    ขณะเดียวกัน ผมก็แอบหวังว่า มันจะเป็นก้าวเล็กๆ ของโมเดลการจัดการสโมสรฟุตบอลแบบเทพๆ ที่เมืองไทยกำลังจะเป็นอยู่นะครับ

     

     

     

    ปล. ติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารของทีมได้ที่ http://asokeranger.f1techno.com

    ปล.2 ใครสนใจเข้าร่วมทีม ไปลงชื่อในเว็บนั้นได้ครับ ฮ่าๆๆ

  • Next Page
  • Page 1 of 2
  • Last twit

    • @vuzdy ใช่แล้วครับ ผมพยายามหาเว็บที่เคยเปิดแล้วอ่านไทยไม่รู้เรื่องอยู่ 9 hours ago
  • Index

    • About up2gu.net
  • Categories

    • Blog Life
    • LAB
    • Tech Know
    • Twitter
    • VERYTHAI
    • WordPress

Tumblog WordPress Themes by Theme created by Obox