Archive for August, 2008
การเมือง เรื่องเงินทอง
เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมนั่งแท๊กซี่จากที่ทำงานไปเอแบค หัวหมากเพื่อเตรียมต่อรถของบริษัทอีกแห่งไปถ่ายงานที่จันทบุรี ระหว่างนั้นพี่คนขับรถเปิดวิทยุรายงานข่าวพอดี เราก็คุยกันเรื่องข่าวสารทั่วไป และชะงักลงตรงเรื่อง “เงินของคุณทักษิณ”
ตามปกติแล้ว กฎข้อหนึ่งที่ถูกบัญญัติเพิ่มหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยา 49 ก็คือ ห้ามคุยเรื่องการเมืองบนรถแท๊กซี่ ฮ่าๆ อันที่จริงวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ อย่างหนึ่งที่มีปัญหาคือ เราไม่เคยพูดเรื่องการเมืองเป็นกิจวัตรกัน พอพักหลังมีประเด็นการเมืองขึ้นมาแล้วอยากจะพูด ก็จะต้องเกิดเรื่องตามมาทุกครั้งไป ไม่ว่าจะอยู่ข้างไหนแบบที่ทั่นนายกฯ หมักต้องการก็ตาม
ผมพยายามเออออห่อหมกไปตามประสา แต่เรื่องที่น่าสนใจต่อจากนั้นคือ พี่คนขับบอกว่า อาทิตย์นี้แถวอิสานจะมีการเลือกตั้ง อบต. กันเยอะ คนเลยแห่กลับบ้านกันไปเลือกตั้ง รถอาจจะติดได้
พี่คนขับขยายความต่อว่า ถ้ากลับไปเลือกตั้งจะได้รับกันคนละ 1 พันบาทเป็นค่าสินน้ำใจในการเดินทางมาไกล เพื่อประชาธิปไตย 4 วินาที ผู้สมัครบางคนก็เลือกที่จะจ้างคนในท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ขับรถขนคนมาเลือกตั้ง ให้ค่าจ้างคันละหมื่นบาท และอะไรอีกมากมายผมจำได้ไม่หมด
ประเด็นหนึ่งที่ผมยอมรับตามพี่คนขับคือ ทุกวันนี้การเมืองมีค่าใช้จ่ายสูงตามอัตราค่าครองชีพ การเมืองไทยเราพูดถึงแต่การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ แต่ไม่พูดเรื่องการชักจูงคนไปเลือกตั้ง แม้จะมีการเลือกตั้งนอกเขตได้ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ระดับประเทศเท่านั้น การเสียสิทธิทางการเมืองจากการไม่ไปเลือก อบต. สำคัญน้อยกว่า “น้ำใจ” ของคนในท้องถิ่น และเงินจูงใจเสียอีกครับ ทำให้คนที่อยากจะเป็นตัวแทนนั้น ถ้าไม่บารมีหรือเป็นที่นับหน้าถือตาสูง ก็ต้องมีเงินหลัก 7 หลักขึ้นไป ถึงจะคิดเล่นการเมืองท้องถิ่น
จะเป็นไปได้ไหม ที่รัฐจะให้วันเลือกตั้ง และวันหลังเลือกตั้งเป็นวันหยุดแห่งชาติ บริษัทไหนให้คนมาทำงานในวันนั้นได้ก็ต่อเมื่อแสดงหลักฐานการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ถ้าไม่มีจะถูกลงโทษทางวินัยของบริษัท ขนส่งมวลชนทางไกลทุกชนิดฟรีในช่วงเลือกตั้งโดย กกต. เป็นผู้จัดให้ พร้อมรถสองแถว รถเมล์ฟรีรับส่งจากบ้านไปยังหน่วยเลือกตั้ง ใส่ใจลดต้นทุนของผู้ใช้สิทธิให้มากพอๆ กับการคิดสนับสนุนพรรคการเมือง หรือลดต้นทุนการหาเสียงของนักการเมือง
ทีประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียงให้พรรคพวกตัวเองยังทำได้ แล้วประชานิยมเพื่อประชาธิปไตยหล่ะ ทำได้ไหม?
1 commentถ้าคนไทย “อิน” เกมกัน มันก็คงจะดี
เรามาร่วมภูมิใจให้กับความสามารถของเด็กไทยกันหน่อยครับ ที่ได้เป็นข่าวระดับโลกกันอีกครั้ง และข่าวที่น่ายินดีเช่นนี้ได้กลบข่าวบ้านๆ อย่างเด็กไทยได้แชมป์โลกการใช้โปรแกรมของไมโครซอฟท์ไปเลย เพราะมันคือข่าวที่เด็กติดเกม Grand Theft Auto หรือ GTA แล้วก่อคดีฆ่าคนนั้น ได้กลายเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากเกม GTA เป็นครั้งแรกของโลก!
โอ้… ปรบมือให้สามที
ถ้าประเทศไทยเรา “อิน” กับเกมคอมพิวเตอร์ เหมือนที่แม่บ้านทั่วไปอินกับละครน้ำเน่าหลังข่าวถึงขนาดเอาทุเรียนตบหน้าตัวอิจฉาได้ (ซึ่งจริงๆ ก็ควรจะจารึกความอินในละครไทยไว้ด้วยเช่นกัน) งั้นเรามา “อิน” เกมอย่างสร้างสรรค์กันเถอะ
เช่น
ถ้าฟุตบอลทีมชาติไทย “อิน” เกมวินนิ่ง ป่านนี้คงไม่ต้องฝันกลางวันไปบอลโลกแน่นอน
ถ้าผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย “อิน” เกมฟุตบอลเมเนเจอร์ ป่านนี้คงมีโค็ชเก่งๆ ไม่เอาเด็กเส้น พาทีมไทยไปบอลโลก (ถ้าทีมไทยเล่นวินนิ่งแล้ว “อิน”) ด้วยนะ
ถ้ากองทัพไทย “อิน” Red Alert 2 ป่านนี้เราคงหา Sniper ไปซุ่มยิงยูริของเขมรให้หมด
ถ้าผู้ว่ากทม. “อิน” เกม Sim City ป่านนี้เราคงไม่มีสายไฟเกะกะ หรือขุดท่อให้วุ่นวายทั้งเมือง
ถ้าทั่นนายก “อิน” เกมทุกชนิด ป่านนี้เราคงไม่ได้เห็นทั่นนายกด่าสื่ออีกต่อไป…
ดีจะตาย ฮ่าๆๆ
No commentsขนส่งมวลชนฟรี เพื่อประชาชน?
ความรู้สึกที่คิดว่าการนั่งรถเมล์ไป - กลับบ้านเองคนเดียวเป็นเรื่องที่ “เทพ” มากๆ เกิดขึ้นเมื่อตอนป.3 ครับ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครคือคนแรกในรุ่นผมที่ทำแบบนั้น แต่ผมก็ได้มีโอกาสนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือแบบจริงจังก็ตอน ป.4 เป็นต้นมา แม้กระทั่งมียานพาหนะเป็นของตัวเองแล้ว (มอเตอร์ไซค์) แต่ก็ไม่ขัดข้องกับการนั่งรถเมล์แต่อย่างใดครับ
ขณะเดียวกัน การนั่งรถไฟหวานเย็นกลับบ้านเองก็น่าจะเริ่มต้นซักช่วง ป.5 มันเป็นความรู้สึกชิลๆ บอกไม่ถูก เมื่อรถไฟค่อยๆ เลาะหลังตึกที่คุ้นตาในเมือง ก่อนที่จะวิ่งผ่านทุ่งหญ้าทุ่งนาแถวบ้านผม คนก็ไม่เยอะ ราคาถูก และใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก
แม่บอกว่า ค่ารถไฟไม่เคยขึ้นมาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว แม่ขึ้นรถไฟจากสถานีบ้านทับช้างไปถึงหัวตะเข้ ประมาณ 3-4 สถานี เสียค่าใช้จ่าย 3 บาทมาตลอดโดยไม่เคยขึ้นราคาซักครั้งจนกระทั่งปัจจุบัน
นโยบายของทั่นหมักนั้นดูง่ายดายสไตล์ประชานิยม แต่ไม่ลึกซึ้งในเชิงพฤติกรรมเท่าที่ควร เมื่อการลดค่าขนส่งมวลชนที่ขนคนจำนวนมากเข้าเมืองให้เหลือแค่ 0 บาทนั้น ก็ควรจะใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมให้คนเมืองหันมาใช้ขนส่งมวลชนแทน เพื่อการลดค่าครองชีพอย่างแท้จริง
กลุ่มคนขึ้นขนส่งมวลชนราคาถูกเหล่านี้มีสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ ขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว, ขึ้นบ้างประปราย และไม่ค่อยขึ้น คนที่ได้ผลดีจากมาตรการนี้คือคนสองกลุ่มแรก นอกจากลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละวันแล้ว ยังช่วยลดเวลาในการเดินทางให้น้อยลง เพราะไม่ว่ารถเมล์สายไหนก็ฟรี จึึงมีทางเลือกให้ขึ้นสายนั้น ต่อสายนี้ได้อย่างสะดวกขึ้น
กลุ่มที่ขึ้นประปรายก็ไม่ลังเลใจที่จะใช้บริการ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว จำนวนรถเมล์ที่วิ่งก็ไม่ได้น้อยหรือขาดช่วงแต่อย่างใด และที่สำคัญคือ เป็นการตัดกำลังเหล่าแก๊งซิ่งมินิบัส และรถร่วมเหียกๆ ที่ชอบจอดแช่ป้ายให้เพ่นไวขึ้น
แต่กลุ่มที่สร้างปัญหาให้กับการจราจร ก็คือกลุ่มที่ไม่ค่อยได้ขึ้น หรือไม่ขึ้นเลย มาตรการลดภาษีน้ำมันทำให้คนเอารถออกมาขับมากขึ้น แม้ว่ารถเมล์ฟรีจะทำให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10% แต่อย่าลืมว่าจำนวนนั้นเพิ่มขึ้นมาจากคนที่หนีรถร่วมมาค่อนข้างเยอะ
สุดท้ายแล้วนโยบายไม่ว่าจะเป็นขนส่งมวลชนฟรี หรือน้ำมันที่ราคาถูกลง ล้วนแล้วแต่มองในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ ป้องกันเงินเฟ้อสองหลัก แต่เรื่องของนโยบายขนส่งมวลชน รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมนั้น ก็ยังถูกหมางเมิงกันต่อไปในรัฐบาลชุดนี้…
และคาดว่าคงอีกหลายชุดในภายภาคหน้า
No comments