การเมือง เรื่องเงินทอง
เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมนั่งแท๊กซี่จากที่ทำงานไปเอแบค หัวหมากเพื่อเตรียมต่อรถของบริษัทอีกแห่งไปถ่ายงานที่จันทบุรี ระหว่างนั้นพี่คนขับรถเปิดวิทยุรายงานข่าวพอดี เราก็คุยกันเรื่องข่าวสารทั่วไป และชะงักลงตรงเรื่อง “เงินของคุณทักษิณ”
ตามปกติแล้ว กฎข้อหนึ่งที่ถูกบัญญัติเพิ่มหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยา 49 ก็คือ ห้ามคุยเรื่องการเมืองบนรถแท๊กซี่ ฮ่าๆ อันที่จริงวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ อย่างหนึ่งที่มีปัญหาคือ เราไม่เคยพูดเรื่องการเมืองเป็นกิจวัตรกัน พอพักหลังมีประเด็นการเมืองขึ้นมาแล้วอยากจะพูด ก็จะต้องเกิดเรื่องตามมาทุกครั้งไป ไม่ว่าจะอยู่ข้างไหนแบบที่ทั่นนายกฯ หมักต้องการก็ตาม
ผมพยายามเออออห่อหมกไปตามประสา แต่เรื่องที่น่าสนใจต่อจากนั้นคือ พี่คนขับบอกว่า อาทิตย์นี้แถวอิสานจะมีการเลือกตั้ง อบต. กันเยอะ คนเลยแห่กลับบ้านกันไปเลือกตั้ง รถอาจจะติดได้
พี่คนขับขยายความต่อว่า ถ้ากลับไปเลือกตั้งจะได้รับกันคนละ 1 พันบาทเป็นค่าสินน้ำใจในการเดินทางมาไกล เพื่อประชาธิปไตย 4 วินาที ผู้สมัครบางคนก็เลือกที่จะจ้างคนในท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ขับรถขนคนมาเลือกตั้ง ให้ค่าจ้างคันละหมื่นบาท และอะไรอีกมากมายผมจำได้ไม่หมด
ประเด็นหนึ่งที่ผมยอมรับตามพี่คนขับคือ ทุกวันนี้การเมืองมีค่าใช้จ่ายสูงตามอัตราค่าครองชีพ การเมืองไทยเราพูดถึงแต่การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ แต่ไม่พูดเรื่องการชักจูงคนไปเลือกตั้ง แม้จะมีการเลือกตั้งนอกเขตได้ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ระดับประเทศเท่านั้น การเสียสิทธิทางการเมืองจากการไม่ไปเลือก อบต. สำคัญน้อยกว่า “น้ำใจ” ของคนในท้องถิ่น และเงินจูงใจเสียอีกครับ ทำให้คนที่อยากจะเป็นตัวแทนนั้น ถ้าไม่บารมีหรือเป็นที่นับหน้าถือตาสูง ก็ต้องมีเงินหลัก 7 หลักขึ้นไป ถึงจะคิดเล่นการเมืองท้องถิ่น
จะเป็นไปได้ไหม ที่รัฐจะให้วันเลือกตั้ง และวันหลังเลือกตั้งเป็นวันหยุดแห่งชาติ บริษัทไหนให้คนมาทำงานในวันนั้นได้ก็ต่อเมื่อแสดงหลักฐานการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ถ้าไม่มีจะถูกลงโทษทางวินัยของบริษัท ขนส่งมวลชนทางไกลทุกชนิดฟรีในช่วงเลือกตั้งโดย กกต. เป็นผู้จัดให้ พร้อมรถสองแถว รถเมล์ฟรีรับส่งจากบ้านไปยังหน่วยเลือกตั้ง ใส่ใจลดต้นทุนของผู้ใช้สิทธิให้มากพอๆ กับการคิดสนับสนุนพรรคการเมือง หรือลดต้นทุนการหาเสียงของนักการเมือง
ทีประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียงให้พรรคพวกตัวเองยังทำได้ แล้วประชานิยมเพื่อประชาธิปไตยหล่ะ ทำได้ไหม?
