Skip to content →

ประสบการณ์ในการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ Wall Street English ตอนที่ 2 – เรียนแล้วดีขึ้นมั๊ย?

หลายคนคงตั้งเป้าหมายในการใช้ภาษาอังกฤษไว้ต่างกัน บ้างก็อยาให้เก่งในระดับที่คุยกับฝรั่งได้รู้เรื่อง บ้างก็อยากอ่านเขียนให้ออกจะได้เรียนหรือทำธุรกิจคล่องตัวขึ้น บ้างก็อยากจะถ่ายทอดความคิดของตัวเองออกมาให้คนทั้งโลกได้เข้าใจ

เมื่อความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน คอร์สภาษาอังกฤษทุกแห่งจึงตอบโจทย์ได้แตกต่างกันไป ใครใคร่อยากจะเรียนเพื่อกวดวิชา ได้คะแนนสอบเยอะๆ สถาบันกวดวิชาก็น่าจะเหมาะกว่าที่ Wall Street English ในเรื่องของความเข้มข้นในการเรียนการสอน หรือถ้าใครคิดจะเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อ หลายๆ แห่งในเมืองไทยก็มีคอร์ส หรืออีกหลายๆคน เลือกที่จะไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่เมืองนอก เพื่อให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษในสภาวะจริง

คำถามที่หลายคนถามก็คือ ค่าเรียน Wall Street English อยู่ในหลักหมื่นปลาย แสนต้นๆ ซึ่งถ้าจ่ายเพิ่มอีกนิด สามารถไปเรียนคอร์สสั้นเมืองนอกได้เลย แบบนี้ไม่ดีกว่าเรียนที่เมืองไทยแค่วันละสองชั่วโมง พอออกจากห้องเรียน ก็ไปอยู่ในสังคมที่ใช้ภาษาไทย ประเดี๋ยวก็ลืมหมด สู้ไปอยู่เมืองนอก คุยกับใครเขาก็ใช้ภาษาอังกฤษกันหมด ได้ฝึกใช้ไปด้วยในตัวด้วย ดีกว่าเห็นๆ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนนะ ถึงแม้ว่าทักษะทางภาษาไม่ว่าจะภาษาใดๆ มีหลักสำคัญคือการใช้งานเป็นประจำ จะทำให้ทักษะนั้นไม่เสื่อมสมรรถภาพเร็วเกินไป อย่างเช่น เมื่อตอนสอบเข้ามหาลัย คะแนนภาษาอังกฤษของผมอยู่ในระดับดี ได้เรียนห้องเดียวกับนักศึกษาคณะทันตะฯ กันเลย แต่พอไม่ได้เรียนต่อเนื่องก็ลืมหายกันไป และพบว่าตัวเองมีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษในช่วงทำงานไปแล้ว 1 ปี และขั้นวิกฤต คือตอนที่คิดจะเปลี่ยนงานไปที่ใหม่ ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มเงินเดือน

เมื่อขาดช่วงในการใช้งานภาษา ก็ย่อมที่จะเสื่อมสภาพไป ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมการไปเรียนภาษาที่เมืองนอกช่วงเวลาสั้นๆ ผมจึงคิดว่าไม่ได้ผลมากเท่าที่เราลงทุน เพราะนอกจากคอร์สเรียนที่เราอาจจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายประจำวันที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย

ในทางกลับกัน การเรียน Wall Street English ถ้ามีการเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ (PT แนะนำว่าราวๆ 3 ครั้ง / สัปดาห์จะดี – แต่ผมเข้าอาทิตย์ละครั้งก็หรูแล้ว :P) ก็เหมือนกับได้ฝึกการใช้งานอยู่บ่อยครั้งมากกว่า ขณะเดียวกัน บรรยากาศใน Wall Street English เอง ทั้งอาจารย์ สต๊าฟ หรือแต่ตัวนักเรียนด้วยกันเอง ทุกคนก็ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลักด้วย และที่สำคัญที่สังเกตได้คือ ไม่มีใครเมินหน้าหนีเวลาพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นเหมือนเมืองนอกแน่

ยกตัวอย่าง เมื่อไปเที่ยวสิงคโปร์ คนต่างชาติที่ไม่ใช่เอเชียจะยินดีที่จะฟังว่าเราต้องการพูดอะไร แม้ว่าจะผิดบ้างถูกบ้าง หรือนึกคำนานไปหน่อยบ้าง แต่คนสิงคโปร์หลายคน เขาไม่ได้ยินดีที่จะรอฟังเราสื่อสารกระท่อนกระแท่นเท่าไหร่นัก คงคล้ายกับคนพม่าที่พูดภาษาไทยไม่ชัดที่บ้านเรา หลายคนก็คงไม่ได้มีเวลามารอฟังให้ครบประโยคซะทีเดียว

ดังนั้น เมื่อบรรยากาศที่ Wall Street English ไม่ได้ต่างอะไรกับการไปเมืองนอกแล้ว (เพราะมันไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง :P) ก็อยู่ที่ตัวของผู้เรียนเองแล้วหล่ะ ว่าจะขวนขวายมันมากน้อยแค่ไหนครับ

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ๆ หลังจากการเรียนที่ Wall Strret English คือทักษะการฟังในสำเนียงที่ไม่คุ้นหูเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นคนไทยพูดภาษาอังกฤษนี่แทบจะฟังรู้เรื่องเกือบหมดแล้ว เรื่องของการเรียบเรียงลำดับความคิดในการเขียนอีเมลก็เริ่มดีขึ้นจนเพื่อนร่วมงานชม ส่วนเรื่องที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ ก็คงเป็นเรื่องแกรมม่า คงเพราะเวลาที่เน้นเรียนฟังและพูด ก็จะไม่ได้เน้นเรื่องของแกรมม่าเท่าที่ควร แต่ก็ไม่มีปัญหาในการไปเที่ยวเมืองนอกนะ เพราะตอนที่ไปเกาหลีมาเมื่อต้นเดือน ก.ค. ก็ไม่ค่อยกลัวที่จะสื่อสารกับเขา เผลอๆ ยังมั่นใจกว่าคนเกาหลีด้วยซ้ำ (มั่นใจว่าเราพูดรู้เรื่อง แต่เค้าคงไม่คุ้น ฟังไม่รู้เรื่องแน่ :P)

เดี๋ยวคราวหน้าจะกลับมาพูดเรื่องของคอร์สเรียนย่อยๆ ของ Wall Street English ที่สามารถเข้าร่วมได้ นอกเหนือจากการเรียนปกติในหลักสูตรให้ฟังกัน :)

Published in Blog Life