Archive for May, 2007
วิธีการแนบไฟล์ทั้งหลายลงใน blog
จากการทดสอบการอัพโหลดไฟล์ เช่น .doc (Word) / .pdf (Acrobat Reader) / .xls (Excel) / .ppt (PowerPoint) ทั้งหมดสามารถใช้งานได้ ไม่ติดขัดอะไร
เพียงแต่การตั้งชื่อไฟล์ที่จะอัพโหลดไปนั้น ต้องตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น และไม่มีเว้นวรรคหรืออักขระประหลาดใดๆ ถ้าจะเว้นวรรค ให้ใช้ _ (under scroll) แทน เช่น item_in_mcdonald.doc ห้ามใช้ item in mcdonald.doc หรือ ไอเท็มที่แมค.doc เป็นอันขาด
วิธีการก็เปิดคำสั่ง upload ด้านล่างของกล่องข้อความ กด Browse เพื่อเลือกไฟล์จากในเครื่อง ตั้งชื่อ title และ description ด้วย (เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้ ไม่ว่ากัน) แล้วทำการอัพโหลด เมื่อเสร็จสมบูรณ์ ด้านล่างจะเป็นตัวหนังสือและ link ของไฟล์ที่เราเพิ่งอัพโหลดไป ชื่อ link นั้นจะเหมือนกับชื่อของ title ที่เราตั้ง แต่ถ้าไม่ได้ตั้ง title มันจะขึ้นเป็นชื่อไฟล์ที่อัพโหลดไปแทน
วิธีใช้งาน แค่ลาก link ตัวหนังสือสีน้ำเงินนั้น ลงมาที่กล่องข้อความที่เราเขียน ถ้าต้องการแก้ไขข้อความใน link นั้น เช่น “คลิ๊กที่นี่เพื่อดูไฟล์” ให้ select link ที่เราลากและทำการพิมพ์ทับ โดยห้ามเว้นวรรคในการพิมพ์ขั้นตอนนี้ เพราะมันจะทำให้ link หลุดไป
หรือถ้าไม่ชัวร์ กลัว link หลุด ก็แนะนำว่าให้ลาก link นั้นลงมาก่อน เสร็จแล้วคลิ๊กที่ link นั้นแล้วเลือกเครื่องมือโซ่เชื่อมกัน (Insert / Edit Link) แล้วเก็บ url ของไฟล์นั้นไว้ก่อน เมื่อทำข้อความเตรียมจะ link เสร็จแล้ว ให้ select ข้อความนั้น แล้วกดรูปโซ่นั้นอีกที แล้วใส่ค่า url เป็น url ของไฟล์ที่เราเก็บไว้ แล้วกด OK
No commentsAcademy Blogtacia - ปั้นบล็อคให้เป็นดาว ตอนที่ 2.1
ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปสัมภาษณ์งานที่นิตยสารสำหรับคนรุ่นใหม่ชื่อดังย่านเอกมัย
ในมือเต็มไปด้วยพอร์ตที่ปริ๊นต์แปะใส่ฟิวเจอร์บอร์ด กำลังนำเสนอว่าเคยผ่านงานเขียนอะไรบ้าง
คำถามหนึ่งจากเหล่ากรรมการโผล่ขึ้นกลางวงสนทนา
“คุณบอกว่าเคยเขียนไดอารี่ มันเป็นสิ่งที่คุณอยากให้พวกเขาได้อ่าน แต่การทำนิตยสาร คือการคิดว่า เขาอยากจะอ่านเรื่องอะไรมากกว่า”
จุดคาบเกี่ยวระหว่าง “เขียนไดอารี่” กับการ “เขียนบล๊อค”
จึงต่างกันตรงพรมแดนของการเล่าเรื่อง
ว่ามองจากมุมของคนอยากเขียน หรือจากคนอยากอ่าน
และการ “เขียนบล็อค” มันก็ต้องมีความแตกต่างกับ “บล๊อคโด่งดัง” ไปอีกขั้นนึง
เป็นการคิดซับซ้อนไปอีกชั้นว่า แล้วเรื่องไหนที่คนอยากอ่านมากๆ
ในตลาดมีผู้เขียนน้อย หรือมีเขียนอยู่บ้าง
แต่อ่านแล้วมึน เหมือนด๊อกเตอร์มาสอนบวกเลขอย่างนั้นเลย
งั้นเรามาจับประเด็นว่า เรื่องที่คนอยากอ่านมากๆ มันมีอะไรกันบ้างดีกว่าครับ
1. ประสบการณ์ชีวิต
หัวข้อนี้อาจก้ำกึ่งกับการเขียนไดอารี่ แต่การเขียนในสไตล์บล๊อค
คือการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์
แบบที่เรียกได้ว่า “พร้อมกิน” ได้ทันที โดยไม่ต้องท้าวความกันให้มากเรื่อง
เพราะผู้อ่านบล๊อค หรืออาจเหมารวมถึงผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่
ไม่ชอบการอ่าน text เยอะๆ หรือการเขียนติดกันเป็นพรืด
ประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว หรืออยู่ในวัฐจักรของชีวิตเกือบทุกคน
ตั้งแต่เกิด - เติบโต - เข้าโรงเรียน - เข้ามหาลัย
- ทำงาน - แต่งงาน - คลอดลูก - ตาย
มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ทุกคนต้องเจอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะรับมือกับเรื่องพวกนี้
ดังนั้น เมื่อใครก็ตามต้องมาถึงช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับเรื่องพวกนี้
นอกเหนือจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้คำปรึกษาแล้ว สื่ออินเตอร์เน็ตก็ถือว่าเป็นอีกแหล่งการเรียนรู้ครับ
อีกอย่าง แม้ว่าเรื่องเล่าของแต่ละคนจะมีบางมุมที่คล้ายกันบ้าง
แต่เรื่องราวก็ไม่ได้เหมือนกันไปซะหมด ทำให้เนื้อหาค่อนข้างสดใหม่
หรืออีกมุมหนึ่ง ถ้าเรื่องราวที่เล่า ไปตรงกับชีวิตจริงของใครต่อใครเข้า
ก็กลายเป็นจุดขายที่โดนใจ และให้ผู้อ่านติดตามอ่านอย่างเมามันอีก
หัวข้อที่น่าสนใจและอยากอ่าน :
เทคนิคการจำตำรา / กลการลอกข้อสอบ
เอาคร่าวๆ ก่อนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าคงมีหลายคนที่เคยหาข้อมูลจากในเว็บบอร์ดบ้าง
แต่คิดว่าคงไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง และไม่จุใจเท่าที่ควร
ถ้าเปลี่ยนมาบอกเล่าในบล๊อค ผมว่ามันก็เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจ และเรียกผู้เข้าชมได้เสมอครับ
ในตอนที่ 2.2 ผมจะมาต่อในประเด็นเรื่องการเขียนบล๊อคเชิงข่าว
และสาระประโยชน์อย่างไรให้เด่นดัง และแตกต่างครับ
Academy Blogtacia - ปั้นบล็อคให้เป็นดาว ตอนที่ 1
หลายครั้งที่ไอเดียของผมผุดขึ้นในห้องน้ำ ขณะนั่งขี้!
และมักจะลืมจดบันทึกไอเดียที่ผุดเหล่านั้น แต่ผมไม่ยักกะลืมล้างตูดเมื่อขี้เสร็จ!
บังเอิญว่าหลังจากที่คุณแม่ของผมทำการย้ายข้าวของหลังบ้านครั้งใหญ่
ทำให้ฮวยจุ้ยของผมเปลี่ยนไป คอมพิวเตอร์หันหน้าให้ห้องน้ำ
มันแปลความหมายตามหลักฮวยจุ้ยศาสตร์ได้ว่า
อีกหน่อยผมจะไม่ลืมจดเหมือนไม่ลืมว่าตัวเองต้องเข้าห้องน้ำเมื่อปวดขี้
และได้ทำกิจกรรมบางอย่างในห้องน้ำ โดยไม่ต้องแบกคอมเข้าไป
เพื่อเปิดคลิปวิดิโอดูกันอย่างสดๆ และโจ๋งครึ่ม
อื้ม…อื้ม…อื้ม…
พุทธิไอเดียของผมที่จะมาบอกกล่าว อาจรวบรวมความรู้ทีผสมปนเปมาจากชาวบ้าน
ซึมซับจากพี่เก่งบ้าง คุณ MacroArt บ้าง รวมๆ เข้ากับพื้นเพเดิมของการเขียนบล็อค
หรือสมัยก่อนเรียกกันว่าไดอารี่ออนไลน์ มาเป็นระยะเวลานานร่วม 7 ปี
จนป่านนี้ ก็ยังไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ศัพท์ไทยโก้หรูที่ว่า “นวัตกรรม” กะเขาบ้างเลย
ความคิดจากห้องส้วมนั้นก็คือ สร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างลงในบล็อค (เสียทีเถอะ)
มันมีความหมายว่า การเขียนเรื่องเดิมๆ แบบที่คนอื่นทำกันนั้น เลิกเสีย
ตราบใดที่เรายังหาจุดขายตรงนั้นไม่ได้ ก็ไม่มีทางได้เกิด (แม้เราจะเกิดมานานแล้วก็ตาม)
แต่หากว่าใครอยากเป็น Blogger แนวสมานฉันท์ ไม่ออกสังคมก็ตามใจนะครับ
กลับมาที่ความต่างนั้นต่อ - ผมว่ายังมี content อีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียน
ผมแว๊บความคิดหนึ่งจากคุณโชค บูลกุล เจ้าพ่อฟาร์มโชคชัย ที่ผมซดมาตั้งแต่เด็ก
รสจืดกับรสสตรอเบอรี่อร่อยติดใจมากเลยครับคุณโชค ฮ่าๆๆๆ (โฆษณานิดนึง)
คุณโชคบอกทำนองนี้ว่า เขาทำธุรกิจโดยเล่นกับเวลา และประสบการณ์
อย่างฟาร์มโคนมก็ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้หรอก
เอ๊ะ..แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว บ่งบอกถึงแนวทางการเขียนบล๊อคได้แล้วหรอครับ
แม่นแล้ว..ไม่ผิดหรอกครับ มันทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า
เรื่องราวบางอย่างผมไม่ค่อยถนัดในการเขียนมากเท่าไหร่หรอก ก็ไม่ต้องไปฝืนมันบ่อยนัก
และเรื่องราวบางอย่าง น้อยคนนักที่จะมีความเชี่ยวชาญ
หรือเชี่ยวแต่เป็นใบ้ทางอักษร เล่าเรื่องไม่เป็นซะงั้น
ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นเพียงมนุษย์สามัญชน จบมาแล้วไม่มีงานทำ ตระเวณหางานไปเรื่อย
สองปีกว่าแล้ว ยังหางานไม่ได้เลย หรือถ้าได้ ก็หนีไม่พ้นพวกขายตรงและขายประกัน ![]()
เรื่องราวชีวิตอาจน่าเบื่อ แนวจน เครียด กินเหล้ากันเลยทีเดียว
แต่ถามหน่อยว่า จะมีคนที่ซวยเรื่องการงานแบบนี้กี่คนในประเทศครับ
อาจจะมีเยอะ แต่ก็น้อยนักที่จะมาเขียนบล็อค เล่าประสบการณ์ความซวยเหล่านั้น
อีกทั้ง คุณเองก็คงมีประสบการณ์มาพอสมควรกับการเข้าออกบริษัทต่างๆ
เวลาไปสัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังงัยบ้าง เตรียมเอกสารยังงัย
หรือแม้แต่การวิเคราะห์ถึงตัวคุณเองว่า การสัมภาษณ์งานครั้งที่แล้วพลาดตรงไหน
องค์ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ เด็กจบใหม่คนอื่นๆ ไม่มีวันได้เจอ
ตราบใดที่เขาไม่ได้ตกงานนานสองปีเท่าคุณ ![]()
และเรื่องราวเหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ผู้อ่านต้องค้นหา และอยากเสพ
ชักยาวไปและ เดี๋ยวผมมาต่อตอนที่สองแล้วกัน
ว่ายังมี Content แบบไหนที่ตลาดยังขาด และมีความต้องการอยู่
หรือถ้ามันพอมีบ้างแล้ว ต้องทำอย่างไรหล่ะ ถึงจะโดด และโดนใจ