Skip to content →

Review Airport Link

ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เสือกเป็นเด็กฉลาด แต่บ้านค่อนข้างรายได้ต่ำ ทำให้ผมต้องอาศัยขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์ และรถไฟ ในการเข้าไปเรียนหนังสือในกรุง ผมชอบความเชื่องช้าของรถเมล์ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดในยามเช้ามากกว่าการยืนโยกเยกบนรถไฟ แม้ว่ารถไฟจะไม่ต้องจอดหยุดนิ่งบนท้องถนนนาน แต่ผมก็อยากจะงีบหลับต่ออีกซักนิดมากกว่าไปถึงโรงเรียนไวๆ แล้วไม่มีอะไรทำ

รถไฟที่ผมนั่งเป็นชั้น 3 ปัจจุบันนี้รัฐเค้าใจดีให้นั่งฟรีกันแล้ว เมื่อก่อนจากสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง มายังบ้านทับช้าง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้บ้านผมที่สุด เสียค่าโดยสารแค่ 5 บาท และถ้านั่งจากบ้านทับช้าง ไปหัวตะเข้ ก็เสียแค่ 3 บาทเท่านั้น ทำให้แม่ผมไปทำงานโดยใช้เงินแค่วันละ 20 บาท เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

เรียกได้ว่า รถไฟไทยมีบุญคุณกับครอบครัวผมมากที่เดียว ถึงแม้ว่าพักหลังๆ จะวิ่งชักช้าไม่ตรงตามเวลา เกิดอุบัติเหตุตกรางบ่อยแล้วไม่แจ้งให้ผู้โดยสารที่ยืนคอยรถไฟอยู่ทราบเลยก็ตาม ปล่อยให้รอกันเป็นชั่วโมงตามมีตามเกิด แต่มันก็ยังมีความน่ารักและคลาสสิคเสมอไม่เสื่อมคลาย ได้เห็นวิวทิวทัศน์อย่างที่เราไม่เคยเห็น ได้ผ่านชุมชนหลายชุมชนที่อยู่กันอย่างเบียดเสียดริมทางรถไฟ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านที่เอาปลาใส่กะละมังมาขายที่มักกะสัน ก็สนุกดีครับ

วันนึง ผมเห็นผู้รับเหมาพยายามเอาทรายถมที่ลุ่มน้ำที่อยู่ริมทางรถไฟ พยายามสร้างตอม่อขึ้นมา ผมจำไม่ได้ชัดเจนนักว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ในช่วงเวลานั้น มันแทบไม่มีวี่แววความสำเร็จเลยครับ นึกสภาพรถสิบล้อเป็นสิบคันจมโคลนตม ต้องถางหญ้าที่สูงสองเมตรกว่าตลอดทางรถไฟ ผมว่าคงมีใครหลายคนโดนงูฉกบ้างหล่ะครับ

แต่วันนี้ ภาพลักษณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว โครงการเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็ได้เสร็จสิ้นเสียที แม้จะมีอุปสรรคให้ล่าช้าไปปีสองปีก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ โซนตะวันออก เพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม

ผมใช้โอกาสเมื่อวันพฤหัสที่  26 ส.ค. 53 เป็นการทดลองการขึ้น Airport Link จากสถานีหัวหมาก ไปยังสถานีมักกะสัน ให้เสมือนกับการนั่งไปทำงานตอนเช้าจริงๆ ที่ผมไม่เลือกที่จะขึ้นจากสถานีบ้านทับช้างที่อยู่ใกล้บ้านกว่า เพราะไม่มีเส้นทางที่รถจะเข้าไปจอดที่สถานีได้ง่ายครับ หรือถ้าขับไปจริงๆ จอดที่สถานีหัวหมากใกล้กว่าอีกครับ

สิ่งแรกเมื่อขับรถเข้ามาที่สถานีเลยคือ สถานีรถไฟฟ้ามีขนาดใหญ่ คลุมทางเดินรถไฟสองราง และขยายไปคลุมพื้นที่ข้างทางรถไฟค่อนข้างมาก แต่พื้นที่จอดรถน้อยมาก จนรถต้องมาจอดที่ริมถนนเป็นทางยาวเลยครับ

ทางขึ้นสถานีช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน

หน้าทางขึ้นมีนาฬิกาขนาดใหญ่ เหมือนกับ BTS และ MRT เพื่อบอกเวลามาตรฐาน อยู่บริเวณหน้าทางขึ้นชานชลาครับ แต่ที่แย่ก็คือ มีแค่บันไดเลื่อนขาขึ้น แต่ไม่มีขาลงครับ มีแค่บันไดธรรมดาประกบสองข้างบันไดเลื่อนเท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกมันเอาอะไรคิดกันครับ จะแบกกระเป๋าสัมภาระลงมากันได้อย่างไร คนแก่คนชราจะขึ้นกันอย่างไร ไม่ต้องถึงมือผู้พิการเลยครับ

บันไดเลื่อนมีแต่ขาขึ้น ไม่มีขาลง

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่สอง จะพบกับความเวิ้งว้างว่างเปล่าของสถานีที่กว้างใหญ่ ผมคะเนด้วยสายตาแล้วว่า สถานีหัวหมากมีพื้นที่มากกว่าสถานีรถไฟฟ้าสยามเกือบสองเท่า! เข้าใจว่าในอนาคตอาจมีการเปิดให้ร้านค้ามาเช่าพื้นที่ แต่ผมว่ามันใหญ่เกินไปครับ น่าจะไปขยายพื้นที่จอดรถ หรือทำบันไดเลื่อนมากกว่าด้วยซ้ำ

กว้างประหนึ่งความใจกว้างของคนไทย

เดินเข้าไปซักพักก็เจอช่องขายตั๋วครับ วันนี้ค่าโดยสารยังเป็นแบบ 15 บาทตลอดสาย ตั๋วโดยสารจึงมีหน้าตาเชยๆ เป็นตั๋วฉีกแบบนี้ไปพลางๆ ก่อน ให้ได้บรรยากาศเหมือนจะมานั่งชิงช้าสวรรค์งานวัดแทน

นึกว่าจะเดินขึ้นไปนั่งชิงช้าสวรรค์

ทางขึ้นมีให้เลือกสองทาง ทางซ้ายเข้าเมือง เขียนว่าไปยังสถานีพญาไท ทางขวาเข้าสนามบินครับ

ซ้ายพญาไท ขวาสุวรรณภูมิ

เมื่อขึ้นไปชั้นสาม ก็จะเจอกับชานชลา สถานีหัวหมากจะจัดให้รถไฟฟ้าวิ่งที่ด้านนอก ตัวชานชลาจะอยู่ด้านใน ต่างกับสถานีรามคำแหงที่ตัวสถานีอยู่ด้านนอก เนื่องจากพื้นที่น้อยกว่า ผมยืนรออยู่ไม่ทันไรรถไฟก็มาแล้วครับ

ไม่ต้องรอนานเลย แป๊บเดียวมาแล้ว

เข้าไปยังตัวรถไฟแล้ว พบว่าพื้นที่ภายในแคบกว่า BTS และ MRT ที่นั่งเป็นแบบแถวยาวไม่ล็อคที่นั่งเหมือน BTS และ MRT พื้นที่ทางเดินที่แคบทำให้ผมสงสัยว่า บนขบวน City Line เค้าไม่เผื่อให้ผู้โดยสารขนกระเป๋าอะไรมากมายกันเลยใช่ไหมครับ เพราะแค่คนยืนกันอย่างหลวมๆ ก็ไม่มีที่ให้วางกระเป๋าใดๆ แล้วครับ และที่สำคัญ ประตูปิดเสียงดังมาก นึกว่านั่งอยู่กระสวยอวกาศเตรียมจะไปดวงจันทร์กันเลยทีเดียว

นี่แค่ขำๆ ลองนึกภาพตอนเช้าๆ จะแน่นขนาดไหน

ถ้าเรียกลำดับสถานี จะเริ่มจากลาดกระบัง > บ้านทับช้าง > หัวหมาก > รามคำแหง > มักกะสัน > ราชวิถี > พญาไท ไม่มีสถานีคลองตันเหมือนรถไฟปกติเนื่องจากคลองตันเป็นสถานีซ่อมบำรุงไปแล้ว ไม่มีพื้นที่ทำสถานีโดยสารอีก การออกแบบสถานีก็ต่างกันออกไปตามพื้นที่ที่มี บังเอิญผมได้นั่งแค่หัวหมากถึงมักกะสันเท่านั้น จึงอธิบายได้แค่สามสถานี

บรรยากาศบนสถานีหัวหมาก

เมื่อถึงมักกะสันแล้ว ต้องลงมาที่ชั้นสอง เดินผ่านอาคารผู้โดยสารที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล (อีกแล้ว) เข้าใจว่าที่แห่งนี้จะเป็นที่เช็คอินก่อนที่จะขึ้นรถไฟฟ้าแล้วมุ่งตรงสู่สนามบิน แต่โซนที่ผมเดินผ่านไม่น่าจะเกี่ยวกับการเช็คอินใดๆ ก็ยังมีพื้นที่เหลือมาก และยิ่งด้วยหลังคาที่สูงโปร่งทำให้นึกถึงการออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิที่ถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะแก่เขตร้อน เพราะหลังคาที่สูงเกินไปต้องใช้พลังงานในการทำความเย็นมากกว่าปกติ

หลังคาจะสูงไปไหน

ผมต้องลงมาอีกสองชั้น ถึงจะลงสู่ภาคพื้นดินได้ ด้านล่างผมสังเกตเห็นอาคารที่จอดรถที่น่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ใช้บริการ มีทางเข้าเพื่อรับส่งผู้โดยสารอย่างเป็นระเบียบ มีห้องน้ำตามทางเดินที่ไม่ต้องเดินไปไหนไกลๆ ที่สำคัญคราวนี้ มีบันไดเลื่อนทั้งขึ้นและลง รวมทั้งลิฟต์แล้วครับ

ผมใช้เวลาในการเดินทาง ตั้งแต่ขึ้นบนรถไฟฟ้าที่หัวหมาก จนถึงมักกะสัน แค่ 10 นาทีครับ ถือว่าเร็วมากถ้าเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีการอื่นๆ ทุกชนิด และค่อนข้างสะดวกในการเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่นๆ เพราะที่สถานีมักกะสัน เดินลงไปอีกนิดหน่อยก็จะถึง MRT แล้วครับ และติดถนนใหญ่ มีแท๊กซี่ รถเมล์ และพี่วินคอยจอดรอโบกมือเรียกใช้บริการ ชนิดที่เรียกว่า เดินทางกลับบ้านดึกๆ ไม่เหงาเลยครับ

ที่สำคัญ บนตัวสถานีจะมีบอร์ดที่แจ้งว่า สายการบินอะไรจะขึ้นบินและลงจอดที่สุวรรณภูมิ กับอีกบอร์ดที่นอกจากจะแจ้งเวลาปัจจุบันแล้ว ยังแจ้งบอกอีกว่า อีกกี่นาที รถไฟทั้งสาย Express และ City Line จะมาถึงชานชลาครับ ไม่ต้องเสียเวลารอคอยอย่างเปล่าประโยชน์แต่อย่างใด

เดินนิดเดียว ถึงถนนใหญ่แล้ว

ขาไป ผมเดินทางตอน 6 โมงเย็น ก็มีนักท่องเที่ยว และผู้โดยสารทั่วไปค่อนข้างหนาตา ขากลับเดินทางตอน 5 ทุ่มครึ่ง ก็ยังไม่เงียบเหงาซะทีเดียว เพราะปลายทางคือสนามบินครับ ยังงัยก็ต้องมีผู้คนไปที่นั่นอยู่แล้ว

ที่นั่งแบบโล่งๆ

ไปๆ มาๆ ถ้ามีการปรับปรุงที่จอดรถให้เพิ่มขึ้น หรือถ้าฝนไม่ตกแล้ว ก็คงขี่มอเตอร์ไซค์มุดใต้สะพานไปจอดที่สถานีบ้านทับช้าง แล้วนั่ง Airport link ไปทำงานดีกว่าครับ เพราะทุกวันนี้ต้องเสียทั้งค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ เสียเวลา เสียสุขภาพจิตเวลารถติดอีก

รู้งี้น่าจะมีตั้งนานแล้วเน๊าะคุณๆ จะได้ไม่เจ๊งอย่างทุกวันนี้

Published in VERYTHAI