Skip to content →

ปี 2016 เราทำอะไรไปบ้าง

ความยากลำบากในการเล่น Social Media หลายอัน คือ การต้องแคร์ฐานแฟนคลับที่อยู่ในแต่ละที่ต่างๆ เรื่องบางเรื่องโพสต์ลงเฟซบุ๊กไม่ได้ เพราะมีคนในที่ทำงานหรือเพื่อนฝูงจับตา บางเรื่องก็ลงทวิตเตอร์ไม่ได้ เดี๋ยวเค้าหาว่าแม่งดีแต่ปาก จะโพสต์ลง Tumblr ก็ไม่ได้ อันนั้นไว้ดูคลิปโป๊อย่างเดียว 5555 สุดท้ายที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือ Blog แห่งนี้นี่แหละ

เสียดายที่บางเรื่องเราจำไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องในปี 2016 หรือไม่ แต่จะพยายามนึกและเขียนให้ได้มากที่สุด

1. ขาย Nissan March / ซื้อ Nissan Note
จริงๆ ก็ไม่ได้ผ่อนเองจนหมดหรอกนะ แต่ก็ผ่อนมากกว่า 70% แหละ เงินปิดยอดก้อนสุดท้ายน้าช่วยออกให้ พอเสร็จปุ๊บราวๆ เดือน ม.ค. ด้วยอารมณ์ไหนไม่รู้ จากทีแรกจะแค่ไปดู Nissan Note เสือกไปจองรถเฉย กลายเป็นว่าก็ต้องเสียเงินผ่อนรถกันต่อ แต่ก็ต้องจำใจขาย Nissan March รถที่ผูกผันกับชีวิตพอสมควรไปในราคาราว 220,000 บาท เลือกขายในวันที่มันยังพอมีราคาหน่อย เพราะช้ากว่านี้เดี๋ยวรถคันแรกก็จะมาถล่มราคาเละไปอีก เป็นประสบการณ์ที่สนุกดีในการขายรถด้วยแหละ มีผู้หญิงพาเพื่อนผู้ชายมาดูรถ ทำมาเป็นจับนั่นจับนี่ จริงๆมึงดูไม่เป็นหรอก 5555 เพราะอีก 10 นาทีถัดมา มีทอมมาดูรถ แกเล่นคลำตัวถังก่อนเลยจ้าว่าชนหนักมามั้ย เลยได้ข้อคิดว่า อย่าประเมินความสามารถจากเพศสภาพที่เค้าเป็น

กว่าจะได้ Nissan Note มาขับก็ราวๆ 28 มี.ค. 2016 นี่แหละ ขนาดจองคนแรกๆ ในงานนะ ยังได้ช้าขนาดนั้น วันที่ออกรถฝนแม่งตกด้วย และกลายเป็นว่าถ้าขับ Nissan Note ออกจากบ้าน มีโอกาสที่ฝนจะตกใส่รถราว 60% จากสถิติในรอบปีทั้งหมด ได้รถขับวันแรกไมค์ที่ติดตั้งในรถเสีย ใช้เวลาเคลมอยู่หลายวัน โมโหเซลล์ โมโหศูนย์ สุดท้ายเค้าก็ซ่อมให้นะ แต่สภาพการใช้งานมีแต่คนบอกว่าเหมือนโทรจากพัทยา เสียงลมเข้าไมค์แรงมาก ก็เลยไม่ได้ใช้งานฟังก์ชั่นนั้นเท่าไหร่ แต่รถกว้าง เกาะถนน จุของได้เยอะ เราชอบบบบบบ

2. ขาย Fino / ซื้อ Vespa Sprint 150cc
ฟีโน่คันนั้นเป็นมอไซคันแรกในชีวิตอีกเช่นกัน ขี่ล้มคลุกคลานกันมาบ่อยมาก แต่แทบจะไม่มีปัญหางอแงอะไรเลย รักมากเพราะช่วยย่นเวลาและค่าใช้จ่ายในชีวิตได้เยอะ จำได้ว่าตอนที่ตัดสินใจซื้อเพราะคำนวนจากค่ารถไปกลับที่ทำงานแล้วพบว่า ถ้าผ่อนมอไซ บวกเติมน้ำมัน จะมีตังเหลือมากกว่านั่งแท็กซี่ไปทำงานทุกวัน แต่พอจะขายนี่ก็ขายง่ายเลยนะ โพสต์ในเน็ตปุ๊บ ราคา 10,000 บาท มีคนมารับถึงบ้านเลย โชคดีมากที่ไม่เอาไปเทิร์นที่ร้าน ที่เค้าตีราคาแค่ราวๆ 5,000 บาทเอง

แล้ววันนั้นเลย ก็กำเงินไปจองเวสป้า หลังจากที่ไปด้อมๆ มองๆ อยู่สองสามครั้ง ไปไกลถึงอ่อนนุชเพราะไอ้วอ (รุ่นน้อง) บอกว่าร้านนี้บริการดีสุดและ ไปถามไฟแนนซ์ว่าผมควรเลือก 125 หรือ 150cc ดี แกก็แนะนำดีนะ บอกว่า 150 ไปเลยพี่ จะได้จบๆ ไม่ติดค้าง เลยเลือกเวสป้าสีแดงให้เข้ากับ Nissan Note ที่จองสีแดงไว้ และที่ได้ดูดวงบอกว่าสีแดงจะเป็นสีนำโชคของเรา จึงได้ขับมาตั้งแต่วันนั้น และก็แฮปปี้มากๆ ทำหน้าที่แทนฟีโน่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพิ่มเติมคืออัตราเร่งที่ดีขึ้น จุของได้มากขึ้น รักมากถึงขนาดที่ช่วงรันอิน อยากให้ถึง 1,000 กิโลเมตรไวๆ เลยหาเรื่องขี่ไปทั่วกรุงเทพเลย 55

3. เริ่มเข้าสู่วงการกาแฟอย่างเต็มตัว
ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยชอบกินกาแฟเท่าไหร่ เพราะมันขม กินแล้วดีดหัวใจ และรสชาติที่ไม่มีมาตรฐานอะไรซักอย่าง เลยเป็นสายชามาเนิ่นนาน จุดเริ่มต้นของการเริ่มชงกาแฟคงมาจากเรื่องนั้น บวกกับการเห็นวิธีการชงกาแฟแบบ Cold Brew ที่มันดูง่าย ไม่ต้องใช้ความร้อนอะไร (ไม่ถูกกับการต้ม เพราะกะกำลังไฟไม่ได้เรื่อง) พอทดลองทำเองก็ค้นพบว่า ในทุกๆครั้งที่ทำ จะได้รสชาติแบบเดียวกันเสมอ อุ๊ย เวรี่สเตเบิ้ล เลยสนุกมือและทีนี้ ช่วงเวลาที่มีสต๊อกเมล็ดกาแฟมากที่สุด คือมีราวๆ เกือบ 10 แบบ ทั้งไทยและเทศ ผสมสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงกัน แต่มีราคาที่ถูกลงพอที่จะทำขายได้ด้วยราคาที่น่าคบหา สุดท้ายก็เจอสูตรที่ใช่ กลายเป็น Doy Pui Cold Brew มีชื่อแบรนด์ มีเอกลักษณ์ แต่ไม่มีลูกค้า เพราะพักหลังวุ่นวายเรื่องอ่านเลยพักสายการผลิตไป

ผลผลอยได้จากการเข้าสู่วงการกาแฟ คือ เครื่องนึ่งไฟฟ้าที่จะเอาไว้ใช้นึ่งขวดกาแฟก่อนบรรจุ ที่ปัจจุบันเอาไว้ทำเมนูปลานึ่งทั้งหลายอย่างสนุกสนาน การได้พบกับเพื่อนใหม่ที่เปิดร้านกาแฟไม่ไกลจากที่บ้านนัก แต่รสชาติอร่อยจนแวะเวียนไปหลายครั้งในรอบปี และการกินทุกอย่างโดยไม่ปรุงอะไรเพิ่มอย่างสมบูรณ์ คือ อาหารก็ไม่ปรุง เครื่องดื่มก็ไม่ปรุงเช่นกัน

4. การทำดี ไม่ได้ดีเสมอไป
หลักๆ คงเป็นเรื่องงาน ที่เราไปช่วยบริษัทแห่งนึงทำตั้งแต่ต้นปี ใช้เวลา 3 เดือนแรกในการสะสางความวุ่นวายจากที่คนก่อนทำ ปลุกเร้าให้คนในแผนกยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงแต่ความช่วยเหลือของหัวหน้างาน ปลูกฝังวิธีการทำงานที่เป็นระบบ โปร่งใส จริงใจกับลูกค้า ซึ่งเวลาต่อมาก็พบว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรอะไรของเค้าได้เลย และก็ถูกเขี่ยทิ้งง่ายๆ ในเวลาต่อมา ซึ่งก็ดีนะ อย่างน้อยก็ทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนที่ทำงานในหลายๆ รูปแบบ เพราะเมื่อวันนึงเราคิดอยากจะเป็นเจ้าของอะไรบางสิ่งบางอย่างเอง การที่มีประสบการณ์ในการรับมือกับเรื่องเหล่านี้มาหลายรูปแบบ จะทำให้เราเข้าใจและเลือกวิธีรับมือได้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องรอง ก็คงเป็นเรื่องความรัก สรุปสั้นๆ คือ สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องที่เราควบคุมจิตใจผู้คนไม่ได้อีกเช่นเดิม ต่อให้จะดีซักแค่ไหน หรือจะเข้าหาในรูปแบบใด มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และกวนส้นตีนในคราวเดียวกัน ยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเหมือนเรื่องงานจริงๆ

5. ชีวิตที่ไร้แมคฯ
ปี 2017 เป็นปีแรกในรอบสิบปี ที่ไม่ได้ใช้แมคในการทำงานเป็นหลัก กลับมาใช้ Windows อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ก็ไม่ค่อยมีผลกระทบชีวิตเท่าไหร่นะ อาจเพราะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับเรื่องแต่งรูปที่ต้องเคร่งเรื่องสีด้วยแหละ ที่สำคัญ ได้คอมที่แรง เร็ว และคุ้มกับราคาที่จ่ายไป ถือว่าโอเคกว่า

6. บ้านดอยปุย มีกำไรแล้วจ้า
เป็นขวบปีที่บ้านดอยปุยมีงานมาให้ทำอยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ได้มีงานใหญ่มาก แต่ก็รับเล็กๆ น้อยๆ คอยช่วยคนนั้นคนนี้ให้ได้งานที่มีคุณภาพในราคาเป็นธรรม มีงานที่ถ่ายและตัดต่อวีดีโอองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งมีประโยชน์มากๆ ตัดไปเรียนไปด้วยในตัว แล้วก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาออนไลน์แคมเปญอีกสองสามงาน เงินไม่ได้เยอะมากแต่รวมๆ แล้วก็โอเค เป็นรากฐานให้อะไรหลายๆ อย่างในอนาคต

7. กลับมาถ่ายฟิล์มอีกครั้ง
หลังจากห่างหายไปจากฟิล์มอยู่พักใหญ่ๆ ก็ได้กลับสู่วงการฟิล์มที่รักอีกครั้ง คราวนี้ได้กล้อง Canodate E มีเลนส์ 35 fix เป็นกล้องคู่ใจ เหมือนได้เป็นการบำบัดจิตอย่างนึงนะ จากปกติที่ไม่ค่อยยกมือถือถ่ายรูปอะไรเท่าไหร่ กลับกลายเป็นว่าเราต้องคอยหมั่นหยิบกล้องมาส่องนั่นนี่ ขับรถไปไหนแล้วต้องคอยคิดว่าถ้าถ่ายรูปออกมามันจะเป็นยังไงนะ เป็นสิ่งที่คอยเติมชีวิตให้ไม่หยุดคิดไปเรื่อยๆ

8. การทำ Podcast อย่างจริงจังในชื่อ GUlaxy Podcast
ถ้ามีใครถามว่าทำไมถึงเริ่มทำ Podcast อย่างจริงจัง เราคงจะตอบว่ามันคือการบันทึกความทรงจำที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้วหล่ะ เพราะในทุกๆครั้งที่อัดรายการ เราแทบจะไม่เคยมีการเตรียมตัวอะไรมากมายเท่าไหร่ มันแค่ถูกวางกรอบอย่างคร่าวๆ ในหัวก่อนที่จะจัดรายการ พอเปิดไมค์ปุ๊บก็พูดได้เลยทันที เรื่องราวที่เล่าก็เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราคิดและรู้สึกด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่นานๆ เข้ามันก็เริ่มที่จะนึกหัวเรื่องไม่ค่อยออกนะ เลยลองหารูปแบบรายการอื่นๆ มาจัดบ้าง เช่น รายการที่พูดถึงหมา (เพราะเลี้ยงหมาอยู่ทุกวัน) รายการที่พูดถึงเรื่องเที่ยว (เพราะเราชอบฟังเวลาคนอื่นเล่าว่าไปเที่ยวไหนมา เป็นไงบ้าง) รายการที่เอาข่าวเหี้ยๆ มาแซว (เพราะไม่เข้าใจว่าเรื่องพวกนี้เป็นข่าวได้ไง) และรายการที่รีวิวเพลงทั้งอัลบั้ม (เพราะเราชอบฟังเพลงยกอัลบั้มรวดเดียวจบ)

และที่สำคัญคือ เรามีความสุขกับการพูดโดยที่ไม่ต้องมีใครมองหน้าเรา ติดนิสัยชอบหลับตาเวลาพูดเรื่องยากๆ เพราะต้องคิดตามอยู่เรื่อยๆ

9. ได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานที่สุดในชีวิต
เกิดขึ้นช่วงไปทำข่าวซีเกมส์ที่มาเลเซีย 15 วัน เรากลายเป็นคนเดียวที่มีความสุขในทุกๆ เวลา แทบจะไม่คิดถึงบ้านเลยด้วยซ้ำ อาหารอะไรก็กินได้ไม่เรื่องมาก ขณะที่คนอื่นๆ มีคิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารไทย ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปไม่ค่อยได้ สิ่งที่ติดมือมาจากการไปอยู่ที่มาเลย์ 15 วันคือ ชอบการซักผ้าและอบผ้าด้วยความร้อนมากกกกกก ชอบความอุ่นของเสื้อผ้า ชอบความนุ่มและความหอมครั้งแรกที่ออกจากตู้อบ คลั่งไคล้มากจนคิดว่ากลางปีนี้ช่วงหน้าฝน เราคงต้องซื้อเครื่องซักและอบผ้ามาใช้อย่างจริงจัง

10. เป็นปีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะมาก
ถ้าไม่นับคนที่ทำงานด้วยกันในข้อ 4 เราก็ยังได้เจอคนที่ทำงานสายโปรดักชั่นทีวีที่ขาดหายไปอยู่สามสี่คน กราฟฟิกเก่งๆ ที่ออกแบบคาแรกเตอร์ที่ทุกวันนี้ใช้ในทวิตเตอร์และช่อง Podcast ตากล้องวีดีโอที่ไปทำงานที่มาเลย์ด้วยกัน แก๊งทวิตเตอร์ที่ส่งงานมาให้ตั้งนานและเพิ่งจะได้เจอกัน กลุ่มคนที่ทำ Podcast ทั้งคณะ GetTalks หลายๆ รายการ และ Infinity Podcast (น้องหมี) รวมทั้งคนสร้างแอปฯ ที่เจ๋งๆ อย่าง Liluna จนทำให้เรารู้สึกทึ่งว่าโลกนี้ยังมีคนเก่งๆ เจ๋งๆ อีกเยอะมาก และมันคงเป็นเรื่องดี ถ้าเราได้สร้างงานดีๆ ร่วมกันในซักวันนึง

เอาแค่ 10 ข้อไปก่อนนะ ไว้วันหลังถ้านึกออกจะมาเขียนทิ้งไว้อีก

Published in Blog Life