Skip to content →

ในวันที่ผมเลิกเล่นทวิตเตอร์

เหลือเวลาอีกเพียง 4 วัน ผมจะมีชีวิตอยู่บนทวิตเตอร์ครบ 8 ปีบริบูรณ์ หากนับพรรษาในการสิงสถิตย์อยู่บนทวิตเตอร์ ก็ถือว่ามากโขอยู่ พอที่จะเป็นเจ้าอาวาสให้บรรดาลูกวัดได้เกาะเกี่ยวใบบุญได้ หลายครั้งที่เคยหาคนมาทำงานด้วยกันผ่านทางทวิตเตอร์ ส่งงานให้ได้มีเงินใช้ (แต่ตัวเองไม่เคยได้เลยซักบาท) เก็บข้อมูลจนเขียนเป็นวิทยานิพนธ์ได้หนึ่งเล่ม ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านดราม่ามาก็เยอะ ได้ขึ้นเว็บจ่าดราม่าอยู่สามสี่รอบ ทะเลาะกับเด็กบ้าง เซเล็ปทวิตบ้าง คนที่รู้จักในโลกความจริงแล้วทวิตด่ากันก็มี

แต่สุดท้ายมาตายเพราะติ่งคริสโตเฟอร์ โนแลนครับ 555555 มันเริ่มต้นจากการที่อยากจะด่าเพจบางเพจ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการปั่นกระแสหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ถูกพูดถึงกันในโซเชียลมีเดีย ปัญหาคือ ผมสงสัยและตั้งคำถามในมาตรฐานของการวัดความชอบว่า มึงเอาอะไรมาวัดวะ ตัวมึงเองดูหนังเยอะไม่ต่างกับคนที่ชอบดูหนังแหละ แต่ทำไมมึงถึงให้คะแนนในบางเรื่อง “ดีเว่อร์” และให้คะแนนกับหนังบางเรื่อง “ต่ำเว่อร์”

อย่างเช่น Dunkrik นี่ หลายสำนักบอกว่ามันเป็นหนังระดับ 10/10 โอเคครับ เข้าใจได้ถึงรสนิยมความชอบการดูหนังคนเราไม่เหมือนกัน แต่เมื่อมึงมีพลังมากพอที่จะชี้นำวงการ ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เค้าแฟร์กับการวัดความชอบของหนังเท่าไหร่หรอกเอาเข้าจริงๆแล้ว ผมแอบสงสารพี่พจน์ อานนท์ ด้วยซ้ำไป แม้ทางหนังผมจะไม่ชอบสไตล์พี่แกเลย ยอมรับว่าดูไม่จบซักเรื่อง แต่สิ่งที่แกทำและพิสูจน์ให้คนเห็นคือ การทำเงินจากหนังเรื่องเดียว 400 ล้านบาท มันกลายเป็นว่า รสนิยมที่เราวัดค่าเป็นตัวเลข x/10 นั้น แม่งไม่ได้มีผลอะไรเลยต่อการดูหนังในระดับแมส โดยเฉพาะในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน หากมององค์ประกอบของการให้คะแนนในความชอบต่อหนัง ถ้าละเอียดยิบย่อยถึงความละเมียดละไมในการเล่าเรื่อง มุมกล้อง จัดแสง การเลือกนักแสดง การคัดเลือกฉาก องค์ประกอบศิลป์ และรายละเอียดอื่นๆ แบบที่อ้างในคำบรรยาย ทำไมหนังที่มีความละเอียดละออไม่ต่างจากผู้กำกับไร้แผ่นดิน จึงไม่ได้รับความสนใจ ไม่ได้รับการชื่นชมและให้คะแนน หรือแม้แต่การพูดถึงก็ยังแทบไม่มีเลย

ผมพยายามตั้งคำถามกับเรื่องเหล่านี้ ผ่านทวิตเตอร์เหมือนที่เคยเป็นมาในทุกๆวัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปี ผมพยายามศึกษาหาเหตุผลว่าทำไมสิ่งที่คล้ายกัน แต่ให้ผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือนกัน มันเป็นทั้งเสน่ห์ในการสื่อสารเชิงนิเทศศาสตร์ และเมื่อใครเรียนรู้และเข้าใจ “Key To Success” ของมัน จนสามารถทำซ้ำและประสบความสำเร็จอีกครั้งในบริบทที่เปลี่ยนไป ยิ่งมีข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาวเช่นกัน

กลับกลายเป็นว่า การบอกว่า “มึงไม่เคยดูหนังที่ลิโด้ สกาล่ากันหรอ ว่าเค้ามีหนังลักษณะเดียวกับที่ตื่นเต้นใน Dunkrik ตั้งเยอะ” เท่ากับการเหยียด เย้ยหยันผู้คน และการบอกว่า ตัวเองเป็นคนดูหนังเยอะกว่าคนอื่น เท่ากับข่มตนว่าตนสูงส่งกว่า มันทำให้ผมท้อครับ เพราะสิ่งที่ผมสื่อสารไป มันก็คือสิ่งที่เคยได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนว่า เวลาเค้าสอนอะไรบางอย่าง มันต้องท้าทาย มันต้องเย้ยหยัน มันต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าโลกที่ตัวเองคิดว่าใหญ่โตนั้น แท้จริงช่างแคบเหลือเกิน และมันจะทำให้คุณยิ่งอยากที่จะเผชิญกับสิ่งที่กว้างขึ้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุณสนใจจริงๆ

ผมนึกถึงสมัยตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยครับ ที่ผมนั่งรอรุ่นพี่อยู่ที่บันไดตึก เอารูปถ่ายขาวดำอัลบั้มแรกยื่นใส่มือรุ่นพี่ แล้วพูดว่า “พี่ช่วยดู วิจารณ์ และด่ารูปที่ผมถ่ายให้ฟังเยอะๆหน่อยครับ ผมอยากจะเก่งเหมือนพี่” หรือตอนที่ทำงานครั้งแรกที่ผมมีความสุขเวลาโดนหัวหน้างานด่า เพราะยิ่งคุณเย้ยหยันมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องถีบตัวเองให้มีค่ามากกว่าที่เค้ามองและตีตราคุณค่าของเรา

แต่ในเมื่อทวิตเตอร์มันไม่ใช่ที่ๆ เหมาะแก่การเคี่ยวสอนให้ผู้คนแข็งแกร่งขึ้นด้วยวิธีแบบนี้ ผมก็ไม่เหมาะที่จะพูดอะไร จะบอกอะไรผ่านช่องทางนั้นอีกต่อไป

หรือจนกว่าเราจะได้พบกันอีกครับ :)

Published in LAB