Skip to content →

ประสบการณ์ครั้งแรก กับการเรียนภาษาอังกฤษที่ Wall Street English ตอนที่ 0 – ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่

สมัย ม.5 อาจารย์สอนภาษาอังกฤษคนเดิมติดธุระ จึงให้อาจารย์ที่เคยสอนแต่ในห้องเทพๆ ของสายวิทย์ มาสอนในห้องศิลป์ภาษา สิ่งแรกที่อาจารย์สอน คือการตั้งคำถามกับศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ที่เรียนกันตั้งแต่ ป.1 จึงถึง ณ เวลานั้นร่วม 10 กว่าปีแล้ว ทุกคนควรจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษระดับ Expert หรือมีคลังคำศัพท์ในหัวมากกว่า 20,000 คำ หรือสามารถเขียนรายงานด้วยภาษาอังกฤษเป็นหน้าๆ ได้โดยแทบไม่ผิดหลักไวยากรณ์ใดๆ!

ที่จำคำสอนแกแม่นยำนัก เพราะแกมาสอนอยู่สามหน แล้วคงทนเห็นความไม่เอาไหนในการใช้ภาษาของเด็กสายศิลป์สุดเฮี้ยวอย่างเราๆ แกก็เลยกลับไปสอนในดินแดนเทพๆ ของแกต่อไป แล้วปล่อยให้ผมค้างคากับคำถามนั้นมาอีกหลายปี

เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย คะแนนภาษาอังกฤษเมื่อตอนเอ็นทรานซ์ 60 คะแนน เพียงพอให้ผมเข้าไปอยู่ในคลาสเดียวกับเด็กจากคณะทันตะฯ ในใจคิดว่าถ้าเราได้อยู่ในภาวะแวดล้อมของคนใช้ภาษาอังกฤษเก่งๆ ก็น่าจะทำให้เราเก่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง มันไม่ทันได้เก่งหรอกครับ เพราะมหาลัยผม (มศว) ให้เรียนวิชาภาษาอังกฤษแค่ 2 เทอมเท่านั้น และไม่ได้เรียนอีกเลย เพราะไม่มีการบังคับใดๆจากทางภาควิชาหรือทางคณะแต่อย่างใด

พอถึงช่วงทำงาน การส่งเมลคุยกันด้วยภาษาอังกฤษภายในออฟฟิศกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุด มีแต่คำโต้เถียงกันไปมา ตีความอะไรก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเขียนภาษาไทยส่งไปมาอยู่ดี ดีหน่อยตรงที่มีคลังคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ได้เพิ่มเติมจากการเล่นเกม Football Manager และการทำงานจริง อาศัยครูพักลักจำจากที่ทำงานไปเรื่อยๆ

 

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ ภาษาอังกฤษของผมไม่เคยถูกใช้งานอย่างจริงจังเลย นับตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักภาษาอังกฤษ! เพราะที่ผ่านมา ภาษาอังกฤษในหัวของผมมีแค่เป้าหมายเพื่อการสอบเท่านั้น และไม่เห็นความจำเป็นใดๆที่จะได้ใช้งาน ธุรกิจก็ไม่ได้ติดต่อกับต่างชาติอยู่แล้ว จะไปเที่ยวไหนก็คงไม่ได้ไกลเกินเชียงใหม่หรือหัวหิน ส่วนการเรียนต่อก็คงไม่ได้อยู่ในแผนอีกนานนนนนน

พอเอาเข้าจริง เมื่อทำงานไปซักพัก ผมได้เห็นโอกาสที่อยู่ตรงหน้าหลุดลอยไปเพราะเหตุผลสั้นๆว่า “ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง” หลายครั้งมาก มันทำให้ผมไม่กล้าที่จะไปสมัครงานตำแหน่งสูงขึ้น แม้ทุกๆข้อที่เขาต้องการ ผมมั่นใจว่าสามารถทำได้ แต่พอภาษามันไม่ถึง เขาก็เมินเราไปเสียอย่างนั้น หรือแม้แต่เรื่องเรียน ก็พลาดทุนเรียนต่อต่างประเทศดีๆ หลายหน พลาดการอ่านหนังสือจากต้นฉบับดีๆ เพียงเพราะเราอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ กลายเป็นศักยภาพที่น่าจะเฉิดฉาย กลับกลายเป็นดับวูบ

ดังนั้น การลงทุนด้านภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผมเอามากๆ คิดเสมอว่าการเรียนภาษาอังกฤษคือการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่ออนาคต การมีทักษะนี้จะทำให้เพิ่มโอกาสในความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากขึ้น และมากกว่าที่เราได้เคยลงทุนไว้

 

ช่วงต้นปี ผมได้เจอกับเซลล์ของ Wall Street English สาขาเชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดใหม่ สะดุดใจกับประโยคนึงของเธอจนถึงกับต้องขอปากกาเพื่อจดประโยคที่เธอพูดไว้ว่า “นี่จะเป็นการเรียนภาษาอังกฤษครั้งสุดท้ายของผม” ใช่! เพราะถ้าครั้งนี้เรียนแล้วไม่ได้ผล ก็คงจะท้อแท้ ไม่อยากจะเรียนที่ไหนต่อไปอีกแล้วหล่ะ ผมเลยถามเธอกลับว่า อะไรถึงจะทำให้ผมเชื่อมั่นว่า การเรียนที่นี่จะเป็นการเรียนครั้งสุดท้ายของผม

เธอยื่นกระดาษอธิบายวิธีการมาให้ คร่าวๆคือ การเรียนรู้ทางภาษาของมนุษย์โดยธรรมชาติ จะมีกระบวนการง่ายๆ แค่ จำสิ่งที่ตัวเองเห็นหรือได้ยินว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร เช่น ตอนเด็ก เราเลียนเสียงว่า “แม่” และรู้ความหมายของคำศัพท์นั้นจากการจำว่าแม่คือแม่ ผ่านการพูดซ้ำๆหลายที จนออกเสียงว่า “แม่” อย่างชัดถ้อยชัดคำและถูกต้อง หลังจากนั้นจึงค่อยเรียนวิธีการใช้คำว่าแม่ในรูปประโยคต่างๆ แต่ขณะที่การเรียนภาษาอังกฤษในหลักสูตรของประเทศเรา กลับเรียนแต่การใช้รูปประโยคก่อนที่จะเลือกการพูดซ้ำๆ หรือแม้กระทั่งการสร้างความมั่นใจในการพูดแต่ละครั้ง

ผมเจอวีดิโอตัวนึงของ Wall Street English ที่อธิบายวิธีการดังกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ Wall Street English เรียนรู้ และพัฒนาหลักสูตรให้ใกล้เคียงกับการเรียนรู้ทางภาษาโดยธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด เลยคิดว่าการเรียนการสอนของที่นี่ น่าจะตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ไม่ใช่ “วิถีไทย” อย่างที่ผมชอบท้าทายได้เป็นอย่างดี

 

จากวันที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตั้งคำถามกับนักเรียนในห้อง ถึงวันที่กำลังนั่งทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษของ  Wall Street English พบว่าผมมีคะแนนอยู่ในระดับ Upper Waystage 1 ไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับเลเวลนี้ถ้าคิดประเมินง่ายๆด้วยความรู้สึกตัวเองนะ เพราะในระดับนี้ จะมีความสามารถในการพอฟังรู้เรื่อง พอพูดได้ แต่ไม่ได้ครบทั้งหมด น่าจะ 60-70% ของเนื้อหาที่ได้ฟังทั้งหมด และกว่าจะเรียนไปถึงเป้าระดับที่เรียน ป.โทแล้วคล่องตัว ก็ต้องเรียนอีกประมาณ 4-5 Levels (ราคารวมแล้วก็เกือบแสนบาท ฮือออออ จนส์)

ดึกแล้ว เดี๋ยวไว้ค่อยเล่าในตอนหน้า เกี่ยวบรรยากาศการเรียนการสอนของ Wall Street English และประสบการณ์แรกที่เข้าไปเรียนที่สาขายูเนี่ยนมอลล์นะครับ 😀

Published in Blog Life