Skip to content →

ประสบการณ์ในการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ Wall Street English ตอนที่ 1 – วิธีการเรียนที่เปลี่ยนไป

ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียน Wall Street English ที่สาขายูเนี่ยนมอลล์​ ด้วยความที่มันอยู่ในแนวรถไฟฟ้า และไม่ต้องเดินทางเข้าเมือง แม้ว่าสาขาที่ใกล้โซนบางกะปิที่สุดคือ ซีคอนสแควร์ก็ตาม แต่มันคงไม่สะดวกถ้าจะแว๊บจากที่ทำงานไปเรียนในช่วงค่ำได้นั่นเอง

จริงๆ ก็หาข้อมูลของแต่ละสาขามาพอควร ว่าสาขาไหนบรรยากาศดีไม่ดีอย่างไร เช่น สาขาสยามหรือแฟชั่นฯ ก็จะมีเด็กๆไปเรียนกันเยอะ ตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง ถ้าสาขายูเนี่ยนมอลล์ ก็เห็นบ่นกันเยอะเรื่องแอร์ไม่เย็น (แต่ที่ไปมาก็ไม่เย็นไม่ร้อนไปนะ) แต่บรรยากาศก็จะดีหน่อย มีคนทำงานไปเรียนกันเยอะอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนที่ทำงานแล้วก็จะตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ

ที่สาขายูเนี่ยนมอลล์ Wall Street English อยู่ชั้น 5 ฝั่งติดถนนลาดพร้าว มีลิฟท์อยู่ใกล้ๆ วันธรรมดาปิด 3 ทุ่ม แต่วันเสาร์อาทิตย์ปิด 1 ทุ่ม ครั้งนึงเคยไปเรียนตอน 10 โมงเช้า เพราะบ่ายมีสอบ Encounter Class (สอบปรับเลเวล โดยการเข้าไปพูดคุยกับอาจารย์ฝรั่ง) เลยต้องรีบไปเรียน ก็สามารถเอารถไปจอดในลานจอดรถ โดยบอกพนักงานที่ป้อมว่าจะไปเรียน เขาจะให้คูปองเพื่อแสตมป์ที่จอดรถฟรี (แต่ในเวลาปกติไม่เคยลองนะว่ามีจอดรถฟรีรึเปล่า) แล้วต้องเดินไปเข้าด้านหลัง ทางเข้าเดียวกับพนักงานห้าง รปภ.จะให้เซ็นชื่อลงสมุดนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรมาก

ทีนี้อธิบายวิธีการเรียนคร่าวๆ ก่อน ว่าที่นี่แบ่งเป็นเลเวลต่างๆ ราว 30-40 เลเวล แต่ละเลเวลมี 3 บทย่อย เช่น เลเวล 25.1, 25.2 และ 25.3 แต่ละบทย่อยจะได้เรียนกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เนื้อหาที่อยู่ในคอมจะเป็นบทสนทนาของตัวละครในเรื่องด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษไม่คุ้นหู เช่น สำเนียงรัสเซีย สำเนียงแม็กซิกัน แล้วให้เราจับใจความสิ่งที่เขาพูดมาตอบคำถาม มีการฝึกฟังและพูดตามคำต่างๆ ที่อยู่ในบทสนทนา มีคำศัพท์ราวๆ 10-15 คำในแต่ละบทย่อย สอดแทรกแกรมม่าเล็กๆ อธิบายถึงวิธีการใช้งาน ก่อนที่จะไปทบทวนอีกครั้งในหนังสือแบบฝึกหัด ที่ต้องทำหลังจากจบบทย่อย

บทย่อยบางบท จะมีการให้ฝึกสนทนากับคนจริงๆ ผ่าน Personal Trainner (PT) เพียงแค่ยกมือเรียก PT ก็จะมาช่วยฟังบทสนทนาและชวนเราคุยตามท้องเรื่องนั้นจริงๆ หรือระหว่างการเรียน คำศัพท์ไหนที่ไม่แน่ใจในความหมายหรือการออกเสียง หรือวิธีการใช้งาน ก็สามารถยกมือถาม PT ได้ทันทีเช่นกัน

เมื่อจบ 3 บทย่อยนั้น จะสามารถขึ้นบทใหม่ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการอนุมัติของอาจารย์ฝรั่งใน Encounter Class ภายในคลาสนั้นก็จะมีเราและเพื่อนร่วมเลเวลอีก 2 คน ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเอาตัวรอดไม่ได้เมื่อเจอกับฝรั่ง เพราะมีอีก 2 คนร่วมชะตากรรมเดียวกัน 555

ส่วนตัวแล้ว การไปเรียนที่ Wall Street English ไม่เหมือนกับการเรียนคอร์สเรียนภาษาอื่นๆ ที่เคยเรียนมา อย่างที่เคยเรียนภาษาจีน ก็จะให้เรียนรวมกันในห้อง 5-7 คน บางครั้งก็มากันครบบ้างไม่ครบบ้าง ตั้งใจเรียนบ้างไม่ตั้งใจเรียนบ้าง บางครั้งเราเข้าใจและอยากไปเร็วๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องรอทุกคนในห้อง และเมื่อฝึกพูดและฟังจากสำเนียงเดียว ทำให้การใช้งานจริงเมื่อเจอกับวิธีการพูดในสำเนียงที่แตกต่างออกไป ทำให้มีปัญหาว่าฟังแล้วเข้าใจยาก

การเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ของ Wall Street English มันมาช่วยเรื่องการฝึกฟังสำเนียงต่างๆ ให้คุ้นเคย ฝึกพูดซ้ำไปซ้ำมาโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าอาจารย์จะเบื่อ สามารถรับโทรศัพท์ระหว่างเรียนได้ด้วยซ้ำ ก็แค่กดหยุดเท่านั้นเอง 55  และขณะเดียวกัน การพูดกับคอมอาจจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่กล้าพูด เพราะพูดเบาๆ ใกล้ๆไมค์ได้ อยากจะพูดกระแดะแค่ไหนก็จัดกันไป พอฟังแล้วไม่พอใจก็เอาใหม่ได้ ไม่มีใครว่าแต่อย่างใด

แต่การเรียนกับคอมพิวเตอร์ก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องแกรมม่า เพราะการอธิบายการใช้แกรมม่าอย่างจริงจังจะไม่ค่อยมีในบทเรียนคอมพิวเตอร์ แต่จะอยู่ในหนังสือแบบฝึกหัดมากกว่า มันจะมีปัญหาก็ตอนการนำไปใช้งานจริงว่าอะไรต้องใช้แกรมม่าแบบไหน ดังนั้นจึงบอกใครต่อใครว่า ถ้าจะเรียนเพื่อติวสอบ Wall Street English อาจไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องนี้โดยตรงเท่าโรงเรียนกวดวิชาอื่นๆ แต่ถ้ามาเรียนเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และเพิ่มประสบการณ์ในการฟัง พูด อ่านเขียน อันนี้น่าจะเหนือกว่าเยอะเลย

อันนี้แค่เบื้องต้นก่อนนะ เดี๋ยวตอนต่อไปจะพูดถึงว่า เรียนแล้วมันเปลี่ยนแปลงตัวเราเองในชีวิตจริงหรือไม่ อย่างไรกัน

Published in Blog Life