UP2GU.NET

Archive for November, 2008

ประชาธิปไตยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

รูปจาก http://www.oknation.net/blog/petpetpe

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นระบอบการปกครองสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งในโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มากกว่าสนามบินกลวงๆ ที่เหล่าพันธมิตรไปปิดล้อมเยอะเลยครับ

ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีอายุได้ 60 กว่าปีเองครับ อายุขนาดนี้เทียบเท่ากับคนเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว มีความนิ่งในภาวะอารมณ์และเก๋าเกมพอดู เป็นที่พึ่งพิงให้กับรุ่นน้องที่ตามมาได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว 60 กว่าปีนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมเกรียนๆ คนนึง ที่คิดว่าตัวกูถูกต้องที่สุด อยากจะทำอะไรห่ามๆ ก็ทำเพราะนี่คือสิทธิเสรีภาพที่ตนเองมี ไม่สนใจพ่อแม่ สิ่งแวดล้อม สังคมรอบข้าง หรือคิดถึงอนาคตว่าวันนึงจะเป็นเช่นไร แค่เล่นสนุกไปวันๆ หรือเผ้อฝันไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย

ระบอบไม่ได้เกรียนนะครับ แต่คนที่มองระบอบนั้นมองในมุมของความเกรียน หลงเชื่อว่าประชาธิปไตยล่มเท่ากับชาติล่ม เสียงของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตย 4 วินาทีนั้นคือพลังโดยชอบธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านหรือคิดต่างได้ ส่วนใครที่ไม่ใช่พวกพ้องตนเองก็ถูกผลักให้อยู่ชายขอบ กดดันจนไม่มีทางเลือกอื่นใด

 

จุดๆ นึงที่สำคัญและถูกละเลยไม่ได้พูดถึงกันมานาน คือ ประชาธิปไตยคือความใจกว้างที่จะรับฟังและปรับใช้เพื่อให้ทุกคนพอใจ คงคล้ายๆ ที่เวลาปรึกษากับเพื่อนว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี โหวตกันเสียงส่วนใหญ่บอกไปกินอย่างนึง แต่ส่วนที่เหลือบอกกินไม่ได้เพราะแพ้อาหาร สุดท้ายเราก็ต้องเลือกอีกร้านเพื่อให้เพื่อนทั้งหมดได้กินพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่ใช่มติเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม

เสียงโหวตที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หากแต่เพียงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าน่าจะใช่ แต่ทางเลือกนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องใช่ทุกครั้งไป

 

คนที่กุมอำนาจรัฐที่ได้จากระบอบมองว่าการกระทำของอีกฝั่งคือการไม่เคารพระบอบและเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในอีกมุมนึง ก็ไม่คิดที่จะรับฟัง ตอบข้อสงสัย หรือรับข้อเสนอบางอย่างเพื่อปรับให้การปกครองประเทศนั้นเป็นที่พอใจของคนทั้งประเทศเลย

และไม่ว่าไอ้หน้าไข่แม้ว หน้าเหลี่ยม หน้าหล่อ หรือหน้าไหนๆ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นได้เท่านี้ ต่อให้มีเสื้อเหลือง เสื้อเขียว เสื้อฟ้า ไล่ไปได้ทุกเฉด มันก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ

 

แล้วให้เด็กมันด่าว่าผู้ใหญ่สมัยนี้แม่งเหี้ย เหมือนที่ผมนั่งด่าอยู่ทุกวันนี้

No comments

เรื่องของเด็กยุคศตวรรษก่อน เดอะมูฟวี่

จับผลัดจับพลูได้ไปดู 20th Century Boys หรือชื่อไทยที่สื่อหน้าหนังขึ้นมาหน่อยอย่าง “มหาวิบัติ ดวงตาถล่มล้างโลก” โดยได้รับอภินันทนาการจาก kapook.com ดีเลยครับ เพราะตอนดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้แล้วอยากดูอยู่พอดี แถมได้สิทธิลากเพื่อนไปได้อีก เลยถือโอกาสพาเพื่อนไปดูหนังฉลองวันเกิดซะเลย (ดูดีสองเด้ง)

อีกครั้ง ต้องขอบคุณคุณปรเมศร์ ณ kapook อีกครั้ง เหมือนพี่แกจะติดใจกับแก๊ง blogger เลยจัดกิจกรรมถี่เหลือเกินครับ (ดีแล้ว ผมชอบ แผล็บๆๆ) แถมยังได้เสื้อยืดมาใส่อีกคนละตัว ใส่กันเกือบทั้งงานจนนึกว่าจะกลายเป็นลัทธิจริงเหมือนในหนัง ฮา..

 

ความน่าสนใจของหนังเรื่องอยู่ที่การเอาการ์ตูน หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “มังงะ” มาสร้างเป็นหนัง บังเอิญผมมีอดีตฝังใจกับพวกแปลงมังงะเป็นหนังเหลือเกิน เหมือนให้ดูเฉพาะกลุ่มคนอ่านมังงะมากกว่า เพราะถ้าผู้กำกับไม่ติดภาพมังงะมากไป ก็จะพยายามสลัดภาพนั้นทิ้งจนเสียรสชาติมังงะอีกเช่นกัน

แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจในการเรียงลำดับเรื่อง แม้ภาพจะดูกระโดดอยู่บ้างบางช่วง แต่โดยรวมแล้วทำให้คนทั่วไปค่อยๆ มองดูตัวละครเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการ Flashback เพราะเอาเข้าจริง ไม่มีใครที่นึกถึงเรื่องในอดีตรวดเดียวหมดเหมือนละครไทย แต่จะจำได้เป็นเรื่องๆ เป็นฉากๆ ไปมากกว่า และค่อยๆ เล่าเรื่องไปโดยไม่ตัดโชะเชะเหมือนฮอลลีวู้ดแต่อย่างใด

ตัวโครงของหนังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยประถมล้วนๆ ไม่มีโฟกัสให้เห็นว่าคนเรามันก็ต้องมีเพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย เพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนในวงของเคนจิ บทพูดของเคนจิคำนึงพูดถึงการเลิกเป็นร็อคเกอร์เพราะเข้ากับเพื่อนในวงไม่ได้ หรือกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่บทพยายามฉายภาพของการไม่มีสัมพันธภาพในๆ กับเพื่อนร่วมงาน มีเฉพาะแต่เพื่อนที่ร่วมเล่น ร่วมเป็นร่วมตายสมัยประถมเท่านั้น

โดยนำเอาเรื่องของความคิดเรื่องยอดมนุษย์กู้โลกแบบเด็กๆ มาคลุมไว้ให้ดูสนุกมากขึ้น

 

 

ผมอยากดูภาคสองต่อ พอๆ กับหาการ์ตูนเรื่องนี้อ่าน ต่อมาคือ อยากหา OST. ของหนังเรื่องนี้มาฟังครับ เพราะเพลงประกอบหนังอยู่ในช่วงร็อคยุค 60-70 มีทั้งแบบสากล และแบบเนื้อญี่ปุ่นด้วย

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมลองนึกย้อนกลับไปตอนประถม โชคยังดีที่ประถมกับมัธยมเป็นเพื่อนเซตเดียวกันหมด หน้าตายังพอจำได้บ้าง แต่รายละเอียดของเหตุการณ์ในอดีตจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คิดแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะอีกไม่กี่วัน ผมก็จะได้กลับไปเจอเพื่อนกลุ่มนั้นอีกครั้งแล้ว

 

และคงไม่ถามเรื่องสัญลักษณ์ที่คุ้นตาตั้งแต่สมัยเด็ก จะร่วมสมัยกว่านั้นด้วยการถามว่า “เหลือง” หรือ “แดง” ฮา..

 

ปล. เอา link มาฝาก จากกระปุกครับ

- เรื่องย่อ 20th Century Boys : มหาวิบัติ…ดวงตาถล่มล้างโลก
- นักแสดงนำภาพยนตร์ 20th Century Boys
- คลิป ตัวอย่างหนัง 20th Century Boys
- ตัวอย่างหนัง ภาพยนตร์ 20th century boys มหาวิบัติ…ดวงตา ถล่มล้างโลก

4 comments

สาวกเฮ น้องเปิ้ลมาไทยแน่!

ในที่สุดการรอคอยของสาวกพี่จ๊อบก็สิ้นสุดลง เมื่อประเทศไทยปรากฎอยู่ในแผนที่ของ Apple Inc. เสียที หลังจากฟังเสียงสาวกเมืองไทยสวดกันมานาน แต่เทพจ๊อบถือคติว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะในความเป็นจริง ตลาดแมคในเมืองไทยไม่ใช่อี้ๆ นะครับ เพราะมี Market Share รวมกันถึง 1 ใน 4 ของตลาดอาเซียนเลยทีเดียว และนับวันจะโตขึ้นมากเรื่อยๆ

สัญญาณแรก เริ่มจาก Ipod Nano รุ่นใหม่ที่สนับสนุนการแสดงผลภาษาไทยอย่างเป็นทางการ (เสียที) แล้ว App Store หรือที่ขายเกมสำหรับลง iPod Touch และ iPhone ก็มีสำหรับประเทศไทยเช่นกัน และมีเสียงหลุดรอดมาว่า Genius ใน iTunes ที่ยังใช้กับภาษาไทยไม่ได้นั้น มีแผนว่าจะทำให้ support ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีคนไทยใช้งานฟังก์ชั่นนี้มากน้อยแค่ไหน

ต่อมา แอปเปิ้ลได้เปิด Online Store หรือการซื้อขายแมค, ไอพ็อด และอุปกรณ์เสริมผ่านเว็บไซต์ apple.com ของประเทศไทย พร้อมๆ กับประเทศอื่นอีก 4 ประเทศในละแวกอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนิเซีย และมาเลเซีย

มีการเปิดเว็บขายของ ย่อมทำให้ราคาของถูกลง ใช้โปรโมชั่นนักเรียน-นักศึกษาซื้อเครื่องได้ถูกกว่าราคาปกติถึง 2,000 บาท เหมือนซื้อที่ร้าน (แต่ลดราคาเยอะกว่าที่อเมริกาอีกเน้อ) ไม่เสียค่าจัดส่ง (ถ้าของมีมูลค่ามากกว่า 2,000) เรียกได้ว่า iStudio หรือ Reseller ต่างๆ เริ่มร้อนๆ หนาวๆ บ้างแล้ว

เลยเกิดเหตุการณ์ที่ประหลาดใจในพักนี้ จากปากพนักงานขาย มีการขยายสาขามากขึ้นเป็นพิเศษ มีการพรีเซนต์สินค้าแบบมากมาย ทั้ง Live Demo ตัว Mac OS หรือ iPod เหมือนพยายามทำแต้มเก็บผลงานให้มาก เผื่อจะได้มีเอี่ยวเมื่อมีการเปิดสาขา Apple Store จริงๆ

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจ แม้จะเป็นข่าวลือที่กองเชียร์แอบลุ้นอยู่มากมายก็คือ iPhone กำลังจะมาเมืองไทยปีหน้า! ข่าววงในของผมนั้นค่อนข้างให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีหลุดออกมาชัดเจนขนาดนั้น แต่ข่าวเรื่อง 3G ที่หลายค่ายจะเริ่มให้บริการต้นปีหน้าแน่ๆ น่าจะใช้กลยุทธ์ iPhone เป็นตัวนำร่องให้ดึงดูดผู้ใช้บริการมากขึ้น อย่าลืมว่า แม้มือถือ 3G จะมีหลายรุ่น แต่ iPhone ถือเป็น Premiem สุดในตลาดนี้แล้ว

ยิ่งข้อมูลตอบลูกค้า สำหรับตอบปัญหาเมื่อลูกค้าโทรมาไม่ปฏิเสธเต็มตัวเหมือนเรื่องอื่นๆ หรือปัดว่าแล้วแต่น้องเปิ้ลจะกรุณา แต่เล่นพูดว่า ให้รอคอยฟังข่าวอีกครั้งหนึ่ง ผมว่านี่เป็นการบอกใบ้ในตัวแล้วว่า มันใกล้เข้ามาแล้ว

 

และประเด็นสุดท้าย การตลาดของแอปเปิ้ลน่าจะเน้น Go East อย่างเต็มตัว หลังจากที่ฝั่ง West เดี้ยงด้วยพิษเศรษฐกิจเป็นแถว ความอิ่มตัวของอุตสาหกรรมนี้เริ่มเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันความต้องการใช้งานฝั่งเอเชียยังคงมีอยู่สูง ในประเทศไทยนั้นต้องขึ้นอยู่กับว่า แอปเปิ้ลจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ตัวเองที่คนอื่นมองอย่างไร ในเมื่อ Reseller ทั้งหลายพยายามสร้างภาพให้แมคเป็นของ Hi-End หรือสูงเกินเอื้อมจนเกินไป

 

เดาว่าหมากต่อไปของแอปเปิ้ล น่าจะเริ่มจากบริการหลังการขายที่รองรับการซื้อของจาก Online Store และ iPhone อาจจะเป็นช่องทางของ MCC แบบเดิม ให้รองรับมากขึ้น และที่สำคัญคือ ผมว่าเราอาจจะได้เห็น Apple Store ภายในปี 2010 ก็เป็นได้ครับ

ฟันทิ้ง!

1 comment

Next Page »