UP2GU.NET

  • how2gu
  • another note

    aside 29 Oct

    อันตรายของ Social Network

    เมื่อก่อนผมเคยคิดเช่นนั้นจริงๆ ครับ แต่คิดแบบเหมารวมถึงคนทำเว็บในยุคแรกๆ ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่คนรู้จักกันทั้งนั้น ต่างชื่นชมผลงานของกันและกันอยู่ห่างๆ พอมาเจอตัวจริง อ้าว.. พี่คนนั้น พี่คนนี้นี่เอง

    พอมาถึงยุค  Social Network แล้ว มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่วงการเยอะมาก เด็กประถมก็เล่นเกมเป็น มี Hi5 กันแล้ว เหมือนโลกออนไลน์จะลดช่วงอายุเวลาของผู้เล่นลงไปเรื่อยๆ ขณะที่หน้าแก่ๆ เก่าๆ ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทำให้คนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมาก มากเสียจนใครบางคนแอบคิดว่า ถ้าเราทำอะไรไป ใครจะมาตามตัวเจอกันได้

    ในอดีต เคยมีคดีความมากมายที่เกิดขึ้นจากความคะนองของผู้ใช้งาน ศัพท์เฉพาะทางเรียก “เกรียน” จนทำให้เว็บบอร์ดหลายแห่งใช้การยืนยันตัวผู้ใช้งานอย่างเป็นระบบมาจัดการ เผื่อเกิดเรื่องอะไรจะได้ตามตัวกันถูก หรือใช้เทคโนโลยีเดิมๆ อย่างการตามเช็ค IP กัน นี่ก็ยังนิยมอยู่ครับ

    แต่ความน่ากลัวมันเกิดขึ้น สืบเนื่องจากกระทู้หน้าหนึ่งในเว็บพันทิบดอทคอม ห้องตากล้อง เป็นกระทู้แนะนำชื่อ พฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำให้วงการถ่ายภาพด่างพร้อย ที่พูดถึงตากล้องที่โกงลูกค้าหลายราย บังเอิญว่าตากล้องคนนั้นเป็นคนที่ผมรู้จักอย่างดีซะด้วย เวลาอ่านกระทู้ไปจึงได้เห็นข้อมูลที่แต่ละคนสืบค้นและโพสประจานความชั่วร้ายกัน จริงบ้าง เท็จบ้างตามเรื่องไป

    ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ กระทู้นั้นนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปอย่าง สถานศึกษา เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ที่ถูกนำมาโพสแล้ว ยังมีเรื่องของสถานที่ฝึกงาน หรือที่ๆ เขากล่าวอ้างว่าเคยทำงานมาก่อน และหลักฐานชี้ตัว แสดงหน้าตาอย่างชัดเจนจนเรียกได้ว่าดิ้นไม่หลุดแน่นอน นั่นคือ Hi5 และ Multiply!

    ที่ถูกตามไปด่าเยอะหน่อยคือใน Multiply ซึ่งในเมืองไทยเป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งรวมตากล้อง ใครๆ ต้องไปโพสรูปที่นั่นเพื่อหางานเสมอ เลยถูกคนรู้จัก เพื่อนร่วมวงการ หรือลูกค้าตามไปด่ากัน ส่วน Hi5 ดูค่อนข้างเป็นส่วนตัวกว่า มีรูปเพื่อนๆ ใน Top Friend เยอะคงเกรงใจ ไม่กล้าตามไปด่าเท่าไหร่นัก

     

    ลองคิดเล่นๆ นะครับว่า เมื่อมี Social Network แล้ว เราไว้ใจที่จะใส่ข้อมูลจริงลงไป ในทางกลับกัน เทคโนโลยีการสืบค้นก็มีความสามารถมากพอที่จะประมวลข้อมูลจริงเหล่านั้นออกมาให้เราเช่นกัน กลายเป็นว่า ถ้าวันนึงไปทำใครเจ็บแค้นขึ้นมา เราอาจถูกตีโต้จนไม่ทันได้ตั้งตัวง่ายๆ บวกกับกระแสสังคมที่ชอบ “กระทืบซ้ำ” อยู่ด้วย กว่าจะแก้ต่างว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็คงกระเด็นกระดอนไปไกลเกินกว่าจะตั้งตัวได้แล้วครับ

     

    วันนี้คุณลองเสิร์ชชื่อของคุณแล้วหรือยังครับ?

    aside 27 Oct

    Samsung F480 เกิดมาเพื่อฆ่า iPhone?

    ผมเป็นคนใช้มือถือไม่ค่อยซ้ำยี่ห้อเลยครับ ถ้านับไล่เรียงกันก็มีตั้งแต่ Phillips, Siemens, Nokia, Sony Ericsson และล่าสุดมาลงเอยที่พลังกิมจิอย่าง Samsung ที่ผมด้อมๆ มองๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะแซงหน้า HTC แบบเสี้ยววินาทีแบบนี้

    ในราคา 15,000 บาทขึ้นไปนั้น ผู้ท้าชิงที่รอขึ้นเวทีมีตั้งแต่ Smartphone อย่าง HTC หลายรุ่น, Omnia รุ่นพี่ของ F480 หรือชื่อเรียกของมันว่า “Tocco”, Nokia E Series และที่สำคัญคือ มวยรุ่นสดๆ อย่าง iPhone ที่ท้าตีชาวบ้านไปทั่ว

    จริงอยู่ที่ F480 นั้นออกมาก่อน Omnia และแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่า มันเกิดมาเพื่อมาฆ่า iPhone เท่าไหร่นัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ระบบปฏิบัติการของทั้ง F480 และ Omnia ที่เป็นทั้งระบบบ้านๆ กับ Windows Mobile 6 ก็ยังด้อยกว่า iPhone อยู่หลายขุมนัก แต่ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการพอสมควรที่นำเอาฟังก์ชั่นการ “ถูไถ” มาสู้กับ iPhone ได้อย่างสนุก สนุกกว่าตอน HTC Touch ทำถูไถเลื่อนเมนูเยอะเลยครับ

    สิ่งแรกที่ F480 ได้ฆ่า iPhone คือกล้องครับ มีมาให้ 5 ล้านพิกเซล! คือกะฆ่าให้ตายเลยครับงานนี้ และเป็นมือถือไม่กี่รุ่นที่บ้าพลังเรื่องกล้องขนาดนี้ จริงๆ 5 ล้านฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่ หรือคิดกันไปไกลว่าใช้แทนกล้องดิจิตอลได้เลย ยังงัยเสีย ผมว่ากล้องดิจิตอลก็ยังเหนือกว่ากันเห็นๆ ตราบใดยังไม่มีค่ายมือถือไหนบ้าพอจะใส่ชิปกล้องลงมือถือ ฮ่าๆๆ

    เรื่องต่อมาคือขนาดครับ สังเกตได้ว่าขนาดอยู่ในแค่อุ้งมือเท่านั้น ไม่เหมือนกับ iPhone หรือ Omnia ที่ใหญ่กว่าพอสมควร ข้อนี้เหมาะแก่การใช้งานจริงมากกว่ามือถือที่ทำเป็นเท่เยอะเลยครับ อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็แข็งแรง ฝาหลังเป็นโลหะด้วย หรือจะเปลี่ยนเป็นฝาหนังที่แถมมากับเครื่องที่ยาวมาปิดหน้าจอได้ ก็เลือกตามสะดวก ถือว่างานนี้มีครบ ไม่ต้องซื้อซิลิโคนแต่อย่างใด 

    เมื่อกี้พูดถึงการทำงานแบบ “ถูไถ” ไปบ้างแล้ว พูดภาษาฝรั่งเรียกว่า “Touch Screen” นั่นเอง ในเรื่องการตอบสนองต่อการกด ผมว่าดีกว่าการใช้ปากกาจิ้มๆ ใน smart phont มาก หรือถ้าเทียบกับ iPhone ผมคิดว่าสูสีเลยทีเดียว มีการเลื่อนซ้ายขวา-ขึ้นลงได้สมบูรณ์ หรือถ้ามันวิ่งเร็วไปหน่อยก็ใช้ปุ่มบังคับขึ้นลงที่อยู่ด้านข้างของเครื่องก็ใช้งานแทนได้

    อีกเทคนิคนึงของการ “ถูไถ” ที่น่าใช้คือ เมื่อเราเปิดหน้า Phonebook หรือ SMS แล้วมีข้อมูลเยอะๆ ถ้าเราลากจากบนลงล่าง ทางด้านขวามือ จะวิ่งช้ากว่าลากทางซ้ายมือครับ เวลาไล่รายชื่อลงไปท้ายๆ ใช้ถูทางซ้ายก็จะสะดวกมากขึ้น

    เสียอย่างเดียว ที่ไม่มีการ rotate หน้าจออัตโนมัติ และฟังก์ชั่น “แหวก” ของ iPhone เพื่อซูมเข้าไปดู ไม่งั้นเทพจ๊อบคงกลุ้มน่าดู ฮี่ๆๆ..

    ยังไม่หมดครับ interface ของโปรแกรมใน F480 ใช้งานง่ายและครบเครื่อง ผมยกตัวอย่างเรื่องการจัดการ Bluetooth ที่เป็นไฮไลท์ของ F480 นะครับ ชื่อเครื่องจะขึ้นเป็นวงกลมตรงกลาง ส่วนเครื่องอื่นๆ ที่หาเจอนั้น จะเป็นวงกลมเล็กๆ ขึ้นอยู่รอบๆ ถ้าอยากจะเชื่อมต่อกับเครื่องไหน ก็ลากเข้ามาที่วงกลมตรงกลางได้เลยครับ เป็นการทำงานที่เข้าใจง่ายและเท่มากๆ

     

    ยังงัยแล้ว ผมก็ยังไม่เชื่อว่า iPhone คือมือถือที่น่าใช้ที่สุดครับ แต่เป็นมือถือที่หวือหวาที่สุดมากกว่า และ F480 นั้น แม้จะทำท่าเหมือนจะมาฆ่า iPhone แต่ก็คงเป็นเพียงแค่มาขัดขาไม่ให้วิ่งฉลุยไปไกลเพื่อนฝูงหรอกครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว โปรแกรมที่มากับเครื่องนั้นไม่ยืดหยุ่นมากพอที่จะใช้งานแนวธุรกิจได้อย่างที่ iPhone คิดจะชนกับ Blackberry

    ถ้าเป็น Home User หล่ะก็ iPhone ก็ iPhone เหอะ งานนี้มีเหนื่อยแน่

    aside 21 Oct

    เซ็งเป็ดมาก ใช้หมาแทนก็ได้ว่ะ

    เมื่อ 3-4 ปีก่อน โปรแกรม FTP ในดวงใจของผมคือ CuteFTP เลยครับ หาแครกได้สะดวกเหลือเกิน interface ก็ง่าย แต่พอเข้าสู่ยุค opensource แล้วนั้น ผมหาโปรแกรม FTP ดีๆ แบบ CuteFTP ไม่เจอเลยครับ ใกล้เคียงสุดก็เป็น SmartFTP แต่ใช้ฟรีแค่ 30 วันเท่านั้น หรือแม้แต่โปรแกรมแบบเสียตัง หาอย่างที่ชอบก็ไม่มีเหมือนกัน

    พอมาใช้ Mac OS X ผมไปลงเอยกับพี่เป็ด Cyberduck ครับ มีคน review ไว้ว่าใช้งานง่ายและสะดวก ที่สำคัญเป็นเมนูภาษาไทยเสียด้วย แม้ว่ามันจะไม่เหมือนกับ CuteFTP ตรงที่การแสดงผลไม่มีหลายๆ หน้าต่างเพื่อให้ลากไปมา หรือแสดงสถานะว่าไฟล์แต่ละไฟล์ไปถึงไหนอยู่ในหน้าเดียวกัน กลับขึ้นเป็น popup แทน แต่โดยรวมก็ถือว่าดีใช้ได้

    และแล้วก็เกิดปัญหาขึ้นครับ อยู่ๆ พี่เป็ดของผมก็ใช้เวลาในการ upload หรือ download นานมาก นานแบบว่าโหลดไฟล์ขนาด 1.7 Mb ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง! ทีแรกคิดว่าเป็นปัญหาจากทาง server ผมเมล์ถามตอบอยู่หลายครั้ง ทางนั้นก็บอกว่าไม่มีปัญหาใดๆ หรือพยายามลองใช้ FTP ผ่าน windows ก็ไม่สามารถเข้าได้อีกเช่นเดียวกัน

    ครั้นจะ upload ทีละไฟล์แบบที่ลง wordpress แบบคราวก่อนนี่ก็ไม่ไหวแล้วครับ กลัวไม่สมบูรณ์เหมือนคราวที่แล้ว

    เลยลองหาโปรแกรมอื่นมาลง ปรากฎว่าความช้าหายปลิดทิ้ง เร็วปื๊ดๆ เหมือนเดิม แถมหน้าตาก็คล้ายๆ หรือดูง่ายกว่าพี่เป็ดด้วยซ้ำครับ

    โปรแกรมนี้มีชื่อว่า Fetch ครับ หลังจากที่ลองใช้ upload และ download แล้วอยู่ในขั้นดีมาก (เพราะมันเร็วกว่าเดิมเยอะ) ส่วน function มาตรฐานของโปรแกรมแนวนี้มีครบครับ click ขวาเลือก get info เพื่อตั้งค่า permission ได้อย่างสบายๆ

    อยากให้มีโปรแกรมดีๆ ง่ายๆ ไม่ต้องอะไรมากแต่ครบทุกการใช้งาน และแครกได้ ฮ่าๆๆ แบบนี้บนวินโดนส์บ้างครับ

    ปล. มีตังแล้วผมจะซื้ออุดหนุนเขาแน่ครับ

    aside 20 Oct

    Wordcamp Bangkok 2008

    เมื่อเช้าค่อนข้างตื่นเต้นที่จะต้องมางาน Wordcamp เพราะหลายปีที่ผ่านมาผมไม่ได้ออกงานเหมือนก่อน (พูดอย่างกะเซเล็บ หึหึ) นับตั้งแต่ยุค Thaidiarist.com ล่มสลายไปช่วงแรก เป็นฤษีเฝ้าถ้ำพร้อมๆ กับใช้นามแฝงเขียนเรื่องสั้นในเว็บอื่นๆ มากกว่า แต่พอเห็นรายชื่อวิทยากรอย่างพี่เก่ง, พี่เม่น, พี่บัง ก็พออุ่นใจได้แล้วว่างานนี้เหมือนรวมรุ่น Blogger ยุค 1.0 ฮ่าๆๆ

     

    ลงทะเบียนหน้างาน อภินันทนาการจาก นปก. ทีม มีให้เลือกทั้งแบบน้ำเงินเขียวเข้ม หรือแดงแปร๊ด

     

    ทุกคนเติบโตขึ้นตามกาลเวลา ผมก็ว้าวุ่นตามประสาของผม พอกลับมาในแนวทางที่ตัวเองชอบอย่างเรื่องบล๊อค (หรือในยุค 1.0 เรียกกันว่า “ไดอารี่”) ก็คงจะดูช้าเกินไป ตามใครไม่ทัน แต่พอได้มางานนี้แล้วยังใจชื้นได้หน่อยว่า อย่างน้อยเราก็มีแฮนดิแคปเรื่องฝีมือการเขียนไม่น้อยน่าใครเหมือนกัน ฮ่าๆๆ แต่ในเรื่องที่เหลืออย่างเช่นตีม ปลั๊กอินต่างๆ การแก้ไขปัญหาการใช้งาน หรือแม้กระทั่งการโปรโมทนั้น ไม่ประสีประสาใดๆ เลยครับ มางานนี้จึงหวังมาตวงเอาอย่างเดียว

     

    คนเยอะจริงๆ ครับ บรรยากาศครึกครื้นใช้ได้

     

    Wordcamp หรือรวมพลคนใช้งาน WordPress ในวิทยากรบางท่านให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในงานรวมพลของเหล่าบล๊อคเกอร์มากกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ เพราะ “แก่น” ของมันไม่ได้อยู่ที่โปรแกรมที่ใช้งานจะเป็นของค่ายไหน เป็น Movable Type, WordPress, Blogger หรือ Exteen ก็ตาม แต่อยู่ที่เนื้อหาที่ทุกคนร่วมกันเขียนลงไปในสังคมอินเทอร์เน็ตต่างหากครับ น่าแปลกใจคือ งานนี้แม้จะเกิดขึ้นครั้งแรก แต่ผู้คนมาเยอะจนเต็มห้องประชุมใน TCDC เลยครับ หลายท่านมีอายุมากกว่าผม แต่มีความสนใจเรื่องของการแชร์ประสบการณ์และความรู้ อีกหลายท่านถ่ายทอดมุมมองความคิดด้วยวิธีการที่ต่างกัน และอีกหลายท่านทุ่มเทเวลาเพื่อพัฒนาให้โปรแกรมนั้นใช้งานง่าย ทั้งการแปล การนำเสนอ Plugin ดีๆ หรือการอธิบายให้มีความน่าสนใจ

     

     

    เป็นช่วงที่ดูขัดหูขัดตาพิลึกครับ เอาคนติ๊สๆ มาอยู่กับคนเนิร์ทๆ ได้ยังงัย ฮ่าๆๆ
    (ป๋าเต็ด Feat. บอยด์ โกสิยพงศ์)

     

    (ซ้าย) พี่เม่น imenn.com พูดเรื่อง Theme & Design
    (ขวา) พี่เก่ง Keng.com พูดเรื่อง ทำไมต้อง wordpress (ด้วยว่ะ)

    ในภาพรวมของงานนี้ค่อนข้างดีนะครับ (แม้ว่าช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยมีใครฟังแล้วก็ตาม ฮ่าๆๆ) มีแนวโน้มว่าในปีหน้าจะพาผู้ก่อตั้ง wordpress มาร่วมเสวนาด้วย แต่ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว การที่งานไม่เปิดช่วงเวลาให้แต่ละคนรู้จักหรือแนะนำตัวระหว่างกัน ทำให้คนขี้อายอย่างผมไม่ทราบเลยว่า คนนั่งข้างๆ ผมเขียนอยู่ที่เว็บอะไร กว่าผมจะรู้ว่าตากล้องที่เดินไปมาหน้าตาคุ้นๆ นั้นคือไอ้แอนนนนน.คอม ก็ปาเข้าไปช่วงท้ายรายการแล้ว หรืออย่างพี่ด๊อกด๋อย ผมจำชื่อพี่ได้ พี่เคยทำอยู่ catcha.co.th มาก่อน ผมก็ไม่ได้มีโอกาสทักทายเลยครับ 

    อีกอย่าง ผมกลัวว่าเวทีนี้จะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักพัฒนา มากกว่าเหล่าผู้ใช้งานครับ ลองนึกภาพเล่นๆ นะครับว่า ถ้าในห้องนี้เป็น Mac User ทั้งหมด ความภาคภูมิใจที่ในการใช้งานเครื่องแมคนั้น ทำให้ทุกคนเดินยืนกันได้ทั้งห้อง แต่กับผู้ใช้งานธรรมดานั้น แม้จะรู้ว่าโปรแกรมนั้นใช้งานง่ายจริง แต่ความผูกพันยังไม่เกิดขึ้นครับ หรือไม่มากพอเท่าผู้ใช้ diaryis หรือ storythai ซึ่งก็ควรจะมีงานในรูปแบบนั้นด้วยเช่นกัน

     

    รับรองว่ารอบหน้า ผมก็คงไม่พลาดแน่นอนครับ :)

     

    อ้อ.. ขอแถมมุมหน้ามู่ให้ชมกันครับ และรูปบรรยากาศในงานนี้ครับ

     

     

    [ดูแบบ slideshow]
    IMG_4362.jpg
    IMG_4366.jpg
    IMG_4369.jpg
    IMG_4386.jpg
    IMG_4387.jpg
    IMG_4389.jpg
    IMG_4390.jpg
    IMG_4393.jpg
    IMG_4395.jpg
    IMG_4396.jpg
    IMG_4399.jpg
    IMG_4400.jpg
    IMG_4402.jpg
    IMG_4404.jpg
    IMG_4405.jpg
    IMG_4407.jpg
    IMG_4415.jpg
    IMG_4418.jpg
    IMG_4420.jpg
    IMG_4422.jpg
    IMG_4426.jpg
    IMG_4427.jpg
    IMG_4429.jpg
    IMG_4432.jpg
    IMG_4433.jpg
    IMG_4435.jpg
    IMG_4437.jpg
    IMG_4438.jpg
    aside 18 Oct

    7 กิจกรรมเสริมทำเงิน ที่ขาดไม่ได้ในงานวันรับปริญญา

    1. ช่างภาพ

    แม้ว่ากล้องดิจิตอลจะกลับมาเป็นหอกข้างแคร่ให้กับบรรดาช่างภาพที่รับถ่ายภาพ เพราะราคาที่ถูกลงทั้งตัวเครื่อง และความที่ไม่ต้องใช้ฟิล์ม แล้วได้คุณภาพอย่างโปร แต่ก็เป็นเรื่องดีของช่างภาพที่เปิดโอกาสให้คนที่แค่จับกล้องเป็น และรักการถ่ายภาพ สามารถมาทำอาชีพเสริมนี้ได้อย่างง่ายดาย ราคาส่วนใหญ่แล้วแต่ตกลง มีตั้งแต่หลักหมื่นบาท / วัน จนถึงหลักร้อย!

     

    2. ช่างแต่งหน้า

    ทั้งช่างแต่งหน้าประจำร้านเสริมสวยหน้าปากซอย, เพื่อนที่มีความสามารถพอที่จะใช้เครื่องสำอางได้ หรือช่างแต่งหน้ารุ่นใหญ่ดูแลหน้าตาให้ศิลปิน ต่างถูกเกณฑ์มาเกือบทั้งวงการตั้งแต่ตีสอง แต่งหน้าบัณฑิตที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ที่เคยพบเจอการรวมตัวของช่างแต่งหน้าในที่เดียวกันมากที่สุด คือ การไปถ่ายงานที่ขอนแก่น ตอนตี 5 บัณฑิตนั่งเต็มร้านประมาณ 20 คน ข้างนอกก็กำลังไดร์ผมกันอยู่อีกเกือบสิบคน!

     

    3. รับจ้างติดดอกไม้พลาสติก

    ไม่ว่าจะมีงานที่ไหน ต้องมีแก๊งรับติดดอกไม้พลาสติกหลอกเอาตังจากผู้ปกครองและบัณฑิตทุกทีไป มีการวางแท็กติกกันอย่างเป็นระบบ อาศัยความชุลมุน มึนงง หน้าด้าน เดินเข้าไปพูดยกยอ เช่น “ยินดีด้วยนะค่ะ”, “จบแล้วขอให้เป็นเจ้าคนนายคน/ขอให้รวย” ญาติๆ ก็จะเคลิ้มเพราะคำอวยทั้งหลายก่อนจะสะดุ้งเมื่อพบว่า ดอกไม้อันละไม่ถึง 3 บาท เมื่อมีคนติดหน้าอกให้ จะมีมูลค่าสูงถึง 40 บาท!

     

    4. ขายดอกไม้และตุ๊กตา

    ไม่ว่าจะไปงานที่เชียงใหม่ ขอนแก่น นครปฐม หรือแถวสามย่าน ทั้งดอกไม้และตุ๊กตาที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกงานจะแผ่หราออกมาเต็มสองข้างทางอย่างน่าอัศจรรย์ ให้ทุกท่านได้เลือกทั้งดอกไม้สดทั้งในและนอกประเทศ ดอกไม้แบ๊งค์ (เดี๋ยวนี้หายากหน่อย) หรือตุ๊กตาสารพัดสัตว์ที่บรรจงจัดใส่ช่อดอกไม้อย่างดี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ผมไม่เคยไปถ่ายรูปให้บัณฑิตคนไหนที่มีดอกไม้ถือในมือต่ำกว่า 3 ช่อซักคน!

     

    5. ขายป้ายแดง

    เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับงานรับทำทะเบียนรถได้อย่างน่าทึ่ง ลำพังคนเราจะทำทะเบียนใหม่ซักกี่หนกันเชียว พอมาทำป้าย “จบ+ปี พ.ศ.” ด้านล่างเขียนสถาบันที่จบหรือละแวกที่สถาบันนั้นอยู่ กลับขายทีเทน้ำเทท่า ทั้งแบบต้นฉบับคือพื้นแดงตามวลีว่า “จบใหม่ป้ายแดง” พื้นขาวแบบติดรถทั่วไป พื้นเหลืองหรือชมพู ที่สำคัญคือ สามารถขายได้ทั้งแบบจบ 2550 และ จบ 2551 เรียกได้ว่าทำป้ายปี พ.ศ. เดียว เก็บไปขายได้ถึงสองปี!

     

    6. ขายเครื่องดื่มและอาหารว่าง

    คนเยอะ อากาศร้อน สถานที่กว้างขวาง งานจัดตลอดทั้งวัน จึงต้องมีเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารว่างรองท้องคอยกวักมือเรียกตลอดสองข้างทางเสมอ บางสถาบันจะให้นักศึกษาเปิดซุ้มขายเพื่อนำเงินที่ได้ไปสนับสนุนกิจกรรม กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลเป็นสำคัญ เพราะสินค้าที่ขายไม่แตกต่างมากเท่าไหร่ ล่าสุด ที่จุฬา ได้ยินเด็กประจำซุ้มน้ำโม้ว่า อดีตนายกหน้าเหลี่ยมจ่ายค่าน้ำ 1 แก้ว ในราคา 7 พันบาท!

     

    7. รับจ้างบูม

    ที่ใดไม่มีน้องปีหนึ่งมาบูมให้ ผมว่างานนั้นจืดสนิทใจมากครับ การบูมนั้นไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่ต้องลงแรงมหาศาล ทั้งฝึกซ้อมร้องเพลง ทั้งเพลงสันฯ หรือเพลงมหาลัย ซ้อมเต้นประกอบเพลงสันฯ  ซ้อมบูมคณะ หรือถ้าได้หลายคณะจะดีมาก เตรียมแข้งขาให้พร้อมสำหรับการเดินรอบมหาลัย พร้อมแล้วก็รวมตัวกันให้ได้ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป แล้วดำเนินการคล้ายกับแก๊งรับจ้างติดดอกไม้ด้วยการเล็งบัณฑิตที่เดินแยกมาจากกลุ่ม วิ่งเข้าไปล้อมด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ต่อจากนั้นก็รับทรัพย์! 

     

  • Next Page
  • Page 1 of 2
  • Last twit

    • @vuzdy ใช่แล้วครับ ผมพยายามหาเว็บที่เคยเปิดแล้วอ่านไทยไม่รู้เรื่องอยู่ 9 hours ago
  • Index

    • About up2gu.net
  • Categories

    • Blog Life
    • LAB
    • Tech Know
    • Twitter
    • VERYTHAI
    • WordPress

Tumblog WordPress Themes by Theme created by Obox