Skip to content →

รีวิว UberX Driver : ประสบการณ์ครั้งแรก

ครั้งก่อนพูดถึงขั้นตอนก่อนที่จะเป็น Uber Driver แบบคร่าวๆ แล้วนะครับ คราวนี้จะมาเล่าถึงการรับผู้โดยสารครั้งแรกกันบ้าง โดยรถที่ใช้รับผู้โดยสาร คือ Nissan March ปี 2010 นั่นเอง

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมี คือ iPad Mini ที่ทาง Uber Thailand ลงทุนซื้อแจกให้ Uber Driver ยืมใช้เป็นร้อยๆเครื่อง ใส่ซิม AIS มาให้ด้วย พร้อมให้สายชาร์จในรถเสร็จสรรพ และส่วนตัวคิดว่า ควรต้องมีที่วาง iPad บนรถดีๆ ซักอัน เพราะจะต้องเปิดหน้าจอ iPad ให้สว่างอยู่ตลอดเวลา ทั้งเวลาที่ยังไม่รับลูกค้า (รอ Standby) และเวลาที่รับลูกค้าแล้ว เพราะจะเป็นเครื่องมือที่ใช้คำนวนค่าใช้จ่าย หรือเรียกง่ายๆคือ มันคือมิเตอร์แท็กซี่นั่นเอง

เมื่อเปิดใช้งานแล้ว ก็กด Go Online ซะ ก็จะเป็นคำสั่งเปิดให้ลูกค้าเห็นรถเราในระบบ หน้าตาโปรแกรมจะเป็นแผนที่ มีรูปรถของเราอยู่บนแผนที่ วิ่งไปมาบนถนนโดยจับสัญญาณ GPS จากมือถือ บางครั้งจะเจอพื้นที่สีส้มจางๆ บนแผนที่ นั่นหมายถึงบริเวณที่มีการเรียก Uber หนาแน่น ล่อให้เราวิ่งเข้าไปในโซนนั้นนั่นเอง แต่พอวิ่งเข้าไปซักพัก พื้นที่สีส้มก็อาจจะหายไปจากจอก็ได้

พอขับซักพัก เมื่อลูกค้าเรียกรถ หน้าจอ iPad จะขึ้น Alert มาทันที มีเวลา 15 วินาทีเพื่อตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้ารับ เพียงแค่กดพื้นที่ไหนก็ได้บนหน้าจอ iPad ก็จะมีสัญลักษณ์จุดที่ลูกค้าเรียกรถบนแผนที่ ให้เราขับวนไปรับได้ แต่ถ้าไม่รับก็ไม่ต้องกดหน้าจอ ปล่อยให้มันหายไปเอง ระบบจะทำการเด้งไปยังรถคันที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน (แต่ทำบ่อยๆไม่ดีนะ เดี๋ยว Uber จะโทรมาด่าเราทีหลัง #FYI)

เมื่อตกลงปลงใจจะรับกันแล้ว แค่กดที่ Info ก็จะเห็นชื่อของลูกค้า พร้อมเบอร์โทรแล้ว แต่ถ้าเรายังขับรถ ไม่สะดวกโทรกลับอย่างรวดเร็ว บางทีลูกค้าจะเป็นคนโทรมาหาเราเองเพื่อบอกเส้นทางให้มารับอย่างละเอียด

พอเจอลูกค้าแล้ว ตามคำแนะนำของ Uber บอกว่า ให้คนขับทักทายว่าสวัสดีครับ / ค่ะ + ถามเส้นทางว่ามีในใจไว้หรือยัง + แอร์เย็นมั๊ย + ฟังวิทยุมั๊ย ถ้าจะเท่หน่อยก็ต้องลงไปเปิดประตูให้ลูกค้าเลย นี่ก็ท่องได้นะ แต่พอทำจริงๆ แล้วแม่งตื่นเต้นมาก รถตามหลังก็มี ตาก็คอยดูลูกค้าสลับกับ iPad ตลอด ใจก็ตื่นเต้นว่าจะลืมกดอะไรในแอพรึเปล่านะ ระหว่างคิดๆ อยู่ ลูกค้าเปิดประตู นั่งอยู่เบาะหลังเรียบร้อยแบ้วแจ้ ได้แต่ทักทายว่าสวัสดีครับ ถามว่าจะไปที่ไหน กับถามเส้นทางในใจ ที่เหลือก็ทำเองโดยไม่ต้องถามเค้า

ส่วนคำแนะนำอื่นๆ ที่ Uber บอก คือ อย่ารับโทรศัพท์ระหว่างขับรถ ขับไปนิ่งๆ อย่าไปชวนลูกค้าคุยมาก และขับรถด้วยความระมัดระวังและสุภาพ อันนี้ก็พยายามตั้งใจทำอย่างที่สุด จนแทบไม่ได้มองเส้นทางบน iPad เลย เพราะพอจะจำเส้นทางได้อยู่แล้ว

พอเจอลูกค้า ให้กดปุ่ม Arrived ก่อน พอลูกค้าขึ้นรถเรียบร้อยก็ Slide for start a trip ซะ แต่ลูกค้าคนแรกลืมสไลด์ตั้งแต่แรกนะ ขับไปซักกิโลนึงเพิ่งเหลือบไปเห็นว่าลืมสไลด์ เลยมาเตือนไว้ก่อน -“-

สิ่งสำคัญของการเริ่มรับผู้โดยสาร คือ การเตรียมความพร้อมของคนขับ นอกจากสภาพภายในรถที่ต้องสะอาด ไม่รก ไม่เกะกาทางผู้โดยสาร สภาพความสะอาดภายนอกที่ค่อนข้างโอเคแล้ว จะต้องเตรียมใจให้มากๆ เลยครับว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามกดปุ่ม Go Online ใน iPad แล้ว ต้องยอมรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ การเรียกรถไปในเส้นทางที่เราไม่อยากไป (เช่น กลับไปเจอรถติดอีกรอบ) การเรียกรถแล้วผู้โดยสารให้ขับออกนอกเส้นทางที่ตั้งโปรแกรมไว้ (เช่น ให้ไปแวะรับของที่อื่นก่อนแว๊บนึง ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางอาจจะเงิบได้) และการเรียกรถไปในที่ๆ ไกลมากกกกกกกกกก ผ่านเส้นทางที่ดูน่ากลัว

ทั้งสามข้อนี้ เกิดขึ้นในการรับลูกค้าครั้งแรกของผมทั้งสิ้น 555

Screen Shot 2557-11-24 at 10.10.38 PM
ระยะทางที่วิ่งรับผู้โดยสาร จนถึงไปส่งถึงที่หมาย วิ่งแวะไปที่ไหนก็ขึ้นหมด

พอถึงที่หมาย ส่งลูกค้าลงรถเสร็จ ต้องคอยหันไปดูว่าลูกค้าลืมอะไรไว้รึเปล่า ทำอะไรเสียหายมั๊ย (กลิ่นหมูทอดของลูกค้านี่ ทำกระเพาะคนขับเสียหายมาก Y_Y) ถ้าใครกลัวจะกลับทางเดิมไม่ได้ ควรถามทางกลับจากลูกค้าด้วยนะ ซึ่งรายได้จากการเดินรถครั้งแรกคราวนี้ คือ 213 บาท โดยจะไปชาร์จที่บัตรเครดิตลูกค้าทันทีจ้า เงินจะเข้าในบัญชีคนขับทุกๆ วันจันทร์ คริคริ

Screen Shot 2557-11-24 at 10.11.06 PM
ลูกค้ารายแรกของการเป็น UberX Driver วิ่งซะคุ้มเบยยยย

โดยสรุปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมาก จริงๆ ก็ลุ้นทั้งผู้โดยสารและคนขับรถนะ แต่มันอาศัยระบบที่ทำให้เกิดความเชื่อใจ ความไว้ใจ และความปลอดภัยที่มากกว่าแท็กซี่ ความไม่อิดออดที่จะไปที่ไหนนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่ลูกค้ามองครั้งแรก ถึงเลือกที่จะใช้บริการ Uber

เดี๋ยวไว้เชี่ยวๆ แล้วจะมารีวิวใหม่นะ ว่าเดือนนึงสร้างรายได้เท่าไหร่กันจริงๆ 😀

Published in VERYTHAI