Archive for March, 2008
จะ Google พื้นดำ หรือ Blackle โลกก็ยังร้อนอยู่ดี
เราคงเคยได้ยิน Blackle ที่เป็น Search Engine แบบเดียวกับ Google แต่ต่างกันแค่มีพื้นดำ โดยบอกว่าใช้แล้วดี โลกไม่ร้อน ประหยัดไฟเห็นๆ
คราวนี้ Google ได้บอกตรงๆ กับผู้ใช้งาน ผ่านหน้าเว็บพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงตัวช่วยรณรงค์กับโครงการ Earth Hour (กทม.ของเราก็ร่วมด้วย ด้วยการรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 2-3 ทุ่ม ของวันที่ 29 มีนาคม 2551 ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดช่วงหนึ่ง) ว่า…
ทำไม Google จึงไม่เปลี่ยนหน้าโฮมเพจเป็นสีดำตลอดไป
เรามุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบของภาวะโลกร้อนโดยกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลักฐานที่เรามีอยู่ปัจจุบัน (http://googleblog.blogspot.com/2007/08/is-black-new-green.html) แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนพื้นหลังให้เป็นสีดำอย่างถาวรนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือต่อผุ้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เราพยายามมองหาวิธีที่จะปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการวิจัยค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เราก็อาจจะเปลี่ยนใจในเรื่องนี้อ้างอิงจาก : http://www.google.co.th/intl/th_th/earthhour/
ทีนี้ร้อง “อ๋ออออ” กันทั้งบางเลยครับ เพราะการใช้พื้นดำหรือไม่ดำนั้น สุดท้ายหลอดไฟก็ยังคงทำงานอยู่ดี ซึ่งอาจจะมีผลของค่าความต่างกันแค่ 5-20% เท่านั้น แต่สิ่งที่มีผลต่อการกินไฟมากกว่า คือการตั้งค่า Brightness และ Contrast ของหน้าจอแต่ละเครื่องที่ต่างกันมากกว่า
อีกประเด็นคือ เราเปิด Google แช่ค้างไว้นานแค่ไหน อย่างผมเองก็ใช้ Google เป็นแค่ทางผ่านไปยังเว็บที่สนใจ มากกว่าเปิดทิ้งแล้วนั่ง refresh ทั้งวัน มันก็น่าจะมีผลบ้าง แต่น้อยมาก
แต่หากจะเถียงกันว่า เปิด Google หรือ Blackle อะไรจะช่วยโลกได้ดีกว่ากันนั้น มันมีวิธีที่ง่ายและประหยัดกว่า เช่น ปิดจอเมื่อไม่ใช้งาน หาสวิตซ์ไฟแบบตั้งเวลาตัดไฟอัตโนมัติเวลาเราชาร์จมือถือ, ipod หรือโน๊ตบุ๊คข้ามคืน และไม่ต้อง sleep โน๊ตบุ๊คโดยไม่จำเป็น ถ้าคิดว่าอีกชั่วโมงข้างหน้าคงไม่ได้ใช้อะไรก็ปิดไปเหอะ มันจะเสียเวลาบู๊ตเครื่องซักเท่าไหร่กันเชียว
ผมว่าข้อแนะนำ (ที่เคยได้ยินจากคนอื่น) เหล่านี้ น่าจะเป็นการประหยัดอย่างจะแจ้งมากกว่านะครับ
2 commentsจำเป็นไหม ที่ต้องซื้อ Apple Care For Macbook
เดือนก่อนโน๊ตบุ๊ค Acer ตัวเก่าที่ผมใช้งานอยู่ประจำเกิดเดี้ยงสองครั้งติด ครั้งแรกยังไม่ทันจะบู๊ตวินโดนส์เสร็จก็ดับไปซะงั้น ร้านบอกว่าไม่มีอะไรเสียให้ลงโปรแกรมใหม่ก็ใช้ได้ ครั้งที่สองเลยเสียจริง เป็นที่ Power Supply กับชิป All in One อะไรซักอย่าง เสียค่าเปลี่ยนอะไหล่ไป 3,500 ถ้วน
นึกย้อนกลับไป โน๊ตบุ๊คเครื่องแรกตัวนี้ของผมอายุน่าจะ 4 ปีได้แล้ว สภาพจอเริ่มเหลือง ซีดีไดร์ฟพังไปตั้งแต่หมดประกันหมาดๆ ไดร์ฟเอก็ใช้งานไม่ได้เป็นอาการหลักของเครื่องรุ่นนี้ ฮาร์ดดิสก์พังไปแล้วก็ซื้อเปลี่ยนใหม่ พร้อมกับ CD External ที่แกะมาจากเครื่อง PC แล้วต่อกล่องเอา
ถ้ารวมค่าซ่อม ค่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ น่าจะอยู่ในราวๆ 8 พันกว่าบาทได้ครับ
ทีนี้กลับมาที่ Macbook ที่กำลังจะหมดอายุประกันของผมบ้าง หลายคนคงต้องมีอาการลังเลใจในการซื้อ Apple Care หรือไม่ เพราะราคาขาย 8,990 บาท ค่อนข้างแพงเอาเรื่อง ในยุค 32 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐ ทำให้ราคา Apple Care ถ้าซื้อจากอเมริกาจะตกอยู่แค่ 8 พันนิดๆ ถ้าถูกสุดก็ที่ฮ่องกง ราคา 7 พันกว่าๆ ครับ แต่สิงคโปร์แพงกว่าบ้านเรา ประมาณ 9 พันกว่าๆ และราคาของ Apple Care สำหรับ Macbook นั้นก็แพงกว่าสำหรับ Macbook Pro ซะอีก แพงรองลงมาจาก Macbook Pro (เดาว่ามันเปราะกว่า เลยต้องจ่ายแพงหน่อย)
งั้นผมขอวิเคราะห์จากสภาพการใช้งานจริง เรียงลำดับความน่าจะเป็นในการเสียของอุปกรณ์ต่างๆ ใน Macbook ที่อาจจะเจอก่อน-หลัง
- เคสร้าวในทุกบริเวณ - อาการนี้ถ้าไม่เจอ ผมว่าเชยเข้าขั้น รู้ถึงไหน อายถึงนั้น กิ้วๆๆ
- คีย์บอร์ดพัง - ช่างบอกว่ามีเคสนี้มาบ่อยครับ หรือไม่ก็เกิดซน ไปแงะปุ่มมันเล่น ก็มีสิทธิ์เจ๊งได้ง่ายเช่นกัน
- ซีดีพัง - บอกแล้วว่าอย่าดูหนังโป๊บ่อย ยิ่งแผ่นเป็นรอยมาก ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสพังให้มากตามไปด้วย
- ฮาร์ดดิสก์เดี้ยง - ในรอบประกันฮาร์ดดิสก์มาตรฐาน 5 ปี ผมว่าคุณต้องโดนก่อน 3 ปีแน่ๆ
- หน้าจอประหลาด - เกิดอาการ Dead Pixel หรือภาพเป็นเส้น หรือจอแตกเพราะทำหล่นอย่างแรง
นี่คือชิ้นส่วนที่(น่าจะ)เคลมได้ในระยะเวลาประกันที่เพิ่มอีก 2 ปี ของ Apple Care ที่เหนือกว่าการซื้อประกันของโน๊ตบุ๊คยี่ห้ออื่นๆ ที่จะจำกัดเวลาเพิ่มแค่ปีเดียว
แต่อย่าลืมอีกประเด็นที่สำคัญ คือ ถ้ามันเกิดอึดแล้วไม่เสียอะไรเลยขึ้นมา ก็ต้องจ่ายแปดพันฟรี? หรือเป็นเครื่องเทพ ทุกอย่าง DIY เองได้หมด อะไรเสียก็ซื้อเปลี่ยนเอง (แน่นอน เว็บเมืองนอกมีบอกอย่างละเอียดทุกขั้นตอน) หรือถ้าเกินเยียวยาก็ต่อออก External เพิ่มเอาได้ เงินแปดพันนั้นอาจเป็นค่าอะไหล่หรือเป็นค่าอัพเกรดเครื่องให้แรงขึ้นอีกก็ได้
สรุปแล้ว ซื้อไม่ซื้อมีค่าเท่ากัน ต่างแค่คุณค่าทางจิตใจ เหมือนมีพระคล้องคอเลยไม่กลัวผี แต่จริงๆ ผีอาจจะไม่กลัวพระก็ได้
แต่เตรียมใจ และเตรียมตังไว้ได้เลย เพราะมันต้องเสียแน่ๆ หึหึ..
3 comments